เละเทะ อดีตผอ.แฉกลับ !รร.เตรียมฯแดนสนธยา มุบมิบรับนร.เงื่อนไขพิเศษ 300 คนเงินสะพัดนับร้อยล้าน เบิกจ่ายเงินน่าสงสัย 


เพิ่มเพื่อน    

2 ต.ค.63-อดีต ผอ.รร.เตรียมฯ แฉกลับความเป็นแดนสนทยาของรร.เตรียมฯ  ปี 59-61 มีการกำหนดรับนักเรียนเงื่อนไขพิเศษเกือบ 300 คน พบการเบิกจ่ายเงินที่น่าสงสัย 3 บัญชี มีผู้บริหารระดับรองผอ. รร.และครูที่เกี่ยวข้อง รวม 5 ราย

ตามที่มีกลุ่มครูและนักเรียนโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาแต่งชุดดำชุมนุมกล่าวหานายโสภณ กมล อดีตผู้อำนวยการโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษามีความไม่โปร่งใสขณะที่ดำรงตำแหน่ง และทำให้ความงดงามและวัฒนธรรมอันดีของโรงเรียนเลือนหายไป โดยเฉพาะการเซ็นคำสั่งย้ายครูที่เห็นต่างให้ไปเป็นครูปกติ และแต่งตั้งครูที่เห็นชอบกับตนเองขึ้นมารับตำแหน่งแทน ซึ่งถูกมองว่าเป็นการเซ็นคำสั่งย้ายแบบฉับพลันก่อนจะเกษียณอายุราชการเพียง 2 วันนั้น

ที่ห้องสื่อมวลชนกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) - นายโสภณ กมล อดีตผู้อำนวยการโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ได้หอบหลักฐานชี้แจงเรื่องความไม่ชอบมาพากลที่เกิดขึ้นถึงการรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา  

โดยนายโสภณ กล่าวว่า วันนี้ตนต้องการมาชี้แจงข้อเท็จจริงต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับการรับนักเรียนของโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร เพราะตนเงียบมานานและไม่อยากให้โรงเรียนต้องเสื่อมเสียชื่อเสียง โดยตนได้เข้ารับตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนเมื่อเดือนพ.ย.2561 ซึ่งถูกกลุ่มศิษย์เก่าและครูโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาร้องสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้ตรวจสอบกรณีที่ตนบริหารงานโดยมิชอบและมีการเปลี่ยนหลักเกณฑ์การรับนักเรียนชั้นม.4 ปีการศึกษา 2563  โดยตนขอชี้แจงว่า เรื่องที่เกิดขึ้นตนสามารถให้ตรวจสอบได้หมดทุกเรื่อง โดยการรับนักเรียนเมื่อปีการศึกษา 2563 ของโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาชั้นม.4 ไม่สามารถไปปรับเปลี่ยนหลักเกณฑ์การรับนักเรียนได้ เนื่องจากจะต้องยึดหลักเกณฑ์แนวปฎิบัติการรับนักเรียนของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เท่านั้น ซึ่งที่ผ่านมาก่อนที่ตนจะมารับตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษามีการกำหนดรับนักเรียนเงื่อนไขพิเศษเกือบ 300 คนในปี 2559 -2561  ดังนั้นตอบได้หรือไม่ว่าก่อนหน้านี้เงื่อนไขพิเศษที่รับมามีที่มาที่ไปอย่างไร  
   
“ที่ผ่านมา ป.ป.ช.และสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ได้มาตรวจติดตามการรับนักเรียนของโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาในยุคที่ผมบริหารงานด้วย ซึ่งทั้งสองหน่วยงานก็ไม่ได้ติดใจและการรับนักเรียนของโรงเรียนเตรียมฯ ดำเนินการอย่างโปร่งใสตรวจสอบได้ โดยกรณีการรับนักเรียนเงื่อนไขพิเศษนั้น โรงเรียนจะทำเรื่องเสนอให้คณะกรรมการรับนักเรียนของสถานศึกษาจากนั้นเมื่อได้ข้อสรุปก็จะส่งต่อไปให้คณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) กทม.พิจารณาอนุมัติการรับนักเรียนด้วยวิธีเงื่อนไขพิเศษ ทั้งนี้ยืนยันว่าในยุคของผมตรวจสอบได้หมดทุกเรื่อง ไม่มีเรื่องทุจริต เชื่อว่ากลุ่มที่ไปร้องเรียนต้องการทำลายชื่อเสียงของผม ดังนั้นขอถามกลับว่าการรับนักเรียนระหว่างปี 2559-2561 ที่ป.ป.ช.สอบถามข้อมูลเพื่อขอดูรายชื่อการรับนักเรียนในปีดังกล่าวแต่กลับไม่มีการส่งให้คืออะไร”อดีตผอ.ร.ร.เตรียมอุดมฯ กล่าว

