ภายใต้วงล้อแห่งกาลเวลา


เพิ่มเพื่อน    

                                      (1)

      อย่างที่เคยบอกๆ เอาไว้แล้วนั่นแหละว่า...ในทัศนะของพวก ฝรั่ง โดยทั่วไปแล้ว การเคลื่อนไหวความเป็นไปของสังคม หรือของประวัติศาสตร์ หรือจะเรียกว่า ไทม์ไลน์ ตามแบบฉบับท่านรองนายกฯ วิษณุ ลิงคืนกล้วย อะไรประมาณนั้น มักเป็นไปในแบบคล้ายๆ กับ เส้นตรง ที่ถูกลากต่อกันไปได้เรื่อยๆ ก่อนที่จะแบ่งเส้นตรงนั้นๆ ออกมาเป็นท่อนๆ ให้กลายเป็นยุคหิน หินเก่าและหินใหม่ ยุคสัมฤทธิ์ ยุคเหล็ก ยุคเกษตรกรรม อุตสาหกรรม ฯลฯ ไปจนถึงอะไรต่อมิอะไรไปตามเรื่อง ตามราว...

                                       (2)

      ขณะที่ในทัศนะของพวก หัวดำ หรือบรรดาชาวตะวันออกทั้งหลาย การเคลื่อนไหวความเป็นไปของสังคม ไม่ว่าช่วงไหน ต่อช่วงไหน มักเป็นไปในลักษณะเป็น วงกลม คล้ายๆ กับล้อเกวียน หรือธรรมจักร อะไรทำนองนั้น ไม่ว่าชาวตะวันออกที่ถือเป็นชาวพุทธ ชาวคริสต์ อิสลาม ไปจนถึงฮินดู ถึงเชน ศาสนาของพระมหาวีระ ถึงซิกข์ หรือแม้แต่ลัทธิ ความเชื่อ ของพวกชาว มายา ในลาตินอเมริกายุคอดีต เอาเลยก็ยังได้ ฯลฯลฯลฯ ต่างมองการเคลื่อนไหวความเป็นไปของสังคม ในลักษณะคล้ายๆ กับล้อเกวียนที่กำลังเคลื่อนที่ไปเป็นรอบๆ มีจุดเริ่มต้นและจุดจบ ที่ย้อนกลับไป-กลับมา แบบเป็นวัฏจักรหรือวงจร วนไป-วนมาอยู่ภายใต้ วัฏสังสาร ชนิดต้องพยายามหาทางหลุด ทางไป จนกลายมาเป็น ศาสนา ต่างๆ ในเวลาต่อมานั่นเอง...

                                          (3)

      อย่าง ศาสนาเชน ของพระมหาวีระ ที่แทบถือเป็น คู่แฝด ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ดูจะให้คำนิยาม ให้ความหมาย ในการวนไป-วนมาแห่งความเป็นไปของสังคม ค่อนข้าง ชัดเจน เอามากๆ คือถึงกับแบ่ง กาลเวลา ออกเป็น วงล้อ ที่มีองค์ประกอบเป็นซี่ต่างๆ ถึง 12 ซี่ด้วยกัน เรียกว่า อารา (Aras) โดย 6 ซี่แรกในช่วงที่กำลัง หมุนขึ้น เรียกขานกันในนาม อุตสารภินี (Utsarpini) หรือเป็นช่วงระยะ ช่วงเวลา แห่งความก้าวหน้าความเจริญเติบโตของมวลมนุษย์ในด้านต่างๆ ไปตามสภาพ ขณะที่ 6 ซี่หลังในช่วงที่กำลัง หมุนลง ถูกเรียกขานในนาม อวสารภินี (Avasarpini) หรือช่วงที่เริ่มวนกลับมาสู่ความถดถอย ความเสื่อม ลงไปตามลำดับ ก่อนจะไปถึงจุดที่ค่อยๆ วกกลับ ไปสู่ความก้าวหน้า เจริญเติบโต วนไป-วนมาเป็นรอบๆ หรือจนกว่าใครก็ตาม สามารถหาทางหลุด ทางรอด ไปสู่ นิวารา (Nivara) หรือ นิพพาน แบบเดียวกับทางหลุด ทางรอด ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของหมู่เฮาทั้งหลายนั่นเอง...

