ตามรอย 'นาคาไททัน'ไดโนเสาร์สกุลใหม่ของโลกในไทย

โครงกระดูกจำลองของนาคาไททัน

จากเศษฟอสซิลที่ถูกฝังอยู่ใต้ชั้นหินมานานกว่าร้อยล้านปี วันนี้ชื่อของ “นาคาไททัน ชัยภูมิเอนซิส” (Nagatitan chaiyaphumensis) กลายเป็นการค้นพบครั้งสำคัญที่ทำให้ผู้คนกลับมาสนใจโลกดึกดำบรรพ์ในดินแดนของไทยอีกครั้ง เพราะตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา ประเทศไทยมีการค้นพบไดโนเสาร์มาแล้ว 13 ชนิด แต่การค้นพบครั้งนี้พิเศษกว่านั้น เมื่อ “นาคาไททัน” ไม่ได้เป็นเพียงแค่ไดโนเสาร์ไทยชนิดที่ 14 เท่านั้น หากยังถูกยกให้เป็นไดโนเสาร์ขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยค้นพบในประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน รวมถึงเป็นไดโนเสาร์สกุลใหม่ของโลก ที่ทำให้ชื่อของประเทศไทยกลับมาอยู่ในความสนใจของนักวิจัยและคนรักไดโนเสาร์อีกครั้ง

หนึ่งในสถานที่ที่จะพาเราท่องโลกไดโนเสาร์ไทยที่มัดรวมเอาทั้ง 14 ชนิด มาไว้ที่ Thainosaur Museum ในเอเชียทีค ที่การจัดแสดงแบบ Immersive ทั้งหุ่นจำลองขนาดใหญ่ ฟอสซิล และเรื่องราวเบื้องหลังการค้นพบ ที่สะท้อนให้เห็นว่า เศษกระดูกเล็ก ๆ ใต้ชั้นหิน อาจกลายเป็นกุญแจสำคัญในการต่อภาพประวัติศาสตร์โลกที่หายไปนับล้านปีได้เช่นกัน

 กระดูกของนาคาไททัน กระดูกสันหลัง กระดูกต้นขาหน้า กระดูกต้นขาหลัง กระดูกเชิงกราน และกระดูกซี่โครง

ทันทีที่ก้าวเข้าสู่ Thainosaur Museum บรรยากาศก็เหมือนพาเราหลุดเข้าไปอีกโลก โซนแรกเต็มไปด้วยไดโนเสาร์ขนาดใหญ่ที่จัดแสดงอย่างสมจริง ราวกับกำลังมีชีวิตอยู่ตรงหน้า และที่นี่เองที่เริ่มต้นการพาเราย้อนเวลากลับไปสู่มหายุคมีโซโซอิก (Mesozoic Era) ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ยุคสำคัญให้ได้เดินสำรวจทีละช่วงเวลา

เริ่มจากยุคไทรแอสสิก (Triassic)  ยุคแห่งจุดเริ่มต้นของไดโนเสาร์ โลกในเวลานั้นยังร้อนและแห้งแล้ง ไดโนเสาร์ส่วนใหญ่มีขนาดเล็ก และเพิ่งวิวัฒนาการมาจากสัตว์เลื้อยคลานดึกดำบรรพ์ เช่น กลุ่มซอโรโพโดมอร์ฟ ที่ยังคงเดินด้วยสองขา แตกต่างจากญาติในยุคหลังที่พัฒนาไปเดินสี่ขาแล้ว ในโซนนี้ยังได้รู้จักไดโนเสาร์ไทยยุคแรกอย่าง “อีสานโนซอรัส อรรถวิภัชน์ชิ” หนึ่งในไดโนเสาร์ที่เก่าแก่ที่สุดที่ค้นพบในประเทศไทยจากจังหวัดชัยภูมิ ซึ่งมีการพบซากหลายช่วงวัย และคาดว่าน่าจะเติบโตได้ยาวถึงประมาณ 10 เมตร อีกมุมมีตัวลายทางโดดเด่นคือ ไทยซอรัส จงลักษมณีอิ สัตว์เลื้อยคลานทะเลจำพวกอิคธีโอซอร์ ที่แม้ไม่ใช่ไดโนเสาร์แท้ แต่ก็ถือเป็นหนึ่งในฟอสซิลสำคัญที่พบและตั้งชื่อในประเทศไทย ด้วยรูปร่างก้ำกึ่งระหว่างสัตว์บกและสัตว์น้ำที่สะท้อนการปรับตัวของสิ่งมีชีวิตในยุคนั้นได้อย่างน่าสนใจ

