'วิษณุ'ยก'พระพิมลธรรม'อธิบาย'พุทธะอิสระ'จะกลับมาห่มเหลือง


   

17 ต.ค 62 - ที่รัฐสภา นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีอดีตพระสุวิทย์ ธีรธัมโม หรือดีตพระพุทธะอิสระ ผู้ก่อตั้งวัดอ้อน้อย จะกลับมาห่มผ้าไตรจีวรในวันที่ 5 ธ.ค.โดยระบุว่าไม่เคยกล่าวคำลาสิกขา ว่า เคยมีคดีและเคยมีการถามไปที่สำนักพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) จำได้ว่านายเทวัญ ลิปตพัลลภ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ไปตอบคำถามที่ พศ. ซึ่งในแง่บ้านเมืองให้ถือว่าพ้นไปแล้ว แต่ในทางศาสนาถือว่ายังไม่พ้น เพราะยังไม่มีการเปล่งวาจา เนื่องจากในทางศาสนาเมื่อเวลาบวชจะต้องเปล่งวาจา หากจะลาสิกขาก็ต้องเปล่งวาจา หากยังไม่เปล่งก็ยังไม่พ้น และตอนนั้นที่ถูกคุมขัง ซึ่งต้องถอดผ้าไตรจีวรท่านก็ไม่ได้สมัครใจ ส่วนกรณีของอดีตพระพุทธะอิสระนั้น ตนไม่รู้ ไม่แน่ใจว่าทำอย่างนี้หรือไม่ แต่ในอดีตมีกรณีของพระพิมลธรรม (อาจ อาสภเถระ) อดีตเจ้าอาวาสวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ ที่โดนจับในข้อหาคอมมิวนิสต์และกลับมาห่มผ้าไตรจีวร ซึ่งอาจจะเป็นอย่างนั้น

ผู้สื่อข่าวถามว่า อดีตพระพุทธะอิสระระบุว่า ตอนนั้นยังไม่ได้เปล่งคำลาสิกขา นายวิษณุ กล่าวว่า ในทางพระการลาสิกขานั้น จะต้องเปล่งวาจาต่อพระภิกษุผู้เป็นสังฆาธิการ

เมื่อถามว่า กรณีนี้ใครจะเป็นผู้ชี้ขาด นายวิษณุกล่าวว่า ไม่ต้องชี้ขาด ครั้งสมัยพระพิมลธรรม ท่านเคยต้องคดีคอมมิวนิสต์ และถูกเข้าคุก ซึ่งท่านได้หลับตาพนมมือ จากนั้นถูกกระชากผ้าเหลืองออก แล้วใส่ผ้าขาวให้ท่าน แต่ท่านไม่เคยเปล่งวาจา พอคดีถึงที่สุดก็กลับมาห่มผ้าเหลือง และได้เข้าไปกราบสมเด็จทุกวัด โดยสมเด็จทุกวัดได้พนมมือรับไหว้ทุกครั้ง ซึ่งเท่ากับยินยอมรับรู้ว่ายังเป็นพระอยู่

เมื่อถามว่า กรณีของอดีตพระพุทธะอิสระ และพระพิมลธรรมเมื่อนำมาเปรียบเทียบกันจะต้องมีการพิจารณาเป็นกรณีๆ หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ในทางบ้านเมืองถือว่าพ้น แต่ในทางศาสนายังไม่พ้น

ถามว่า กรณีดังกล่าวคล้ายกรณีอดีตพระพุทธะอิสระหรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ตนไม่ขอตอบเรื่องอดีตพระพุทธะอิสระ ตนตอบเป็นหลักการอย่างนั้นแล้วกัน.


ขยันดีนะ....ฝ่ายค้านชุดนี้ เคาะกะลากันรายวัน จะแก้รัฐธรรมนูญ จะอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล งานเต็มมือ!    เรื่องหาวิธีชำเรารัฐธรรมนูญพูดกันไปเยอะแล้ว มาที่เรื่องซักฟอกรัฐบาลดูบ้าง 

ไม่แก้ รธน.จะมีใครตาย?
ระวังจะ 'อยู่ ไม่ ได้'!
เราไม่ทิ้งกัน 'วันนี้ ๑ ล้าน' แล้ว
พี่น้องใต้เศร้าเราจะสุขหรือ?
จาก 'บางระจัน' ถึง 'ลำพะยา'
อ้อย 'ฤๅจะหวานเท่า' ไทย-จีน