หลวงปู่พุทธะอิสระแรงสส์ ถาม’พระมหาไพรวัลย์’ นี่หรือสาวกพระพุทธเจ้า


เพิ่มเพื่อน    

02 พ.ค.2561 - พระสุวิทย์ ธีรธมฺโม หรือ หลวงปู่พุทธะอิสระ เจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย อำเภอกำแพงแสน จังหวัดนครปฐมโพสต์เฟซบุ๊กในหัวข้อ “มีวิธีคิดแบบนี้น่ะหรือคือผู้ที่อ้างว่าเป็นสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้า” ระบุว่า 
หลังกลับมาจากกองปราบ กรณีไปชี้เบาะแสให้สืบสวนสอบสวนในพฤติการณ์ของนายมาร์ค พิทบูล ที่ใช้กิริยาวาจากล่าวจาบจ้วง ดูหมิ่นเหยียดหยามพระบรมศาสดา วันต่อมามีคนนำบทความของผู้ที่ใช้ชื่อ มหาไพรวัลย์ แห่งวัดสร้อยทอง ที่เขียนวิจารณ์การไปแจ้งความของพุทธะอิสระทำนองว่า ไปแจ้งความทำไม ไม่ควรมีใครใช้กฏหมายต่อการวิจารณ์ของนายมาร์ค เขามีสิทธิ์ตั้งข้อสงสัย เราศรัทธาพระพุทธเจ้า โดยไม่ศรัทธาพระเวสสันดรได้มั้ย เราไม่เชื่อในการเดิน 7 ก้าวของพระมหาโพธิสัตว์ สิทธัทธะได้มั้ย อะไรประมาณนี้

พอพุทธะอิสระเห็นหน้า เห็นชื่อ ก็ไม่รู้สึกแปลกใจอะไร เพราะคนคนนี้ ไม่เคยเห็นดีของพุทธะอิสระอยู่แล้ว แต่พอยิ่งได้อ่านบทความของมหาคนนี้ พุทธะอิสระกลับรู้สึกแปลกใจว่า คนๆ นี้เข้ามานุ่งเหลือง โกนหัวได้อย่างไร คนมาด่าพ่อตัวเองแท้ๆ กลับปกป้องเขา แต่คนที่ช่วยปกป้องพ่อตัวเองกลับถูกตำหนิ คนแบบนี้ยังกล้าเรียกตัวเองว่า พุทธสาวก อยู่อีกกระนั้นหรือ  ซึ่งอันที่จริงมหาคนนี้ เขาก็มิได้ชอบขี้หน้าพุทธะอิสระมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว โดยเฉพาะกรณีที่พุทธะอิสระออกมาเรียกร้องให้จัดการกับหัวหน้าลัทธิธรรมกาย ที่ต้องอาบัติปาราชิก จนต้องหนีคดีหัวซุกหัวซุนอยู่ทุกวันนี้

จำได้ว่า ขณะเกิดเหตุกรณีคดีธรรมกาย มหาคนนี้ แกออกมาโพสต์เฟสบุ๊กตำหนิคนที่แอนตี้ธรรมกาย ด้วยการยกสารพัดแม่น้ำมาเปรียบเปรยจนดูประหนึ่งว่า มหาคนนี้กำลังปกป้องเจ้าลัทธิปาราชิกอยู่อย่างงั้นแหละ แม้กรณีรัฐบาล คสช. ใช้มาตรา 44 เข้าไปปิดล้อมสำนักธรรมกายเพื่อตรวจสอบค้นหาตัวผู้ต้องหาหนีคดี มหาคนนี้ แกออกมาโพสต์ตำหนิ คสช. กระทั่งกรณีที่ประชาชนเขาไม่เอาสมเด็จรถเถื่อนเป็นสังฆราช มหาคนนี้ แกก็ออกมาโพสต์ต่อว่าผู้เคลื่อนไหวคัดค้าน

ล่าสุดมหาคนนี้ แกก็ออกมาโพสต์ตำหนิพุทธะอิสระที่บังอาจไปแจ้งชี้เบาะแสให้กองปราบดำเนินคดีนายมาร์ค ที่จาบจ้วงดูหมิ่นพระบรมศาสดา แม้เรื่องทั้งหมดที่แกพยายามออกมาโพสต์แสดงความคิดเห็น อย่างสวยหรู อยู่หน้าคีย์บอร์ดจะดูน่าเชื่อถือ แต่แท้จริงแล้วมหาคนนี้ แกไม่เคยมองย้อนหลังกลับไปดูต้นเหตุของแต่ละปัญหาที่เกิดขึ้นเลย เช่นกรณีลัทธิธรรมกาย หรือแม้แต่มูลเหตุที่พุทธะอิสระต้องไปแจ้งชี้เบาะแสให้กองปราบดำเนินการกับนายมาร์ค มหาคนนี้แกก็ไม่สืบสาวหาเหตุที่แท้จริง

นอกจากมหาคนนี้ แกจะไม่สืบสาวดูที่ต้นเหตุของสารพัดปัญหาแล้ว แกยังชอบออกมาวางมาดเป็นนักคิด นักเขียน ประดิษฐ์คำสวยๆ วิจารณ์ผู้ที่กำลังดำเนินการดับเหตุแห่งธรรมนั้น ประหนึ่งว่าผู้เป็นต้นเหตุเป็นผู้บริสุทธิ์ถูกต้อง แต่ผู้เข้ามาดับเหตุแห่งธรรมนั้น กลายเป็นผู้ชั่วร้าย เป็นผู้ร้ายไปเสียนี่

ตัวอย่างเช่นประเด็นที่รัฐบาล คสช. ใช้มาตรา 44 เข้าไปดำเนินการปิดล้อมจับกุมเจ้าลัทธิปาราชิกธรรมกาย
ที่ต้องย้ำว่า เจ้าลัทธิปาราชิกธรรมกาย ก็เพื่อชี้ให้เห็นต้นเหตุว่าทำไมรัฐบาล คสช. ถึงต้องใช้มาตรา 44 เข้าไปดำเนินการปิดล้อมจับกุม ซึ่งต้นเหตุครั้งนั้นล้วนเกิดมาจากพฤติกรรมของเจ้าลัทธิธรรมกายและพวก ที่ได้กระทำการล่วงละเมิดพระธรรมวินัย จนถึงขั้นอาบัติปาราชิก โดยมีอดีตองค์พระสังฆราชเป็นผู้โจทในท่ามกลางมหาเถรสมาคม
แต่เจ้าลัทธิปาราชิกธรรมกาย ก็มิได้เข้าสู่กระบวนการพิสูจน์ในศาลชั้นใดๆ เลย ด้วยเพราะมีเส้นสายในมหาเถรคุ้มกะลาหัว แล้วยังมีบารมีของนักการเมืองระดับนายกรัฐมนตรีคอยเป่าคดีให้อีก

นอกจากเจ้าลัทธิปาราชิกธรรมกาย จะทำการละเมิดพระธรรมวินัยแล้ว ยังย่ามใจว่าในแผ่นดินนี้ไม่มีใครกระทำอะไรกูได้ จึงทำการละเมิดกฎหมายหลายครั้งหลายมาตรา จนนำมาซึ่งเจ้าหน้าที่ต้องออกหมายเรียกหลายฉบับ เจ้าลัทธิปาราชิกธรรมกาย ก็ใช้มุกเดิมคือพยายามหลีกเลี่ยง ลีลา โยกโยน แล้วขอเจรจาสารพัดวิธี แต่ก็ไม่ยอมไปพบเจ้าหน้าที่ ถึงขนาดต้องมีหมายจับ เจ้าลัทธิปาราชิกธรรมกาย ก็ยังไม่ออกมามอบตัว ด้วยข้ออ้างสารพัดมากมายถึงขนาดจัดฉากว่า ขาจะเน่า เดินทางไปไหนไม่ได้ แล้วก็ใช้วิชานินจา หลบหนีออกมาจากสำนักไป

เหล่านี้คือมูลเหตุแห่งความจริง ที่มหาโลกสวยผู้นี้ไม่เคยมอง ไม่เคยรับรู้ รู้แต่ว่ากูพอใจจะประดิษฐ์คำสวยๆ วิจารณ์ ให้ร้าย แก่ผู้ที่กระทำตามพระธรรมวินัยและกฎหมาย ขอเพียงกูได้นั่งหน้าคีย์บอร์ดประดิษฐ์คำสวยๆ ออกมาช่วยปกป้องคนผิดได้ กูก็พอใจแล้ว เมื่อ คสช. เขาบังคับใช้กฎหมาย มหาคนนี้ก็ไปด่าเขาเสียอีก จนต้องถูกใบสั่ง คสช. ให้สงบปากสงบคำ พฤติการณ์ของมหาคนนี้ดูแกจะชอบวิจารณ์ ชี้นำสังคมให้มีความเห็นขัดแย้งกับหลักพระธรรมวินัย และขัดแย้งต่อข้อกฎหมายอยู่เนืองๆ ด้วยข้ออ้างง่ายๆ ว่ามีสิทธิ์ แม้สุดท้าย แกก็ออกมาโวยวาย เรื่องสิทธิมนุษยชนอีก