กองอึไททันที่สูงราว 25 เมตร

เดินต่อเข้าสู่ยุคจูแรสซิก (Jurassic) เป็นยุคยิ่งใหญ่ของไดโนเสาร์ครองโลก ไฮไลต์ที่สะดุดตาคือ “มินิโมคอร์เซอร์ ภูน้อยเอนซิส” ไดโนเสาร์ไทยชนิดที่ 13 ที่มีลักษณะโดดเด่นด้วยสีสันบริเวณหัวและลำตัว และเป็นฟอสซิลที่ค้นพบในจังหวัดกาฬสินธุ์ ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในฟอสซิลที่มีสภาพสมบูรณ์ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จัดอยู่ในกลุ่มนีออร์นิธิสเคียนยุคแรกเริ่ม หรือไดโนเสาร์กินพืชยุคโบราณ นอกจากนี้ยังมีแบบจำลองของสเตโกซอร์ ที่โดดเด่นด้วยแผ่นกระดูกบริเวณหลังและหนามที่หาง ซึ่งใช้สำหรับป้องกันตัว ทำให้เห็นภาพความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตในยุคนี้ได้อย่างชัดเจน

หัวใจไททัน

มาถึงยุคครีเทเชียสเต็มไปด้วยเหล่าไดโนเสาร์ไทยหลากหลายสายพันธุ์  “ภูเวียงโกซอรัส สิรินธรเน่” ไดโนเสาร์คอยาวขนาดใหญ่ที่ค้นพบฟอสซิลในขอนแก่น กาฬสินธุ์ และหนองบัวลำภู โดยจุดจัดแสดงนี้มีฟอสซิลจริงรวมอยู่ในหุ่นจำลอง โดยเฉพาะบริเวณขาหลังที่สามารถสังเกตได้อย่างใกล้ชิด และบางส่วนยังเปิดให้สัมผัสได้จริง ถัดมาคือ “สยามโมไทแรนนัส อีสานเอนซิส” ไดโนเสาร์กินเนื้อขนาดใหญ่จากจังหวัดขอนแก่น ที่ถูกจำลองในท่าอ้าปากราวกับกำลังคำราม แม้นักวิทยาศาสตร์ยังถกเถียงกันว่าเป็นญาติของทีเร็กซ์หรือไม่ แต่ด้วยรูปร่างอันใหญ่โต ทำให้เชื่อกันว่าอาจเป็นผู้ล่าบนสุดของห่วงโซ่อาหารไทยในยุคนั้น

  Thainosaur Museum

อีกตัวที่โดดเด่นคือ “ภูเวียงเวเนเตอร์ แย้มนิยมมิ” ไดโนเสาร์กลุ่มเมกะแรปเตอร์ที่มีขนลวดลายคล้ายเสือ พร้อมกรงเล็บโค้งยาวเป็นเอกลักษณ์ โดยมีฟอสซิลจริงของกระดูกหน้าแข้งข้างขวาจัดแสดงอยู่ด้วย ส่วน “วายุแรปเตอร์ หนองบัวลำพูเอนซิส” ไดโนเสาร์สีสันสะดุดตาในกลุ่มเดียวกัน มีจุดเด่นด้านความว่องไว เพราะภายในกระดูกมีถุงลมจำนวนมาก ช่วยให้เคลื่อนไหวได้อย่างคล่องตัว ส่วน “กินรีมิมัส ขอนแก่นเอนซิส” ไดโนเสาร์รูปร่างคล้ายนกกระจอกเทศ ที่ค้นพบในจังหวัดขอนแก่น พร้อมฟอสซิลจริงของกระดูกหน้าแข้ง และยังมีจุดให้นักท่องเที่ยวได้ลองสัมผัสขนของนกคาสโซวารีจากออสเตรเลีย ซึ่งมีลักษณะใกล้เคียงกับขนไดโนเสาร์ เพิ่มจิตนาการให้รู้สึกสมจริงมากยิ่งขึ้น

 สยามโมซอรัส สุธีธรนิ

เปิดประตูสู่โซนจัดแสดงด้านนอกที่รายล้อมด้วยสวนต้นไม้และไดโนเสาร์ขนาดเสมือนจริง ราวกับได้เดินอยู่ในโลกดึกดำบรรพ์ “ราชสีมาซอรัส สุรนารีเอ” ไดโนเสาร์กินพืชกลุ่มออร์นิโธพอดที่แอบซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางต้นไม้ โดยฟอสซิลที่ค้นพบมีเพียงกรามล่างในสภาพสมบูรณ์ แต่ไม่พบฟัน “สยามโมดอน นิ่มงามมิ” เป็นไดโนเสาร์กินพืชในกลุ่มอิกัวโนดอนเตียน ที่มีจุดเด่นอยู่ที่รูปทรงของกระดูกขากรรไกรและฟันอันเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งเหมาะสำหรับการบดเคี้ยวพืชและกิ่งไม้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ “สยามโมซอรัส สุธีธรนิ” ไดโนเสาร์นักล่าที่ดูน่าเกรงขาม และยังเป็นไดโนเสาร์ตัวแรกที่ได้รับการตั้งชื่อในประเทศไทย จุดเด่นคือฟันทรงกรวยคล้ายจระเข้ ซึ่งสะท้อนพฤติกรรมการกินปลาเป็นอาหารหลัก ส่วนอีกมุมหนึ่งต้องลองแหวกพุ่มไม้มองหา “ซิตตะโคซอรัส สุตยารักษ์กิ” ไดโนเสาร์กินพืชขนาดเล็กที่มีจะงอยปากคล้ายนกแก้ว และบริเวณเดียวกันยังมี ชาละวัน จระเข้โบราณขนาดใหญ่จัดแสดงอยู่ด้วย

