
ในยุคสมัยนี้การส่งเสริมให้เด็กมุ่งแต่เรียนเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากไม่ดำเนินการควบคู่กับสนับสนุนพฤติกรรมการทางด้วยการออกมาเล่น ที่จะช่วยเติมเต็มให้เด็กๆ เติบโตอย่างมีสุขภาวะ ไม่ว่าจะเป็นพัฒนาการทางสมองและร่างกาย รวมทั้งทักษะการใช้ชีวิตในสังคม ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญมาก แต่ด้วยความเชื่อแบบเดิมๆ ของผู้ปกครองที่มุ่งให้เด็กเรียนหนัก ติวเข้ม ตลอดจนการมีปัจจัยภายนอกเข้ามาขัดขวาง โดยเฉพาะโซเชียลมีเดียและเทคโนโลยี ผ่านทางหน้าจอสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต จึงทำให้ครอบครัวละเลยประโยชน์ของกิจกรรมทางกายไป
เมื่อวันที่ 6 มีนาคม ที่ศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส. ) สถาบันสื่อเด็กและเยาวชน (สสย.) ร่วมกับมูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็ก (มพด.) จัดเวทีสัมมนาเพื่อหาแนวทางขับเคลื่อนและส่งเสริมสิทธิการเล่นของเด็กในประเทศไทย เพื่อสร้างความเข้าใจในแนวคิดเรื่องการเล่นอิสระ ระดมแนวทางการส่งเสริมสิทธิการเล่นของเด็ก และการสร้างเครือข่ายเพื่อขับเคลื่อนการทำงานร่วมกัน โดยมีนางเคธี หว่อง (Ms.Kathy Wong) รองประธานสมาคมการเล่นนานาชาติ (IPA Vice President) และผู้อำนวยการบริหาร Play right Children's Play Association เขตบริหารพิเศษฮ่องกงแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน นำเสนอแนวคิดและการขับเคลื่อนเรื่องสิทธิการเล่นของเด็กในระดับนานาชาติ
นางเคธีกล่าวว่า สถานการณ์การเล่นของเด็กในระดับนานาชาติ ช่วง 20 ปีที่ผ่านมา เกิดการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ จากผลการศึกษาปัญหาการเล่นของเด็กใน 8 ประเทศ พบปัญหาคล้ายคลึงกัน เช่น ผู้ใหญ่ไม่เห็นความสำคัญ สภาพแวดล้อมที่ไม่ปลอดภัย พ่อแม่กลัวอันตราย หน่วยงานราชการไม่มีนโยบายสนับสนุนการเล่น หรือมีแต่ไม่เพียงพอ ไม่มีพื้นที่ ไม่มีของเล่น แรงกดดันจากพ่อแม่ที่เด็กต้องเรียนเก่ง ไม่มีกำหนดเวลาเล่นเมื่อไปโรงเรียน เทคโนโลยีที่เข้ามามีบทบาทในชีวิตเด็กมากจนเกินไป สิ่งเหล่านี้เป็นอุปสรรคสำคัญในการเล่นอิสระของเด็ก แม้ว่าการเล่นจะเป็นหนึ่งในสิทธิที่เด็กพึงได้รับ โดยอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กข้อที่ 31 ระบุว่า “เด็กมีสิทธิที่จะมีการพักและเวลาพักผ่อน การเข้าร่วมกิจกรรมการละเล่นสันทนาการที่เหมาะสมตามวัย การมีส่วนร่วมอย่างมีเสรีภาพเหมาะสม” กลับเป็นสิทธิที่ถูกลืม คิดว่าเด็กเล่นอยู่แล้วเลยไม่ได้สนใจ มองข้าม เพิกเฉย ทั้งที่จริงแล้วสำคัญมาก
ดังนั้น IPA จึงมีการขับเคลื่อนส่งเสริมให้ทั่วโลกเห็นความสำคัญของสิทธิเด็ก โดยผลักดัน 4 ประเด็นสำคัญคือ ข้อ 1 ส่งเสริมสิทธิการเล่นของเด็ก โดยนิยามการเล่นในมุมมองของเด็ก คือเด็กเป็นผู้ริเริ่ม เกิดจากแรงจูงใจภายในของเด็กเอง ข้อ 2 สนับสนุนให้ผู้ใหญ่ส่งเสริมการเล่นของเด็ก ให้เด็กสามารถเล่นได้ทุกที่ ทุกโอกาส ซึ่งเกี่ยวข้องกับหลายส่วนไม่ว่าจะเป็น พ่อแม่ ครู แพทย์ ฯลฯ
