บอร์ดอิสระปฎิรูปการศึกษาบูรณะกฎหมายดูแล3กลุ่มบุคคลพิเศษ


เพิ่มเพื่อน    

 

บอร์ดอิสระฯ ปฏิรูปการศึกษา 3กลุ่มบุคคลพิเศษ  ทั้งกลุ่มเด็กพิการ กลุ่มเด็กที่มีความสามารถพิเศษ กลุ่มเด็กด้อยโอกาส เล็ง กำหนดมาตรการดูแลในพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ 


นพ.จรัส สุวรรณเวลา ประธานคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา กล่าวว่า ที่ประชุมได้หารือถึงการปฏิรูปการศึกษา สำหรับบุคคลที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ เพราะคณะกรรมการอิสระฯ ให้ความสำคัญกับการดูแลเด็กพิเศษ โดยการมุ่งดูแลให้เด็กเหล่านี้มีคุณภาพและได้รับโอกาสในการพัฒนาอย่างเต็มศักยภาพ รวมถึงดูแลไปถึงเด็กที่มีความเปราะบางทางสังคม เช่น พ่อแม่หย่าร้าง ลูกติดเชื้อเฮชไอวี เป็นต้น ซึ่งเด็กกลุ่มนี้จะต้องหาวิธีการบริหารจัดการที่แตกต่างอย่างหลากหลาย พร้อมกับหากระบวนการคัดกรองที่ถูกต้อง หรือจัดทำแผนปฏิรูปการศึกษาเฉพาะกลุ่มเด็กเหล่านี้ เพราะไม่อยากให้เด็กเหล่านี้เป็นตัวปัญหาของสังคม และปัญหาที่พบในปัจจุบัน คือ มีโรงเรียนบางแห่งอยากให้โรงเรียนมีลำดับคะแนนการทดสอบทางการศึกษาต่างๆ ที่สูงก็พยายามกันเด็กเหล่านี้ไม่ให้มาเข้าสอบ เพื่อเป็นตัวถ่วง ฉะนั้นใน ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ....ที่กำลังจัดทำจะมีการกำหนดเป็นมาตราหนึ่งสำหรับดูแลเด็กพิการ เด็กความสามารถพิเศษ และเด็กกลุ่มที่มีความต้องการดูแลเป็นพิเศษ

ด้านนางดารณี อุทัยรัตนกิจ รองประธานคณะกรรมการอิสระฯ ว่า ที่ผ่านมา พ.ร.บ.การจัดการศึกษาสำหรับคนพิการ พ.ศ.2551 ซึ่งดูแลเด็กกลุ่มนี้ แบ่งกลุ่มเด็กพิการออกเป็น 9 ประเภทเท่านั้น แต่ในร่างพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.... นี้ จะมีการแบ่งเป็น 10 ประเภท โดยจะเพิ่มบุคคลที่มีความพิการทั้งหูหนวกและตาบอดในคนๆ เดียวกัน ซึ่งเดิมอยู่ในความพิการซ้ำซ้อน และแม้จะมีการบรรจุการดูแลเด็กพิการเหล่านี้อยู่แล้ว แต่ในสภาพความเป็นจริงการดูแลยังไม่ครอบคลุม ส่งผลให้เด็กพิการ หรือเด็กพิเศษยังไม่ได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพ เกิดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา นอกจากนั้น ปัจจุบันนี้มีเด็กพิการที่เกิดความพิการแบบไม่เห็นเด่นชัด ได้แก่ เด็กโรคการเรียนรู้บกพร่อง (แอลดี) เด็กที่มีความบกพร่องและพฤติกรรม มีปัญหาทางการสื่อสาร และเด็กสมาธิสั้น ด้วย ดังนั้นจึงต้องมีการบรรจุในร่างพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.... ให้ครอบคลุมเด็กพิเศษทุกกลุ่มอย่างชัดเจน