 ราชสีมาซอรัส สุรนารีเอ

จากนั้นเมื่อเปิดประตูเข้าสู่อีกโซน สายตาจะต้องหยุดมองกับโครงกระดูกจำลองขนาดมหึมาของ “นาคาไททัน ชัยภูมิเอนซิส” ไดโนเสาร์ไทยชนิดที่ 14 ชนิดล่าสุดที่ถูกค้นพบ ตั้งตระหง่านอยู่ภายในพื้นที่จัดแสดงอย่างน่าตื่นตา ฟอสซิลของนาคาไททันถูกค้นพบครั้งแรกเมื่อปี 2559 โดยถนอม หลวงนันท์ ชาวบ้านในพื้นที่ ณ  แหล่งขุดค้นบ้านพนังเสื่อ อำเภอหนองบัวระเหว จังหวัดชัยภูมิ ก่อนจะมีการขุดค้นและศึกษาจนพบชิ้นส่วนสำคัญหลายชิ้น ทั้งกระดูกสันหลัง กระดูกต้นขาหน้ายาว 1.78 เมตร กระดูกต้นขาหลังยาวกว่า 2 เมตร กระดูกเชิงกราน และกระดูกซี่โครง

โดยชื่อ “นาคาไททัน ชัยภูมิเอนซิส” มีความหมายว่า พญานาคแห่งชัยภูมิ สะท้อนถึงความยิ่งใหญ่ของไดโนเสาร์ชนิดนี้ได้อย่างดี เพราะมันมีความยาวถึง 27 เมตร เทียบเท่ารถบัส 2 คันต่อกัน และหนักกว่า 26 ตัน หรือราวช้างเอเชีย 9 ตัว จนได้รับการยกให้เป็นสัตว์บกที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยค้นพบในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นับตั้งแต่มีบันทึกประวัติทางธรณีกาลเลยทีเดียว ภายในโซนนี้ยังมีการจำลอง อึของนาคาไททัน ที่ยาวประมาณ 25 เมตร ในการเบ่งอึออกมา 1 วัน รวมถึงแบบจำลองหัวใจไททัน เพราะเป็นไดโนเสาร์กลุ่มซอโรพอด สกุลบาโรซอรัส ซึ่งต้องมีหัวใจห้องล่างซ้ายหนักถึง 72 กิโลกรัม และมีผนังหัวใจห้องล่างหนาถึง 8.4 เซนติเมตร จึงจะแข็งแรงพอในการสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงร่างกายอันใหญ่โตได้

ภาพจำลองลักษณะสีและรูปร่างของนาคาไททัน

ถัดมาที่ไดโนเสาร์ที่คล้ายกำลังต่อสู่กัน คือ “สยามแรปเตอร์ สุวัจน์ติ” เป็นไดโนเสาร์กินเนื้อขนาดใหญ่ในกลุ่มคาร์ชาโรดอนโตซอร์ ซึ่งเป็นกลุ่มไดโนเสาร์นักล่าที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก โดยมันถูกยกให้เป็นนักล่าระดับสูงสุดของห่วงโซ่อาหารในยุคนั้น หรือ Apex Predator และมีการประเมินว่ามีความยาวลำตัวประมาณ 8 เมตร อีกตัวคือ “สิรินธรนา โคราชเอนซิส” เป็นไดโนเสาร์กินพืชในกลุ่มอิกัวโนดอนเตียน จุดเด่นสำคัญคือการค้นพบชิ้นส่วนกะโหลกศีรษะและขากรรไกรล่างที่มีสภาพสมบูรณ์มาก โดยขากรรไกรมีขนาดใหญ่และแข็งแรง สะท้อนถึงความสามารถในการบดเคี้ยวพืชได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ภายในพิพิธภัณฑ์ฯ ยังมีไดโนเสาร์และสัตว์โลกดึกดำบรรพ์อีกกว่า 20 สายพันธุ์ให้เดินสำรวจตลอดเส้นทาง เรื่องราวการค้นพบที่ชวนให้ตื่นตาตื่นใจ ทำให้การเดินชมโลกยุคดึกดำบรรพ์ครั้งนี้ไม่ได้มีแค่ความสนุก แต่ยังเปิดมุมมองใหม่ให้เราได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ของโลกผ่านซากฟอสซิลและสิ่งมีชีวิตเมื่อหลายร้อยล้านปีก่อนอย่างใกล้ชิดอีกด้วย

สไปโนซอร์ของประเทศไทย

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ฮือฮา! ทุ่มพันล้านสร้าง 'จูราสสิค เวิลด์' แลนด์มาร์กใหม่กลางกรุง

เจ้าของ 'จูราสสิค เวิลด์' ประกาศลงทุนในกรุงเทพฯ สร้าง 'Jurassic World: The Experienc' แห่งแรกในอาเซียน ทุ่ม 1,200 ล้าน หนุนท่องเที่ยวไทย ปั้นแลนด์มาร์กใหม่ใจกลางกรุง 'บีโอไอ' ไฟเขียวแล้ว