ข้อ 3 มีสนามเด็กเล่นที่ไม่กีดกั้นการเข้าถึงของเด็กทุกคน โดยสร้างสนามเด็กเล่นที่สนุกสนาน ปลอดภัย ส่งเสริมจินตนาการ ไม่กลัวความเสี่ยง แต่สามารถจัดการความเสี่ยงได้ ข้อ 4 สร้างเมืองที่เป็นมิตรกับเด็กทุกคน เช่น ที่จีน มีทางเท้าที่เด็กสามารถเดินทางจากบ้านไปโรงเรียน หรือไปสนามเด็กเล่นอย่างปลอดภัย
ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ สสส. กล่าวว่า ปัจจุบันเด็กเยาวชนไทยมีปัญหาหลายด้าน ทั้งโภชนาการเกิน การขาดกิจกรรมทางกายที่เพียงพอ และมีพฤติกรรมเนือยนิ่ง (Sedentary) คือการนั่งนิ่งอยู่กับที่ถึงวันละ 13 ชั่วโมง 35 นาที ในขณะที่มีกิจกรรมทางกายในระดับปานกลางถึงหนักตามข้อเสนอระดับสากลไม่ถึงวันละ 60 นาที เป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดภาวะอ้วนในเด็กที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งผลการศึกษาโครงการสำรวจกิจกรรมทางกายสำหรับเด็กและเยาวชนไทย พบว่า จากการสำรวจกลุ่มตัวอย่างเด็กนักเรียนอายุ 6-17 ปี จำนวน 16,788 คน จาก 336 โรงเรียน ใน 27 จังหวัด 9 ภูมิภาคทั่วประเทศ และกรุงเทพมหานคร พบว่า ค่าเฉลี่ยการมีกิจกรรมทางกายของเด็กไทยอยู่ระดับปานกลาง หรืออยู่ระดับเกรด C แต่มีพฤติกรรมเนือยนิ่งค่อนข้างสูง หรืออยู่ระดับเกรด D- ทั้งนี้ ผลที่ได้จากโครงการสำรวจ Report Card จะเป็นฐานข้อมูลสำคัญที่ขับเคลื่อนการส่งเสริมการเข้าถึง/สิทธิการเล่นในประเทศไทย
ดร.นพ.ไพโรจน์กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมาภาครัฐจะก็มีนโยบายสนับสนุนด้านยุทธศาสตร์และการลงทุนภาครัฐ เพื่อส่งเสริมกิจกรรมทางกายสำหรับเด็กและเยาวชน เช่น การสร้างสนามเด็กเล่น สนับสนุนให้ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก โรงเรียน และชุมชนให้มีการจัดสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้เด็กได้เล่นกีฬา/ออกกำลังกาย และการจัดกิจกรรมสันทนาการตามวาระวันสำคัญต่างๆ เพื่อเป็นการขยายผลต่อยอด สสส.จึงออกแคมเปญ “ออกมาเล่น” โดยสนับสนุนให้เด็กออกมาเล่นอย่างน้อย 60 นาทีต่อวัน และร่วมกับหลายหน่วยงานภาคทั้งสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ซึ่งเป็นภาคียุทธศาสตร์กับ สสส. ร่วมขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การส่งเสริมกิจกรรมทางกายอย่างเพียงพอสำหรับเด็กและเยาวชนไทยให้มีสุขภาพกาย สุขภาพจิต สุขภาพทางสังคมและสติปัญญา พร้อมที่จะเป็นผู้รับภาระในการพัฒนาสังคมและประเทศชาติในอนาคตอย่างเต็มศักยภาพ