นางดารณี กล่าวต่อว่า ขณะนี้ประเทศไทยระบุว่ามีเด็กแอลดี จำนวน 300,000 คน แต่เมื่อคณะทำงานได้ทำการสำรวจเก็บข้อมูลมาวิเคราะห์ พบว่าเด็กที่เป็นแอลดีจริงๆ มีเพียงร้อยละ 37 เท่านั้น ซึ่งสาเหตุที่มีเด็กแอลดีจำนวนมาก เนื่องจากโรงเรียนไม่มีระบบคัดกรอง และเมื่อเห็นว่าเด็กอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ก็ระบุว่าเป็นเด็กแอลดีทั้งหมด เพราะเด็กกลุ่มนี้ไม่ต้องสอบทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (โอเน็ต) อีกทั้งยังพบว่า โรงเรียนผลักให้เด็กแอลดีไปอยู่ในกลุ่มพิการ เพื่อให้ได้รับเงินอุดหนุนรายหัวเด็กพิการ 2,000 บาท หรือในส่วนของเด็กออทิสติกในโรงเรียนยังขาดครูที่คอยดูแล ทั้งที่เด็กกลุ่มนี้หลายคนมีความอัจฉริยะ แต่เมื่อโรงเรียนไม่สามารถดูแลได้ก็จะผลักเด็กกลุ่มนี้ออกจากโรงเรียน หรือ เด็กสมาธิสั้นที่ตอนนี้มีจำนวนเพิ่มจากเดิมร้อยละ 5-10 เมื่อครูไม่เข้าใจพยายามผลักเด็กกลุ่มนี้ออกจากโรงเรียนเช่นกัน ทั้งที่เด็กกลุ่มแอลดี เด็กออทิสติก และเด็กสมาธิสั้น มีความสามารถสูง บางคนเป็นเด็กอัจฉริยะ ดังนั้นจึงถือว่าเด็กเหล่านี้เป็นทรัพยากรที่มีคุณภาพ หากได้รับการพัฒนาอย่างถูกต้อง

“คณะกรรมการอิสระฯ จะให้ความสำคัญกับระบบคัดกรองเด็กช่วยเหลือเด็กเหล่านี้ โดยจะมอบให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ไปคัดเลือกโรงเรียนที่มีความพร้อม เพื่อสร้างห้องเรียนพิเศษให้แก่เด็กเหล่านี้ที่อยู่ในบริบทของโรงเรียนทั่วไปก่อนเคลื่อนเด็กเข้าสู่ระบบการเรียนร่วมปกติ พร้อมกับให้ สพท.จัดหานักจิตวิทยาประจำโรงเรียน รวมถึงอาจมีการอบรมให้ความรู้เพิ่มเติมแก่ครูแนะแนวในเรื่องนี้ และการสร้างบุคลากรที่มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องนี้ให้เกิดขึ้น”รองประธานคกก.อิสระฯ กล่าว

นายชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการสภาการศึกษา (เลขาฯ สกศ.) กล่าวว่า พ.ร.บ.การศึกษาปี 2542 ได้กำหนดในการดูแลเด็กที่มีความต้องการพิเศษ แบ่งเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มเด็กพิการ กลุ่มเด็กที่มีความสามารถพิเศษ และกลุ่มเด็กด้อยโอกาส ซึ่งที่ผ่านมาเกือบ 20 ปี การจัดการศึกษาเด็กพิการเป็นไปอย่างดี แต่ในกลุ่มเด็กที่มีความสามารถพิเศษ และกลุ่มเด็กด้อยโอกาสกลับไม่ได้รับการดูแล ตอบสนองตามความต้องการเท่าที่ควร ทางคณะกรรมการอิสระฯ และกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) จึงได้ทำงานร่วมกัน และพิจารณาว่าจะดูแลเด็กทั้ง 3 กลุ่มอย่างจริงจัง โดยในกลุ่มของที่ 3 หรือกลุ่มเด็กด้อยโอกาส ได้มีนิยามใช้ชื่อใหม่ว่าเป็นกลุ่มบุคคลที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ ซึ่งมีขอบเขตกว้างขึ้น มีหลักการดูแลเด็กทุกคนตั้งแต่แรกเกิดจนถึงตลอดชีวิต โดยใช้วิธีการศึกษาทั้งในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัย ภายใต้เป้าหมายเน้นเรื่องการเรียนร่วมกัน พัฒนาให้ตอบสนองความแตกต่างระหว่างบุคคล ทั้งเรื่องหลักสูตร การสอน การดูแล สนับสนุนส่งเสริมต่างๆ เพื่อให้ผู้เรียนได้พัฒนาตนเอง ทักษะชีวิต และทักษะอาชีพ พร้อมจัดระบบการสนับสนุนให้เอื้อ ทั้งระบบการคัดกรอง การวินิจฉัย มีครูและนักวิชาชีพ การบริหารจัดการที่จะเอื้อ การพัฒนาเด็กกลุ่มนี้


ไม่ได้คุยเรื่อง "หมอชาญชัย" ซะนาน วันนี้คุยกันลืมกันหน่อย ยังจำกันได้ใช้มั้ย?

ภาพสะท้อน 'อนาคตไทย'
อาจารย์แหม่ม 'ผิดตรงไหน?'
การเมืองเรื่อง 'คิดกันไปเอง'
ว่าด้วยเรื่อง"ลูกหลานจัญไร"
วิบากแห่งกรรม ๑๓ ปี
สำนึกรักจาก ผบ.และอดีต ผบ.ทบ.