'เสรีพิศุทธ์' ฟ้อง 'ไทยโพสต์' หมิ่นประมาทอีกคดี หลังเผยแพร่ข่าว 'เสรีพิศุทธ์' ว่ายังไง 'สิระ' จี้ดำเนินคดี ส.ส.ผ่านงบฯ 63 ตามคำขู่


เพิ่มเพื่อน    

11 มี.ค.63 - ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 6 มี.ค. ที่ผ่านมา พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ส.ส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง บริษัท หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ จำกัด และบริษัท สารสู่อนาคต จำกัด เป็นจำเลยที่ 1-2 ในข้อหาร่วมกันหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา เป็นคดีหมายเลขดำ อ.579/2563 โดยศาลนัดไต่สวนมูลฟ้องในวันที่ 22 มิ.ย. 2563 เวลา 13.30 น.

คำฟ้องโจทก์ระบุพฤติการณ์สรุปได้ว่า เมื่อวันที่ 13 ม.ค. 2563 จำเลยทั้งสองเป็นเจ้าของหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์และเว็บไซต์ www.thaipost.net ร่วมกันหมิ่นประมาทโจทก์ ได้นำคำให้สัมภาษณ์ของนายสิระ เจนจาคะ ส.ส.กทม. พรรคพลังประชารัฐ มาเผยแพร่ หัวข้อข่าวว่า “เสรีพิศุทธ์ ว่ายังไง 'สิระ' จี้ดำเนินคดี ส.ส.ผ่านงบฯ 63 ตามคำขู่” เนื้อข่าวนายสิระกล่าวถึงกรณีที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ระบุว่า ไม่ยอมรับกระบวนการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 เนื่องจากเห็นว่าคณะรัฐมนตรียังถวายสัตย์ไม่ครบถ้วนตามรัฐธรรมนูญ จึงไม่มีอำนาจในการเสนอกฎหมายฉบับดังกล่าว และขู่ว่าจะดำเนินคดีกับ ส.ส.ทุกคน ที่ให้ความเห็นชอบร่างกฎหมายงบประมาณปี 63 ว่า ตนขอท้าให้ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เร่งดำเนินคดี ส.ส.ทุกคนตามที่ออกมาพูดโดยเร็ว ตนจะได้ฟ้องกลับฐานแจ้งความเท็จ เนื่องจากมีข้อเท็จจริงปรากฏอย่างชัดแจ้งแล้วว่า คณะรัฐมนตรีมีอำนาจเต็มที่ในการบริหารบ้านเมืองและเสนอกฎหมายต่อสภา ปัญหาการถวายสัตย์ของนายกรัฐมนตรี ศาลรัฐธรรมนูญก็ชี้แนวทางไว้แล้วว่า เป็นเรื่องระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์กับฝ่ายบริหาร ไม่มีองค์กรตามรัฐธรรมนูญใดมีอำนาจที่จะตรวจสอบได้ เรื่องก็ควรจบแค่นี้ แต่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เล่นไม่เลิก จึงควรที่จะต้องรับผิดชอบกับพฤติกรรมสร้างความปั่นป่วน เพื่อประโยชน์ทางการเมืองของตัวเองด้วย ผมขอฝากถึง พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ และ ส.ส.พรรคเสรีรวมไทยทั้งหมดด้วยว่า หากพวกท่านเห็นว่าร่างกฎหมายงบประมาณปี 2563 ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายฉบับใดก็ตาม ขอให้พวกท่านประกาศให้ชัดเจนเลยว่าจะไม่รับเงินเดือนที่มาจากงบประมาณปี 2563 แบบนี้อย่าทำตัวเป็นพวก เกลียดตัวกินไข่ เกลียดปลาไหลกินน้ำแกง 

การที่จำเลยทั้งสองนำคำพูดของนายสิระเผยแพร่ เป็นการกระทำโดยมีอคติกับโจทก์ เพื่อให้ประชาชนคล้อยตามอคติที่มีต่อโจทก์ จำเลยทั้งสองนำคำพูดของนายสิระซึ่งหมิ่นประมาทใส่ร้าย ใส่ความโจทก์มาลงพิมพ์ในเว็บไซต์ มีลักษณะเป็นการหมิ่นประมาทโจทก์ซ้ำเติมอีก เป็นการร่วมกันหมิ่นประมาทโจทก์ด้วยการโฆษณา 