                                         (4)

      ฮินดู, คริสต์, อิสลาม ไปจนถึงโซโรอัสเตอร์โน่นเลย...ก็ออกไปในแนวนี้ด้วยกันทั้งสิ้น ถึงได้มีเรื่องของ วันสิ้นยุค วันพิพากษา วันดูมส์เดย์ หรือช่วง กลียุค ฯลฯ เข้ามาเกี่ยวข้อง พัวพัน กับความคิด-ความเชื่อ ไปโดยตลอด ส่วนศาสนาพุทธของหมู่เฮาก็ว่าเอาไว้ค่อนข้างชัดเจน ในคัมภีร์พระไตรปิฎก บท จักกวัตติสูตร ถึงเรื่องของ จักรแก้ว ที่อุบัติขึ้นมา ณ ยุคหนึ่ง ยุคใด ก่อนสูญหายไปอย่างลึกลับ อย่างเป็นปริศนา อันส่งผลให้ทุกสิ่งทุกอย่างค่อยๆ เสื่อม ค่อยๆ ถดถอย ลงไปตามลำดับ ไปจนถึงยุค สมัยที่บุตรมนุษย์มีอายุ 10 ปี หญิงสาวอายุ 5 ปี ก็มีสามีได้ ฯลฯ หรือยุคเริ่มต้นอันจะนำไปสู่ มิคสัญญียุค หรือยุคแห่งการเข่นฆ่า ล้างผลาญมวลมนุษย์ซึ่งกันและกัน ด้วยเหตุเพราะรู้สึกว่าเป็นแค่ ก้อนเนื้อ (มิคสัญญา) ก้อนหนึ่ง อะไรทำนองนั้น...

                                       (5)

      เหตุที่ต้องไปนำเอาเรื่องราวทางศาสนามาเทศน์ หรือขึ้นธรรมาสน์ในวันนี้...ก็คงไม่มีอะไรหรอกทั่น!!! คือแค่อยากสะกิด สะเกาให้พอรู้สึกขึ้นมามั่งว่า ถ้าหากความเป็นไปของสังคม หรือของประวัติศาสตร์ มันเป็นไปแบบ วนไป-วนมา แบบวงล้อที่ต้องหมุนขึ้นและหมุนลงไปตามสภาพ การตั้ง คำถาม รวมทั้งการหา คำตอบ ถึงบรรดาความเสื่อมและความถดถอยทั้งหลาย มันอาจต้องอาศัยความลึกซึ้ง ความเอาจริง-เอาจัง อาศัยศิลปะและความสามารถที่เอาเรื่อง เอาราว และเป็นเรื่อง เป็นราว อย่างจริงๆ จังๆ กันไปถึงระดับไหน มันถึงจะพอ อยู่ๆ กันไปได้ หรือสามารถ อยู่ร่วมกันโดยสันติ ได้ในระดับใด ระดับหนึ่ง...

                                        (6)

      เพราะแม้แต่สิ่งซึ่งเป็นอะไรที่ดูวิเศษ วิเสโส ซะเหลือเกิน ระดับกินกะได ทากะได ผัวทา-เมียหาย พ่อตาทา-แม่ยายฟื้น อย่างสิ่งที่เรียกว่า ประชาธิปไตย ทั้งหลาย เอาไป-เอามา...น่าจะเป็นคำตอบที่ เชยซ์ซ์ซ์ ไปนานแล้ว ไม่งั้นบรรดาประเทศประชาธิปไตยอย่างอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส ฯลฯ และอะไรต่อมิอะไรก็เถอะ คงไม่ต้อง “ปวดหัวฉิบหาย” อยู่จนตราบเท่าทุกวันนี้ อันเนื่องมาจากสิ่งที่เรียกว่า เสรีภาพ-เสมอภาค-ภราดรภาพ ภายใต้ระบอบดังกล่าว ล้วนแล้วแต่เป็น มายาภาพ ไปด้วยกันทั้งสิ้นการหาทาง อยู่ๆ กันไป หรือ อยู่ร่วมกันโดยสันติ ภายใต้วัฏจักร วงจร ของ กงล้อแห่งกาลเวลา ที่กำลังนำไปสู่ความถดถอย เสื่อมถอยในแต่ละด้าน จนก่อให้เกิดปรากฏการณ์ กาเหว่าที่บางเพลง ในทุกวันนี้ จึงอาจต้องอาศัยอะไรที่มากไปกว่าคำตอบแบบเดิมๆ แบบเชยซ์ซ์ซ์ๆ ส่วนจะเป็นอะไรนั้น คงต้องไปนั่งคิด นอนคิด เอาเองก็แล้วกัน...

                 -----------------------------------------------------------


หมู่นี้ ขบวนการล้มเจ้า "โจมตีสถาบัน" หนัก ถึงขั้น "ปั้นข่าวเท็จ" เอาดื้อๆ ว่า "พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว" และ "สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดาฯ พระบรมราชินี" ทรงพระประชวร เขียนเป็นตุ-เป็นตะ ว่าทรงพระประชวรด้วยพระอาการโรคนั้นๆ ประทับรักษาพระองค์อยู่โรงพยาบาลนั้นๆ เผยแพร่ทางออนไลน์

โปรใหม่ "ล่าสุด" ชวนฉีด
"วาระแห่งชาติ" คืออะไร?
มหาดไทย "สะท้อนไทย"
๒ ยุค ๒ สมัย ใน ๑ ลีลา
เมื่อ "เดือนกันยา" มาเยือน
ประชาธิปัตย์ "เท่" อีกแล้ว