ไม่เว้นแม้แต่กรณีพุทธะอิสระไปแจ้งชี้เบาะแสให้กองปราบดำเนินการกับนายมาร์ค พิทบูล ที่มันมาจาบจ้วงพระบรมศาสดา ซึ่งทรงเปรียบประดุจดังพ่อผู้ให้กำเนิดแก่พระสงฆ์ แทนที่มหาคนนี้จะรู้สึกถึงความชั่วร้ายที่นายมาร์ค กระทำย่ำยีต่อพระบรมศาสดาผู้ที่เปรียบประดุจดังพ่อผู้ให้กำเนิดหมู่สงฆ์ มหาคนนี้กลับออกมาโพสต์คำสวยๆ ว่านายมาร์ค เขามีสิทธิ์จะถามเมื่อเขาสงสัย ไม่ควรจักมีใครมาใช้กฎหมายจัดการกับเขา

อุ...แม่เจ้า ผู้ที่เรียกตัวว่าเป็นศากยบุตร กลับมองว่านายมาร์ค กำลังสงสัยในพระลีลาที่ทรงประสูติ และสงสัยในการเสด็จพระดำเนินได้เจ็ดก้าวของพระมหาบุรุษ มหาคนนี้ก็กำลังมองว่านายมาร์ค กำลังสงสัยเรื่องการบำเพ็ญทานบารมีในมหาชาติเวสสันดร ของพระมหาโพธิสัตว์ ถึงขนาดกล้าถามว่า แล้วมันจะมีปัญหาอะไร และอีกสารพัดข้อสงสัย ที่นายมาร์ค มีต่อองค์พระบรมศาสดา มหาคนนี้ก็ออกมาโพสต์ปกป้อง

สรุปรวมความว่า มหาคนนี้แห่งวัดสร้อยทอง เขาพยายามจะออกมาบอกสังคมว่า นายมาร์ค พิทบูล แค่สงสัยเขาไม่ผิด พุทธะอิสระที่ไปแจ้งชี้เบาะแสให้กองปราบ ดำเนินการสืบสวนสอบสวนพฤติการณ์ของนายมาร์ค พุทธะอิสระผิดประมาณนี้ หรือว่าสังคมพุทธเดินมาถึงจุดที่ พุทธบริษัททั้งสี่สามารถจาบจ้วงวิพากษ์ วิจารณ์ สงสัย ด้วยพฤติการณ์ดูหมิ่น เหยียดหยาม ต่อองค์พระบรมศาสดาได้โดยไม่มีความละอายกันแล้วหรือ ไม่น่าเชื่อนะว่า นี้คือคำพูดของคนที่ประกาศตนเองว่าเป็น สาวกของพระบรมศาสดา

สรุปแล้วมหาคนนี้เป็นสาวกของนายมาร์ค หรือสาวกของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้ากันแน่ อันนี้คือข้อสงสัยจริงๆ นะ แต่ที่ไม่สงสัยก็คือ ดูจะเป็นขาประจำ ที่ชอบเข้ามาคอมเมนต์วิพากษ์ วิจารณ์ ในสิ่งที่พุทธะอิสระทำด้วยความไม่ชอบขี้หน้าพุทธะอิสระซักเท่าไหร่ เพราะจากที่สังเกตดูไม่ว่าพุทธะอิสระจะทำอะไร ดูจะไม่เป็นที่ถูกใจแกไปเสียทุกเรื่อง ช่างน่าสมเพชตัวเองเหลือเกินที่เกิดมาทั้งที ทำไมทำให้มหาคนนี้มารักชอบเราไม่ได้หน่อ แล้วอยากตะโกนบอกมหาคนนี้ให้รู้ ดังๆ ว่า ไม่มีใครเขาว่าดอก หากเกิดข้อสงสัย แล้วตั้งคำถามโดยสุจริตใจ แต่คนมีปัญญา เขามองออกว่า พฤติการณ์ของนายมาร์ค พิทบูล มิได้มีเจตนาถามด้วยความบริสุทธิ์ใจ แต่ต้องการจะจาบจ้วง ดูหมิ่น เหยียดหยาม หาได้มีเจตนาตั้งคำถามโดยสุจริตไม่ เพราะฉะนั้น อย่ามาเถียงแทนนายมาร์คเลย เอาเวลาไปแนะนำนายมาร์คดีกว่าว่า จะสู้คดีนี้อย่างไร.
 


"ธรรมศาสตร์" เดี๋ยวนี้ เปิดสอนคณะใหม่ๆ เก๋ไก๋จัง นอกจาก "คณะไสยศาสตร์สามสัส" แล้ว ยังเปิด "คณะสถุลศาสตร์การเมือง" ขึ้นมาอีกคณะ! บัณฑิตรุ่นแรกที่ขึ้นหน้า-ขึ้นตา เห็นจะไม่มีใครเกินนางสาวปนัสยา หรือ "รุ้ง"

อำนาจแท้จริง "ประชาชน"
'อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ'
'พระผู้ไม่ทอดทิ้งประชาชน'
ประตูบานที่ ๓ 'ระบอบทักษิณ'
ด้วย 'รู้เช่น-เห็นชาติ' ธนาธร
ม็อบจะฆ่าพรรคฝ่ายค้าน