การที่นายสิระกล่าวว่า “คณะรัฐมนตรีมีอำนาจเต็มที่ในการบริหารบ้านเมืองและเสนอกฎหมายต่อสภา ปัญหาการถวายสัตย์ของนายกรัฐมนตรี ศาลรัฐธรรมนูญก็ชี้แนวทางไว้แล้วว่า เป็นเรื่องระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์กับฝ่ายบริหาร ไม่มีองค์กรตามรัฐธรรมนูญใดมีอำนาจที่จะตรวจสอบได้ เรื่องก็ควรจบแค่นี้ แต่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เล่นไม่เลิก จึงควรที่จะต้องรับผิดชอบกับพฤติกรรมสร้างความปั่นป่วน เพื่อประโยชน์ทางการเมืองของตัวเองด้วย” และ “อย่าทำตัวเป็นพวก เกลียดตัวกินไข่ เกลียดปลาไหลกินน้ำแกง” สุภาษิตดังกล่าวมีความหมายไปในทางเกลียดตัวเขาแต่อยากได้ผลประโยชน์จากเขาหรือของเขา ทำให้ประชาชนเข้าใจว่าโจทก์ทำหน้าที่ไม่มีคุณธรรม ไม่มีจรรยาบรรณ ไม่มีจริยธรรมในการปฏิบัติหน้าที่ ไม่มีอำนาจตามข้อบังคับประธานกรรมาธิการ (กมธ.) ป้องกันและปราบปรามการทุจริต สภาผู้แทนราษฎร ไม่รักษาและส่งเสริมเกียรติคุณชื่อเสียงในฐานะการเป็น ส.ส.และประธาน กมธ. โจทก์ทำงานการเมืองโดยเอาความอาฆาตแค้นส่วนตัวมากลั่นแกล้ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี สร้างความปั่นป่วนในทางการเมืองเพื่อผลประโยชน์ตนเอง กล่าวหาในทำนองเมื่อโจทก์ไม่ยอมรับกระบวนการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ แต่โจทก์ก็ยังคงรับเงินเดือนจากงบประมาณรายจ่ายปี 2563 โจทก์เป็นพวกเห็นแก่ผลประโยชน์ตนเองเป็นหลัก ไม่ได้ทำงานเพื่อบ้านเมืองตามหน้าที่ของ ส.ส. จะพึงกระทำ 

ความจริงโจทก์เป็น ส.ส.ฝ่ายค้าน และประธาน กมธ.ปราบทุจริตฯ มีหน้าที่ตรวจสอบการปฏิบัติงานของรัฐบาล เพื่อให้รัฐบาลปฏิบัติหน้าที่ตามระเบียบ ข้อบังคับ กฎหมาย เพื่อประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติ ใช้ความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ในการทำหน้าที่อย่างเต็มที่ตามขอบอำนาจของกฎหมายทุกประการ มิได้ทำให้ภาพพจน์เกียรติคุณของ ส.ส.และสภาเสื่อมเสีย ไม่ได้มีความอาฆาตแค้นส่วนตัวหรือกลั่นแกล้ง พล.อ.ประยุทธ์ และ พล.อ.ประวิตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นที่ พล.อ.ประยุทธ์ ถวายสัตย์ไม่ครบ ไม่สามารถรับหน้าที่ได้ รวมทั้งไม่สามารถจัดทำร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563 ให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาได้ 

และศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเพียงว่า เรื่องดังกล่าวไม่ได้อยู่ในอำนาจการตรวจสอบขององค์กรตามรัฐธรรมนูญใด จึงมีคำสั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณา หมายความว่ากรณีดังกล่าวยังไม่มีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ จึงไม่มีผลผูกพันทุกองค์กร โจทก์ก็ยังมีหน้าที่และอำนาจตรวจสอบเรื่องดังกล่าวได้ ซึ่งเป็นสิทธิและหน้าที่ของโจทก์ในฐานะ ส.ส.และประธาน กมธ.ปราบทุจริตฯ ที่จะตรวจสอบในเรื่องดังกล่าวต่อไป จนกว่าจะได้ข้อยุติ เพื่อให้รัฐบาลปฏิบัติหน้าที่ตามระเบียบ ข้อบังคับ กฎหมาย เพื่อประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติ การกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นการร่วมกันหมิ่นประมาทโจทก์โดยการโฆษณา ทำให้โจทก์เสียหายต่อชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นเกลียดชัง.


เสาร์นี้...เป็นเสาร์สุดท้าย "เดือนพฤษภา."นักสถิติศาสตร์การบ้าน-การเมืองบอกว่า "พฤษภา.กับตุลา." เป็นเดือน "ชง" ของประเทศ

"ความต่างระหว่างคนกับสัตว์"
ทุกด้าน "สถานการณ์" เป็นต่อ
ผู้ชายคนหนึ่งชื่อ "ประยุทธ์"
อันตรายกว่า 'สารอันตราย'
"ฝันดี-ฝันร้าย"ของไทยวันนี้
"โลกเปลี่ยนไป-ไทยเปลี่ยนรวย"