'หยา จรรยา'เปิดใจเคยเบื่อรับบทคนใช้จนถึงขั้นคิดลาวงการ


เพิ่มเพื่อน    

 

          แจ้งเกิดจากบทคนใช้ และตลอดการทำงานในวงการบันเทิงมากว่า 20 ปี หยา จรรยา ก็ได้รับความไว้วางใจจากผู้จัดหลายท่านป้อนงานให้ไม่ขาดสาย แต่ตัวละครก็ยังคงเป็นบทสาวใช้เหมือนเดิม และที่หนักไปกว่านั้นเมื่อสิ่งที่เธอได้เจอกับการรับบทเป็นสาวใช้คือคนดูรู้สึกไปกับการแสดงของเธอจนปฏิบัติกับเธอเหมือนเป็นตัวละครจนทำให้เกือบคิดอำลาวงการ ซึ่งหยา จรรยา ได้เปิดใจผ่านรยการต้มยำอมรินทร์ว่า

          “หยารับงานไปเรื่อยๆ แต่ว่าเต็มคิวบางทีอาทิตย์นี้อาจจะมีวันว่าง 3 วัน หรือกำลังเป็นช่วงท้ายๆ ละครกำลังจะปิดกล้องแล้วไม่ได้ใช้เราก็จะมีวันว่าง แต่ข่วงเปิดกล้องใหม่ๆ ก็จะฮอตหน่อย ขอกันแย่งกันบางที 7 วันเต็มก็มี (ปีหนึ่งเคยรับละคร 12-13 เรื่องติดกัน) ถือว่าเป็นค่าเฉลี่ยมากกว่าค่ะ

          (เคยโดนปฏิบัติแย่มากขนาดไหน ถึงทำให้คิดอยากออกจากวงการ) ตอนนั้นเรายังเด็ก ด้วยเราไม่โอเค ทำไมเราต้องมาทนให้คนมาปฏิบัติกับเราแบบนี้ คือบางคนเขาก็เข้ามาในพื้นที่ของเราเกินไป (เพราะบทบาทของเราเป็นบทที่คนเข้าถึงง่าย พอเขาเจอเราเขาก็จะลืมว่าเราไม่ใช่ตัวละครนั้น) เขาก็จะลุกล้ำความเป็นส่วนตัวของเราแล้วทำเราเหมือนเราเป็นคนใช้ในบทเลย เราก็เลยรู้สึกว่าเราศูนย์เสียความเป็นส่วนตัวเรา เราศูนย์เสียความเป็นตัวเองไปด้วย เราเคว้งคว้างอยู่ในช่วงนั้น งั้นก็คิดว่าจะจบอาชีพนี้จริงๆ ไปทำอาชีพอื่นดีกว่าว่า จะหนีไปเมืองนอกเลย

          ตั้งใจไปที่อเมริกาเลย คือจะไปเป็นคนแจกไพ่ที่ ลาสเวกัส เพราะรุ่นน้องไปอยู่ที่นั่นแล้วเขาก็บอกว่าถ้าเบื่อไปหาเขาเลยเพราะรายได้ดีมาก เราก็บอกว่าเราเล่นการพนันไม่เป็นนะ เขาบอกว่าไม่เป็นไรเขาไม่ได้ต้องการคนที่เล่นไพ่เป็น เขาต้องการคนที่ รู้กติกาเดี๋ยวเขาสอนให้ ยิ่งเล่นไม่เป็นยิ่งดี  ตอนนั้นเราก็คิดว่าเราจะไปแน่ไปค้นหาตัวเองที่ อเมริกา ฉันจะทิ้งชีวิตการแสดงไว้ข้างหลัง กำลังจะเริ่มเดินเรื่อง สักพักงานก็มาเต็มจากที่ว่างๆ อยู่ พองานเข้ามาเราก็รับไว้ก่อนๆ ซึ่งก็ยังเป็นบทคนใช้

          ตอนนั้นคือใจของเราไม่ได้อยู่กับบท แต่อยู่กับเงินที่เราจะเก็บไว้เตรียมไปอเมริกา จนกระทั่งพอแพลนมันไม่เดินเราก็กลับมามองว่าปัญหามันไม่ใช่อยู่ที่บทคนใช้ แต่ปัญหามันอยู่ที่เราก็เลยกลับมามองตัวเอง ถามตอบตัวเองว่าการเป็นคนใช้ ไม่ดีตรงไหนๆ แล้วมีข้อหนึ่ง สอง สาม ก็ตามตอบตัวเองไป ข้อเสียของการเป็นคนใช้ คือคนเขาไม่เคารพเราคนดูถูกเรา แต่เดี๋ยวก่อนทั้งหมดทั้งปวง ก็คือสิ่งที่เป็นตัวละครไม่ใช่เหรอ เพราะฉะนั้นในฐานะนักแสดงเราปฏิเสธสิ่งที่เป็นตัวละครไม่ได้ เพราะฉะนั้นคิดผิดแล้วคิดใหม่ เริ่มต้นใหม่หันกลับมามองอย่างมีสติ มองบทบาทการแสดงของเราใหม่นี่คืออาชีพ เราจะเกลียดอาชีพ เราจะไม่ซื่อสัตย์ต่ออาชีพของตัวเองไม่ได้ ฉะนั้นเราต้องรักในสิ่งที่เราทำ เพราะฉะนั้นนั่นคืออาชีพ คุณจะปฏิเสธตัวละคร ไม่ได้ จากนี้ไปคุณต้องทำสิ่งนี้ให้ดีที่สุดไม่ว่าจะอยู่ในบทบาทไหน

          (มองตัวเองในวงการนี้ยังไงต่อไป) ก็คงต้องเป็นคนใช้ต่อไป เป็นนักแสดงที่แฮปปี้กับการทำงานค่ะ ถึงแม้ว่าเราจะทำงานเจ็ดวันมันท้อ มันเหนื่อยได้ แต่อย่างที่บอกนี่คือ อาชีพ ค่ะ ที่ทำให้เราสามารถพูดได้อย่างเต็มปากว่าเราประกอบอาชีพนักแสดง เพราะฉะนั้นอาชีพนี้ก็คงอยู่กับตัวเราตลอดไป เราก็จะเดินทางคู่กันไปสายนี้คือ เป็นครูกับนักแสดงคู่กันไปค่ะต่อจากนี้”