โรงเรียนมีชัยพัฒนา


   

     เคยมีโอกาสได้ฟังการบรรยายเรื่อง “โรงเรียนแบบประชาธิปไตย” จากคุณอาฟชาลอม คอมมิซซ (Avshalom Komissar) ผู้อำนวยการโรงเรียนประชาธิปไตยแห่งฮาเดรา ประเทศอิสราเอล เมื่อปีที่แล้ว เกิดคำถามขึ้นในใจว่าจะเป็นไปได้หรือที่จะมีโรงเรียนแบบนี้ในประเทศไทย พอมีโอกาสได้ฟังเรื่องราวของ “โรงเรียนมีชัยพัฒนา” หรือ “โรงเรียนไม้ไผ่” จากอาจารย์มีชัย วีระไวทยะ ซึ่งตั้งอยู่ที่อำเภอลำปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์ ต้องยอมรับว่าเป็นโรงเรียนแบบประชาธิปไตยที่ควบคู่คุณธรรม ผนวกกับมีการฝึกทักษะชีวิตและทักษะอาชีพเป็นอาวุธ ซี่งน่าจะดีกว่าของอิสราเอล เพราะนักเรียนที่นี่ไม่ต้องจ่ายค่าเทอมด้วยเงิน แต่จ่ายด้วยการทำความดี 400 ชั่วโมง และปลูกต้นไม้ 400 ต้นในแต่ละปีการศึกษา ฝึกให้เด็ก “คิดเองได้ ทำเองเป็น” ไม่ใช่การเรียนการสอนที่ครูใช้ไม้จิ้มกระดานแล้วให้เด็กอ่านตามเหมือนในอดีต
     “โรงเรียนมีชัยพัฒนา” หรือ “โรงเรียนไม้ไผ่” เป็นโรงเรียนทางเลือกระดับมัธยมศึกษาที่อาจารย์มีชัย วีระไวทยะ ประธานมูลนิธิมีชัย วีระไวทยะ และนายกสมาคมพัฒนาประชากรและชุมชน ได้จัดตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2552 อาคารเรียนทั้งหมดในโรงเรียนสร้างจากไม้ไผ่ ใช้เทคนิคและเทคโนโลยีการก่อสร้างที่เรียนรู้จากประเทศอินโดนีเซีย เน้นความเป็นธรรมชาติ สร้างบรรยากาศที่เหมาะสมกับการเรียนรู้ ผ่อนคลาย ไม่ตึงเครียด และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ห้องเรียนเป็นแบบหกเหลี่ยม ให้เด็กๆ นั่งล้อมวงเรียนในห้อง ไม่มีเด็กหน้าห้องหลังห้อง ทุกๆ กิจกรรมในวันหยุดก็คือการทำอาหาร ไปเยี่ยมผู้ป่วยที่โรงพยาบาลทุกวันเสาร์
     “โรงเรียนมีชัยพัฒนา” เป็นโรงเรียนประจำที่รับนักเรียนจากทุกภาคของประเทศไทย ทำการคัดเลือกครูและนักเรียนโดยผ่านการสัมภาษณ์ของกลุ่มนักเรียนที่เป็นผู้นําและมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการโรงเรียน หรือที่เรียกว่า “คณะมนตรีโรงเรียน” นักเรียนในโรงเรียนนี้จะมีภาวะผู้นำที่สามารถดูแลตนเอง แบ่งงานและปกครองโรงเรียนได้ หลักสูตรของโรงเรียนถูกออกแบบให้เด็กอยู่กับสิ่งแวดล้อมรอบตัว และมีเป้าหมายในการปลูกฝังความเป็นพลเมืองที่ดีของประเทศ สอนให้เด็กเป็นผู้ประกอบการผ่านกระบวนการเรียนการสอนที่ทำให้นักเรียนได้เรียนรู้วิธีการดำรงชีวิต ที่จะช่วยปกป้องและอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างสงบสุข เข้าใจประวัติศาสตร์และรากเหง้าของความเป็นไทย นอกจากนี้ยังสอนเด็กชาวบ้านให้กลายเป็นผู้ประกอบการ ฝึกให้ทำธุรกิจแบบแบ่งปัน โดยสอนให้เด็กเข้าใจแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของตลาด การแข่งขันแบบเสรีโดยยึดหลักคุณธรรม เด็กจะได้เรียนรู้จากของจริง ได้ฝึกอาชีพ มีรายได้ และแบ่งปันกำไรคืนสู่สังคม ได้เรียนรู้การทำงานร่วมกัน และเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ของสมาชิกในชุมชน ภายในโรงเรียนมีชัยพัฒนาจะเต็มไปด้วยแปลงผักและผลไม้ ตั้งแต่ผักบุ้ง ผักสลัด มะนาว เมลอน ฝรั่ง และมีเล้าไก่ที่ให้เด็กทำธุรกิจเก็บไข่ขายอีกด้วย นักเรียนที่จบจากโรงเรียนนี้รุ่นแรกจำนวน 10 คนได้รับทุนไปศึกษาต่อในคณะต่างๆ ของมหาวิทยาลัยรังสิต มี 8 คนที่มีผลการเรียนระดับดีถึงดีมาก โดยนักศึกษา 5 คนมีคะแนนสะสมอยู่ในเกณฑ์ได้เกียรตินิยมอันดับ 1 จากคำบอกเล่าของอาจารย์ผู้สอนกล่าวว่า นักศึกษาที่มาจากโรงเรียนนี้มีความคิดและการกระทำเป็นผู้ใหญ่ มีวุฒิภาวะสูง และมีความประพฤติดี
     โรงเรียนมีชัยพัฒนาสอนให้นักเรียนมีจิตใจที่อ่อนโยนและเข้าใจผู้อื่น โดยให้นักเรียนอดข้าวเย็นหนึ่งวันต่ออาทิตย์ เพื่อทำความเข้าใจกับความอดอยาก ฝึกให้นักเรียนเดินปิดตา และฝึกนั่งรถเข็นเพื่อให้เข้าใจผู้มีความพิการทางสายตาและทางร่างกาย สอนนักเรียนให้ว่ายน้ำเพื่อนำไปถ่ายทอดต่อให้เด็กๆ ในชุมชน สอนการทำการเกษตรเพื่อนำมาบริโภค ทำการค้า และนำความรู้ไปสู่ชุมชน นักเรียนจะปกครองโดยแบ่งงานกันทำอย่างมีระบบผ่านคณะมนตรีโรงเรียน คณะตรวจสอบป้องกันการคอร์รัปชัน และคณะจัดซื้อ เป็นต้น โรงเรียนนี้ไม่มีภารโรง นักเรียนจะจัดเวรในการดูแลทำความสะอาดโรงเรียน จ่ายกับข้าวกันเอง นักเรียนแต่ละคนจึงมีความรับผิดชอบเกินวัย นอกจากนี้เป้าหมายหลักของโรงเรียนคือตั้งใจให้โรงเรียนเป็นแหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิตของทุกคนในชุมชน เป็นศูนย์กลางการพัฒนาคุณภาพชีวิต เศรษฐกิจและสังคมในพื้นที่รอบโรงเรียน อีกทั้งยังสร้างนักเรียนให้เป็นคนดีของสังคม มีทักษะชีวิตและทักษะอาชีพติดตัวไปตามหลักปรัชญาของโรงเรียนที่ให้ความสำคัญกับ “การลดความเหลื่อมล้ำ” เพื่อให้ทุกคนได้มีโอกาสที่เท่าเทียมกันในการพัฒนาชีวิตของตนเองนั่นเอง.

จิตติมา กุลประเสริฐรัตน์
(g.jittima02@gmail.com)

 


ในโลกของ "ข่าวสาร"เหตุการณ์ "๑๓ หมูป่าติดถ้ำ" ผมว่าเป็น "ข่าวแรก" ของโลกที่สื่อทั่วโลก รวมทั้งสื่อไทย......

"รีแบรนดิ้ง" ประเทศไทย
'แดงอีสาน' โดมิโนการเมือง
'กาแฟดำ' ในแดน 'ไทยโพสต์'
'ตำรวจรับใช้โจร' จะให้ทนหรือ?
'ปฏิรูประบบราชการ' ที่เกิดแล้ว
นอกถ้ำอาจอันตรายยิ่งกว่า!