เรื่องใหญ่! 'จตุพร' ยก 'คดีบอส' เขย่าเลือกตั้งนายกอบจ.เชียงใหม่


เพิ่มเพื่อน    

4 ธ.ค.63 - นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เฟชบุ๊กไลฟ์ peace talk ในหัวข้อ ใครพูดเท็จขอให้มีอันเป็นไป โดยระบุว่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา มีกระบวนการต่างๆ ในลักษณะของการพูด โพสต์ เขียน เพื่อใส่ความ แม้ว่าตนอยากจะดำเนินคดีกับเรื่องเหล่านี้ในช่วงที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นความผิดเกี่ยวกับการหมิ่นประมาทหรือ พ.ร.บ.คอมฯ ก็พยายามหลีกเลี่ยงไม่ดำเนินคดีกับใคร แต่ทุกวันนี้กลับมีมากขึ้น โดยเฉพาะการใส่ความที่ร้ายแรงที่สุดคือการกล่าวหาว่าไปอยู่กับเผด็จการนั้นเป็นเรื่องที่ใช้ไม่ได้มากที่สุด ดังนั้นบรรดาคนที่โพสต์เรื่องเหล่านี้ทั้งหลายขอให้หาความสำราญกันให้สบาย เพราะตน จะใช้สิทธิ์ทางกฎหมาย รวบรวมข้อมูลเพื่อดำเนินคดีในความผิดตามพ.ร.บ.คอมฯ โดยไม่ละเว้น และที่ผ่านมาตน พยายามจะคิด ด้วยหลักว่าเราเป็นนัก ประชาธิปไตย ใครจะวิพากษ์วิจารณ์กันก็ได้ เพียงแต่การวิพากษ์วิจารณ์นั้น เป็นลักษณะของการใส่ร้าย เลยเถิด

ดังนั้นหัวข้อที่บอกว่า ใครพูดเท็จขอให้มีอันเป็นไปนั้น เกิดจากที่มีการกล่าวหาเรื่องจุดยืนประชาธิปไตย ซึ่งจริงๆแล้วตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ไม่ได้พิสูจน์เพียงแค่สนามเดียวหรือพิสูจน์กันเพียงแค่ภาพถ่ายภาพเดียว แต่เราสู้กันมายาวนาน อายุรุ่นตนก็พฤษภาคม 35 เป็นไม้สุดท้ายจุดชี้ขาดของเหตุการณ์ เมษายนพฤษภาคม 53 ก็เป็นเวทีที่ได้รับการบันทึกประวัติศาสตร์ทางการเมือง หลังจากนั้นชีวิตก็เข้าคุกออกคุกขึ้นโรงขึ้นศาลกันสารพัด จนกระทั่งวันหนึ่งเมื่อมีความเชื่อทางการเมืองที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะเรื่องตัวบุคคลในการลงรับสมัครรับเลือกตั้งอบจ.เชียงใหม่ ถึงขนาดกล่าวหายัดเยียด เลยเถิดว่าไปยืนเคียงข้างพรรคพลังประชารัฐ ไปยืนเคียงข้างกับเผด็จการ โดยไม่ได้นึกถึงว่าตลอดเส้นทางที่ได้สู้กันด้วยความยากลำบากกันอย่างไร เพราะหากคนที่ต้องการจะเลือกหนทาง แบบเป็นนักการเมือง นักเลือกตั้ง ก็ไม่ต้องมาสู้กันกลางถนน ไม่ต้องติดคุก ไม่ต้องถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง เพราะสามารถยืนอภิปรายแบบนักเลือกตั้งหรือนักการเมืองทั่วไปได้

