ปชป.คึก! 'เฉลิมชัย' ปลุกพรรคสู้ลั่นเสม็ด โวต้องดีขึ้น 100 %


เพิ่มเพื่อน    

10 ก.ค.63 - ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลา 18.00 น. ที่โรงแรมทรายแก้ว บีชรีสอร์ท เกาะเสม็ดจังหวัดระยอง พรรคประชาธิปัตย์ จัดเลี้ยงอาหารค่ำ ให้กับรัฐมนตรี และส.ส. ก่อนที่จะมีการสัมมนาพรรคในวันที่ 11 ก.ค. ซึ่งบรรยากาศเป็นไปอย่างชื่นมื่น โดยมีสมาชิกพรรคเข้าร่วมงานเลี้ยง อาทิ นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะประธานสภาที่ปรึกษาพรรค นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว. พาณิชย์ในฐานะหัวหน้าพรรค นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ ในฐานะเลขาธิการพรรค

นายเฉลิมชัย กล่าวตอนหนึ่งกับสมาชิกว่า สมาชิกพรรคทุกคนรู้กติกา หลักเกณฑ์ และวันนี้ทำอย่างไรก็ได้ที่เราจะรวมใจกันให้เป็นหนึ่ง งานวันนี้เกิดขึ้นเพื่อหล่อหลอม ส่วนงานพรุ่งนี้จะเป็นวันที่พวกเราจะได้มีโอกาสพูดคุยกันซึ่งสิ่งที่จะพูดคุยกันนั้น เชื่อว่าจะเป็นประโยชน์กับพรรคและจะมีคำตอบที่ชัดเจนสำหรับพรรคของเราในการเดินไปข้างหน้าในโอกาสต่อไป และตนคิดว่างานสัมมนาพรรคครั้งนี้ จะเป็นงานที่พวกเรามีความสุข หลังจากที่พวกเราทำงานมาอย่างเต็มที่ การจัดงานนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้พรรคของเราเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันได้เหมือนเดิม

“ผมไม่ได้หมายความว่าที่ผ่านมาไม่มีความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน แต่ผมหมายความว่าความเป็นเสรีประชาธิปไตย แม้ทำให้ทุกคนมีเสรีภาพทางความคิดแต่การพูดขอให้ทุกคนอยู่ในกรอบ ซึ่งจะทำให้ทุกอย่างเดินไปข้างหน้าได้ และผมเชื่อว่าพวกเรามีความเป็นพี่เป็นน้องและมีความเป็นสถาบันสูงจึงอยากใช้จุดนี้มาทำให้พวกเราสามารถเดินไปข้างหน้าได้ ผมขอยืนยันว่าตราบใดที่ผมยังเป็นเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ผมต้องพาพรรคเดินไปข้างหน้าและต้องดีขึ้นกว่าเดิม 100 เปอร์เซ็นต์ เพราะผมไม่ได้มาแต่ตัวอย่างเดียว แต่ผมเอาใจมาด้วย และข้างหลังผมก็ยังมีพอสมควรไม่ต้องห่วง ผมสู้เต็มที่ ขอให้พวกเราเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันเท่านั้น”นายเฉลิมชัย กล่าว

จากนั้นนายเฉลิมชัยได้ถามลูกพรรคว่าสู้หรือไม่สู้ซึ่งลูกพรรค ได้ตอบกลับมาว่าสู้
 


"บ้านเมืองไทย" ก็เหมือนตะกร้าตอนไปจ่ายตลาด ไม่ได้มีของที่ต้องกิน-ต้องซื้อยัดลงตะกร้าอย่างเดียว ฉะนั้น...... อย่าไปจดจ่ออยู่กับเรื่องใด-เรื่องหนึ่งโดยเฉพาะจนจับเจ่า ชีวิตจะเฉาเปล่าๆ

"กระมิด-กระเมี้ยนอยู่ทำไม"?
'๒๕๖๓ คณาจารย์ร่านเมือง'
ใครทน 'ธรรมศาสตร์ไม่ทน'?
สารพันวันประเทศ 'ฝีแตก'
ชนชั้น 'นิสิต-นักศึกษา'
เดิมพัน 'สุดท้าย' ของไอ้สัส