ด้านนางสาวเข็มพร วิรุณราพันธ์ ผู้จัดการสถาบันสื่อเด็กและเยาวชน (สสย.) กล่าวว่า จากสถานการณ์ทางสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งเทคโนโลยี วิถีชีวิตที่เร่งรีบ แข่งขันสูง เด็กถูกคาดหวังและบีบคั้นให้แข่งขันด้านการศึกษา ต้องติวเข้มเพื่อเข้าเรียน เรียนพิเศษเพิ่มเติมจนไม่มีเวลาเล่น หรือการใช้เวลากับสื่อ ติดหน้าจอ ไม่ต่ำกว่าวันละ 8 ชั่วโมง ทำให้ “การเล่นอิสระ” (Free play) น้อยลง ประกอบกับพ่อแม่ ผู้ปกครอง และผู้ใหญ่ในสังคมไม่เข้าใจ ไม่เห็นความสำคัญของการเล่นอิสระ ปิดกั้นโอกาสในการเล่นอิสระของเด็ก สถานการณ์เหล่านี้ทำให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาวะของเด็กเยาวชนในหลายด้าน เช่น ปัญหาการขาดกิจกรรมทางกาย ภาวะโรคอ้วน ความเครียด ปัญหาการมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนและคนรอบข้าง การเข้าสังคม ฯลฯ
“การเล่นช่วยวางรากฐานการเรียนรู้ เป็นส่วนสำคัญของชีวิตในเด็ก โดยเฉพาะการเล่นอิสระ ที่จะเล่นแบบไหน อย่างไรก็ได้ ตามแต่จินตนาการของเด็ก เช่น บทบาทสมมุติ เล่นผจญภัย ซึ่งจะทำให้เด็กมีร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม มีความคิดสร้างสรรค์ สามารถค้นพบศักยภาพของตนเองสู่การมีเป้าหมายในชีวิต และเป็นกระบวนการสร้างจิตสำนึกความรับผิดชอบ และปูพื้นฐานสู่ความเป็นพลเมือง หรือในกลุ่มเด็กที่ขาดโอกาสการเล่นจะเป็นสิ่งที่ช่วยเยียวยาจิตใจ ลดความเครียด และความกดดัน เมื่อพบปัญหาชีวิตก็จะเลือกทางออกที่ดีให้แก่ตนเองได้” นางสาวเข็มพรกล่าว
นางสาวเข็มพรกล่าวต่อว่า ปัจจุบันได้มีการขับเคลื่อนให้เกิดนโยบายส่งเสริมสิทธิการเล่นของเด็ก ในเวทีสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 10 โดยมีวาระการส่งเสริมพื้นที่เล่นสำหรับเด็กที่ปลอดภัยและสร้างสรรค์ จึงเป็นโอกาสที่ดีที่จะได้มีการขับเคลื่อนเรื่องนี้ให้เกิดขึ้นในทุกพื้นที่และทุกมิติของสังคม เพื่อให้เกิดความตระหนักความเข้าใจที่เพิ่มมากขึ้นในการส่งเสริมการเล่นของเด็ก ควบคู่ไปกับการสร้างการมีส่วนร่วมของทุกฝ่ายในสังคม โดยมีการระดมแนวทางการส่งเสริมสิทธิการเล่นของเด็ก เช่น การเพิ่มพื้นที่เล่นของเด็กในบ้าน ชุมชน สถานศึกษาและพื้นที่สาธารณะ การพัฒนาและส่งเสริม ผู้อำนวยการการเล่น “Play Worker” ในประเทศไทย และการสร้างพลังเครือข่ายสิทธิการเล่นของเด็ก นอกจากนี้ยังมีการจัดกิจกรรม “วันเล่น” (PLAY DAY) ซึ่งเป็นวันที่มีการจัดกิจกรรมที่พิเศษ โดยเปิดโอกาสให้เด็กได้มีการเล่นอย่างสร้างสรรค์
หากผู้ปกครองเข้าใจสาระสำคัญการออกมาเล่น เชื่อว่าเด็กไทยจะไม่ได้เรียนเก่งเพียงอย่างเดียว แต่จะใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างมีคุณภาพ และทำประโยชน์ให้แก่ส่วนรวมควบคู่ไปอีกด้วย.
|
เมื่อวานคุยเล่น เรื่องลูกพรรคเพื่อไทย ร้องขอให้ "นายใหญ่" ส่งเมีย "คุณหญิงพจมาน" มาเป็น "ขอนไม้ดุ้นใหม่" ของพรรค ให้ลูกกบ-ลูกเขียดในพรรคได้เกาะ วันนี้ ขอคุยซีเครียดซักนิด |
| อนาคต 'คนนินทาเมีย' |
| 'โควิดคลาย-โรคอิจฉาคุ' |
| ไทย"เหนือคาดหมาย"เสมอ |
| วิสัยทัศน์"อินทรี-อีแร้ง" |
| "การ์ดเชิญ"๒๑ ตุลา. |
| เปิดประเทศ"เปิดตรงไหน?" |