ดังนั้นหากเลือกวิธีเหล่านี้ ชีวิตก็จะมีความสุข แต่ที่มีความทุกข์กันอยู่นั้นในตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา อะไรที่ทนได้ตนก็จะสงบปากสงบคำ แต่ขณะเดียวกันหลากหลายเรื่องราว ตนต้องยืนหยัดทำความจริงให้ปรากฏและความจริงที่ปรากฎนั้นเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจของประชาชน โดยเฉพาะเรื่องคดี บอส กระทิงแดง ซึ่งความจริงนั้นคณะกรรมการสอบสวนชุดของนายวิชา มหาคุณ ที่ทำรายงานถึงนายกรัฐมนตรี โดยไม่มีการเปิดเผยถึงตัวบุคคลอย่างชัดเจน และหากปล่อยปละละเลยกันไปจะสร้างความเสียหายในอนาคต เพราะบุคคลที่มีความเกี่ยวข้องกับการทำลายกระบวนการยุติธรรมอย่างต่ำช้ามากที่สุดนั้นยังลอยนวลอยู่ในสังคม

ส่วนที่คณะกรรมการสอบสวนได้ระบุเป็นข้อเสนอว่าจะต้องเริ่มกระบวนการสอบสวนใหม่ให้ถูกต้องในข้อหาที่ยังไม่ขาดอายุความ โดยเฉพาะข้อหาเสพยาเสพติดให้โทษ ข้อหาขับขี่รถขณะเมาสุรา เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ข้อหากระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ขณะเดียวกันต้องมีการดำเนินคดีทางวินัย ทางอาญา ต่อเจ้าหน้าที่ของรัฐและบุคคลอื่น ที่ร่วมในกระบวนการนี้ และตนต้องเรียกร้องไปยังนายวิชา มหาคุณ ในฐานะที่เป็นประธานคณะกรรมการสอบสวน ว่าทฤษฎีอย่าปล่อยให้คนชั่วลอยนวล อย่าปล่อยให้คนชั่วเหยียบบันไดสภา หรือ อย่าปล่อยให้คนชั่วเหยียบที่ทำการอบจ.นั้น มีความจำเป็นที่จะต้องบอกกล่าวต่อประชาชนที่ควรจะได้รับรู้ และแน่นอนที่สุด  ความอยุติธรรมในคดีนี้ ที่บอกว่าคุกเอาไว้ขังคนจน ไม่ได้มีไว้ขังคนรวยนะนั้น มันเป็นความตอกย้ำถึงกระบวนความอยุติธรรมสองมาตรฐาน

ดังนั้นกรณีนี้เพื่อจะสอดคล้องกันว่าที่ตนพยายามอธิบายมาในตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา นอกจากความรู้สึกความคิดอ่านทางการเมือง เรื่องใหญ่ที่สุดก็คือความถูกต้อง บุคคลที่เกี่ยวข้องที่ทำให้กระบวนการยุติธรรมบิดเบี้ยวในคดีกรณีทายาทกระทิงแดงขับรถไปชนดาบตำรวจวิเชียร กลั่นประเสริฐ ตำรวจสถานีตำรวจทองหล่อ ซึ่งพี่น้องประชาชนคนไทยก็มีความรู้สึกของความปวดร้าวกับความอยุติธรรมทั้งปวง ค้นตรงไหนก็เจอกันตรงนั้น เพียงแต่กระบวนการที่ตั้งคณะกรรมการขึ้นสอบนั้น คนไทยก็อยากรู้ความจริงว่าใครไปเกี่ยวข้องบ้าง

“ความจริงเรื่องนี้หากเเสดงความรับผิดชอบตั้งต้น เรื่องนี้ก็จะจบลงอย่างงดงาม แม้ว่าจะไปเปลี่ยนความตายของดาบวิเชียร กลั่นประเสริฐไม่ได้ แต่ความรับผิดชอบ ดังเช่น อาทิคดีอื่นๆมากมาย เขาไม่ได้หลบหนีและแสดงความรับผิดชอบต่อครอบครัว คนในครอบครัวที่ยังมีชีวิตอยู่ เขาก็ให้อภัย อโหสิกรรมกัน แต่ความที่เป็น อภิสิทธิ์ชน โดยการร่วมมือกันทั้งกระบวนการนั้น มันได้ทำลายกระบวนการยุติธรรมอย่างย่อยยับมากที่สุด