นายโสภณ กล่าวต่อว่า ตนได้เข้าพบ ป.ป.ช.และชี้แจงว่าเกิดปัญหาอะไรขึ้นกับโรงเรียนบ้าง  กติกาการรับนักเรียนด้วยเงื่อนไขพิเศษจะต้องดำเนินการประกาศรับแค่ครั้งเดียวเท่านั้น และต้องประกาศให้สาธารณชนรับทราบ แต่ก่อนหน้าที่ตนมารับตำแหน่งมีการประกาศรับนักเรียนด้วยเงื่อนไขพิเศษหลายรอบและไม่มีการประกาศให้สังคมรับทราบ ซึ่งถือว่าทำผิดกฎระเบียบการรับนักเรียน ดังนั้นการรับนักเรียนในปีนี้จึงมีความตึงเครียดเกิดขึ้นในโรงเรียน เพราะตนไม่ทำตามข้อเรียกร้องของบางกลุ่มจนทำให้มีผู้เสียผลประโยชน์เกิดขึ้น คนเคยฝากได้กลับฝากไม่ได้ เนื่องจากแต่ละปีมีเงินจากการรับนักเรียนสะพัดปีละร้อยล้านบาท  

อดีตผอ.รร.เตรียมฯ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ตนยังขอให้สมาคมผู้ปกครองและครูเตรียมอุดมศึกษา (สปค.) จัดทำงบดุล หรือ งบแสดงสถานะทางการเงินของสมาคมฯจากการเรียกเก็บเงินต่างๆกับผู้ปกครองนักเรียน เช่น เงินบริจาค เงินค่าสมาชิก เงินค่าธรรมเนียมต่างๆ ที่ต้องเรียกเก็บจากผู้ปกครอง เป็นต้น แต่สมาคมฯ กลับไม่ทำ ซึ่งใกล้จะเปิดภาคเรียนแล้วและต้องมีการเรียกประชุมใหญ่ผู้ปกครอง เนื่องจากการออกคำสั่งเก็บเงินจะต้องเป็นคำสั่งจากผู้อำนวยการโรงเรียน โดยหากมีข้อสงสัยเกิดขึ้นจากผู้ปกครองตนจะต้องรับผิดชอบตามกฎหมาย ดังนั้นตนจึงทำเรื่องตรวจสอบกรรมการสมาคมฯไปที่สำนักงานเขตปทุมวันพบว่า กรรมการสมาคมฯชุดนี้ยังไม่มีการจดทะเบียน และไม่มีการทำงบดุลตั้งแต่ปี 2557 ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้จึงเริ่มการป่วนด้วยการร้องเรียนตนในเรื่องต่างๆ และคงคิดว่าจะทำอย่างไรที่จะกดดันให้มีการย้ายตนออกจากโรงเรียนนี้ให้ได้  เพื่อให้มีการแต่งตั้งพรรคพวกของตัวเองขึ้นมาทำหน้าที่แทน  

