ส.ว.รีพับลิกันอุ้ม 'ทรัมป์' รอดถอดถอนตามคาด


เพิ่มเพื่อน    

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ รอดพ้นจากการถอดถอนตามคาด ส.ว.รีพับลิกันเสียงข้างมากลงมติให้ทรัมป์พ้นข้อกล่าวหาทั้งหมดเมื่อวันพุธ ขณะมิตต์ รอมนีย์ สร้างประวัติศาสตร์เป็น ส.ว.คนแรกที่ลงมติถอดถอนประธานาธิบดีจากพรรคตนเอง

ผู้ประท้วงชูป้ายประณาม ส.ว.รีพับลิกัน ที่ด้านหน้าอาคารรัฐสภาสหรัฐเมื่อค่ำวันพุธ

    ทรัมป์วัย 73 ปีเป็นประธานาธิบดีคนที่ 3 ของสหรัฐที่โดนสภาคองเกรสไต่สวนข้อกล่าวหาเพื่อถอดถอน และเขาก็สามารถรอดพ้นการถอดถอนได้เหมือนกับประธานาธิบดี 2 คนก่อนหน้าเขาจากพรรคเดโมแครตทั้งคู่ คือ ประธานาธิบดีแอนดรูว์ จอห์นสัน ปี 2411 และประธานาธิบดีบิล คลินตัน ปี 2542

    การลงมติของสมาชิกวุฒิสภาเมื่อวันพุธที่ 5 กุมภาพันธ์ 2563 แยกเป็น 2 ข้อกล่าวหา โดยการถอดถอนต้องใช้มติ 2 ใน 3 ของสมาชิก 100 ที่นั่งในสภาสูง ซึ่งในทางปฏิบัติไปได้ยากเนื่องจาก ส.ว.รีพับลิกันครองเสียงข้างมาก และเกือบทุกคนลงมติตามแนวทางของพรรค

    ข้อกล่าวหาแรกเรื่องการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ จากกรณีที่ทรัมป์เรียกร้องให้รัฐบาลยูเครนของประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี สอบสวนอดีตรองประธานาธิบดีโจ ไบเดน ตัวเก็งที่จะเป็นคู่แข่งของเขาในการเลือกตั้งประธานาธิบดีวันที่ 3 พฤศจิกายนปีนี้ ส.ว.ลงมติด้วยคะแนน 52 ต่อ 48 ให้ทรัมป์พ้นข้อกล่าวหา โดยที่ ส.ว.มิตต์ รอมนีย์ รัฐบุรุษของพรรครีพับลิกันที่ยึดแนวทางสายกลาง ลงมติสวนพรรค ส่วนเดโมแครตไม่มีโหวตสวนแม้แต่รายเดียว

    จากนั้น ส.ว.ลงมติข้อกล่าวหาที่ 2 ด้วยคะแนน 53 ต่อ 47 ว่าทรัมป์พ้นผิดจากข้อกล่าวหาขัดขวางกระบวนการสอบสวนของสภาคองเกรส จากการขัดขวางการให้การของพยานและการมอบเอกสารให้สภาผู้แทนราษฎร ข้อกล่าวหานี้รอมนีย์ลงมติว่าทรัมป์ไม่ผิด ขณะที่เดโมแครตทั้งหมดโหวตว่าทรัมป์ผิดตามข้อกล่าวหา

    การลงมติแต่ละข้อกล่าวหานั้น ส.ว.แต่ละคนจะขานมติจากที่นั่งของตนไล่ทีละคน โดยมีผู้พิพากษาจอห์น โรเบิร์ตส์ ประธานศาลฎีกา ทำหน้าที่ประธานที่ประชุม

    ผลคะแนนที่ออกมาแม้จะเป็นไปตามความคาดหมาย แต่ถือเป็นชัยชนะครั้งสำคัญของทรัมป์ ที่กำลังหาเสียงเลือกตั้งสมัยที่ 2 อีก 4 ปี และคาดว่าจะเป็นตัวแทนพรรครีพับลิกันโดยปราศจากคู่ต่อกรเมื่อถึงการประชุมพรรคระดับประเทศเพื่อเสนอชื่อในเดือนสิงหาคม

    แบรด พาร์สเคล ผู้จัดการหาเสียงของทรัมป์ กล่าวว่า ประธานาธิบดีทรัมป์พ้นผิดอย่างสิ้นเชิง และตอนนี้ถึงเวลากลับมาทำงานของประชาชนชาวอเมริกันแล้ว

    การไต่สวนเพื่อถอดถอนทรัมป์ในสภาสูงเริ่มอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 16 มกราคม โดย ส.ว.มิตช์ รอมนีย์ ผู้นำ ส.ว.เสียงข้างมาก และสมาชิกรีพับลิกันคนอื่นๆ ใช้เสียงข้างมากปฏิเสธการเรียกพยานหรือนำหลักฐานใหม่มาเสนอ รวมถึงความพยายามครั้งสุดท้ายของเดโมแครตเมื่อวันศุกร์ที่แล้ว ที่ต้องการให้วุฒิสภาเรียกพยานหลายปาก รวมถึงจอห์น โบลตัน อดีตที่ปรึกษาความมั่นคงแห่งชาติที่ขัดแย้งกับทรัมป์จนโดนปลด เข้าให้การ แต่สภาลงมติ 51 ต่อ 49 คัดค้าน โดยมี ส.ว.รีพับลิกัน 2 คนลงมติเห็นด้วยกับเดโมแครต

    พรรคเดโมแครตกล่าวถึงการไต่สวนของสภาสูงว่าเป็นการเล่นตลกและปกปิดความผิด ในขณะที่ทรัมป์โจมตีเดโมแครตว่าพยายามก่อรัฐประหารและล้มล้างผลการเลือกตั้งปี 2559 ที่เขาเป็นฝ่ายชนะ

    "ไม่ต้องสงสัยเลยว่าประธานาธิบดีจะโอ้อวดว่าเขาพ้นจากความผิดโดยสิ้นเชิง แต่พวกเรารู้ดีกว่าว่านี่ไม่ใช่การไต่สวน ไม่ว่าจะด้วยคำนิยามใดๆ" ส.ว.ชัค ชูเมอร์ แกนนำในพรรคเดโมแครตกล่าว

    คะแนนนิยมในตัวทรัมป์ยังค่อนข้างคงเส้นคงวาตลอด 3 ปีที่ผ่านมา ฐานเสียงฝ่ายอนุรักษนิยมยังคงหนุนหลังเขาอย่างเหนียวแน่น โดยเฉพาะกลุ่มชายผิวขาว, คนชนบท, ชาวคริสต์อีวานเจลิคัล และกลุ่มคาทอลิกหัวอนุรักษ์.


ในความเห็นผมนะ กรณี ทหารอียิปต์ "ติดเชื้อโควิด" เข้าพักโรงแรมที่ระยอง และเข้าห้าง ไล่เลียงตามตารางเวลาแล้ว วิตกได้........

บันทึก 'มหาประชายินดี' ไทย
'ธนาธรกับการจารกรรม'
ลับแล "เมืองไทย" ในดรามา
ลิงในวิถีที่เหนือคณะก้าวหน้า
'เมย์เดย์..เมย์เดย์' คนเห็นผี!
'การเมืองหน้ากาก' ไทย-สหรัฐฯ