วันนี้ที่ผมบอกเรื่องนี้เพราะว่าเรื่องนี้มันเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งนายก อบจ.คนที่มีมลทินมัวหมอง กระทำความผิดแล้วยังลอยหน้าลอยตาอยู่ในสังคม และคนในสังคมนี้ก็ยังไปยกย่อง ยังไปสนับสนุน หรือว่าพรรคการเมืองไปสนับสนุน ซึ่งคงไม่ต้องระบุว่าเป็นพรรคไหน ที่เกี่ยวข้องกับความมัวหมองของการทำลายกระบวนการยุติธรรม จะต้องได้รับการเชิดชู อย่างไรก็ตามความจริงเรื่องนี้ไม่ได้สลับซับซ้อนอะไร แต่เพื่อจะอธิบายว่าในตลอดระยะเวลาที่ผ่านมานั้นเราได้ต่อสู้กันเรื่องอะไร"นายจตุพร กล่าว 

นายจตุพร กล่าวอีกว่า สำหรับเรื่องบุคคลที่เกี่ยวข้องตามความหมายของคณะกรรมการการสอบสวนนั้นจะต้องปรากฏ จะต้องทันการ เพราะวันหนึ่งหากประชาชนตัดสินใจไปเชื่อคนที่เกี่ยวข้องทำลายกระบวนการอันนี้ แล้วก็ยกย่อง ทั้งที่เป็นคนที่ใช้ไม่ได้ เป็นคนที่ต้องถูกดำเนินคดีดำเนินการ แต่ปล่อยลอยนวลโดยที่ประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยไม่ได้รู้ว่า คนคนนี้เกี่ยวข้องกับการทำลายกระบวนการยุติธรรมในคดีนี้อย่างไร ตนอยากให้เสียงนี้ได้ยินไปยังนายวิชา มหาคุณ หลายเรื่องในชีวิตเรามีความเห็นต่างกันมากมาย แต่ผลสอบเรื่องนี้มันจะเป็นประโยชน์ของประเทศไทยอย่างน้อยที่สุดคำว่าคุกมีไว้ขังคนจนนั้นมันจะได้ถูกทำลายล้าง ด้วยพลานุภาพแห่งความจริง คนชั่วต้องไม่มีที่ยืน ดังนั้นที่ตนหยิบยกเรื่องนี้มาพูดนั้น ใครก็รู้ว่าตนพูดหมายถึงอะไร แต่ตนต้องการทำให้ความยุติธรรมนั้นปรากฎ  เพราะตลอดระยะเวลาความหาเศษหาเลยกันนั้นที่พยายามปั่นกระแสสกปรกกันมา แต่ที่ยืนกันอยู่นั้น สะอาดสะอ้านกันดีแล้วหรืออย่างไร ดังนั้นการจะผลักไส หรือตราหน้าใครก็ตาม ชะโงกดูเงาตัวเองด้วยว่ามีความสะอาดพอกันหรือไม่ และหากสังคมนี้กำลังจะปั้นปีศาจ ชั่วร้าย ด้วยการฟอกให้ปีศาจกลายเป็นเทวดานั้นในทางการเมืองเราไม่อาจที่จะยอมรับกันได้


"วัคซีน" นี่ อยากให้เข้าใจกันชัดๆไม่ใช่ "ยารักษาโควิด"เป็นชีววัตถุหรือ "เชื้อโรค" ที่ฉีดเข้าไปกระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายให้มันสร้าง "แอนติบอดี" ขึ้นมา สร้างขึ้นมาทำไม.......

"SCG ผู้ปิดทองหลังโควิด"
ช่องว่าง "ระหว่างคิด-คุก"
"วัคซีนสมอง"มาแล้วจ้ะ
'ประตูบานที่ ๒ ของธนาธร'
พงศาวสันดานเรื่อง 'อุ้ม'
ขาลง 'สามนิ้ว-สามสัส'