นายโสภณ กล่าวอีกว่า ในที่สุดมีการตรวจสอบเส้นทางการเงินจาก ป.ป.ช.พบว่า สมาคมฯนี้มีปัญหาการรับนักเรียนเกิดขึ้น เพราะพบเส้นทางการเงินเข้าออกอย่างมโหฬาร และมีการถอนเงินเข้าออกในบัญชีจากนาย ก แต่ละปีหลายล้านบาท ซึ่งป.ป.ช.ตรวจสอบไปถึงเส้นทางการเงินของนาย ก พบ มีการนำเงินไปสู่การซื้อทรัพย์สินรถหรูยี่ห้อ Benz BMW และ Toyota ALPHARDE  และตามสืบไปจนถึงบริษัทรถยนต์พร้อมขอดูรายชื่อที่กรมการขนส่งทางบกจนพบว่า รถยนต์หรู จำนวน 24 คันถูกส่งมาที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ตั้งแต่ในปี 2559-2561 รวมถึงการตรวจสอบของป.ป.ช.พบตัวละคร นาง ง ผู้เดินเรื่องการรับนักเรียนมีเงินสดและเงินโอนเข้าบัญชี โดยนาง ง  มีการโอนเงินเข้าบัญชีบุคลากรในโรงเรียนด้วย ดังนั้นขณะนี้ ป.ป.ช มีข้อมูลมและหลักฐานทุกอย่างแล้ว ทั้งนี้ยังมีบัญชีของโรงเรียนที่เป็นเงินนอกเหนือจากเงินหลวง เช่น เงินบริจาคที่ผู้ปกครองไม่ประสงค์จะออกนาม รวมถึงรายได้อื่นๆ อีกประมาณ 20 บัญชีที่ทาง สตง.ตรวจสอบพบ และต้องการให้โรงเรียนได้ชี้แจงบัญชีต่างๆเหล่านี้ ซึ่งมีหลายบัญชีที่พบการเบิกจ่ายเงินที่น่าสงสัยประมาณ 3 บัญชี ดังนั้นตนจึงเรียกผู้เกี่ยวข้องมาสอบถามว่ามีบัญชีเหล่านี้ด้วยหรือไม่ ซึ่งผู้เกี่ยวข้องแจ้งว่ามีบัญชีเหล่านี้จริง แต่ละบัญชีการจะเบิกจ่ายเงินต้องรายงานให้ผู้อำนวยการับทราบ โดยจากการตรวจสอบจึงพบ 1-2 บัญชีมีการเบิกเงินออกไปหลักล้านบาทโดยที่ไม่มีการรายงานผู้อำนวยการ และนำไปใช้เป็นการส่วนตัว ซึ่งมีผู้บริหารระดับรองผู้อำนวยการโรงเรียนและครูที่เกี่ยวข้อง รวม 5 ราย

นายโสภณ กล่าวต่ออีกว่า โดยตนได้เรียกผู้เกี่ยวกับการเบิกเงินบัญชีดังกล่าวมาสอบถามยอมรับว่ามีการเบิกเงินไปจริงจึงแจ้งให้ทราบว่าการทำแบบนี้ถือว่ายักยอกทรัพย์มีความผิดทางอาญา แต่ก็รู้สึกเห็นใจเพราะเป็นครูและเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาจึงว่ากล่าวตักเตือนไป ซึ่งในที่สุดจึงนำมาสู่การโยกย้ายออกจากตำแหน่งเดิมที่เคยทำหน้าที่อยู่ เพื่อเปิดทางในการตรวจสอบสิ่งที่ไม่ขอบมาพากลต่างๆ แต่เรื่องนี้กลับไม่จบแค่นั้นผู้ที่โยกย้ายกลับไปปลุกปั่นนักเรียนและครูในโรงเรียนให้ออกมาขับไล่และต่อต้านตน ดังนั้นตนจึงต้องออกมาพูดความจริงทั้งหมด รวมทั้งจะต้องนำผู้ที่ยักยอกเงินโรงเรียนไปสู่กระบวนการสอบสวนทางวินัยร้ายแรงให้ได้ โดยได้สรุปเรื่อง เพื่อให้นายกิติภพ ภวณัฐกุลธร รักษาการผอ.ร.ร. ไปแจ้งความเพื่อดำเนินคดีก่อนจะนำสำเนาใบแจ้งความไปมอบให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 1 เพื่อตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงและสอบสวนทางวินัยในลำดับต่อไป.


นี่...พูดกันตามเนื้องานเลยนะ ฝ่ายค้าน ๕-๖ พรรค "เพื่อไทย" เป็นแกนนำ พูดประจำว่า "เข้ามาทำหน้าที่เป็นปากเสียงแทนประชาชน" ในรัฐสภา จะเข้าปีที่ ๓ อยู่อีกไม่กี่เดือน

เหตุจาก 'เลือดนอง' กลางจอ
สืบสายโลหิต 'ม็อบ ๓ นิ้ว'
ก็มันยาว "ก่อนจะเป็นศพ"
'แค้นอาฆาต' ของคนคด
ประจักษ์ชัดแล้วว่า 'ล้มล้าง'
ทรัพย์สินพระมหากษัตริย์