
วันนี้ซองที่ส่งเข้ามาขอพักไว้ก่อนครับ
เรื่องบาร์โค้ดกับคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งที่เถียงกันมาตั้งแต่หลังเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยออกมาแล้วว่าไม่ขัดรัฐธรรมนูญ
ก่อนคำวินิจฉัยออกมา เรื่องนี้ถูกวิพากษ์กันหนัก ถึงขั้นชี้ว่าหากบัตรเลือกตั้งสามารถสืบย้อนกลับไปได้ว่าใครลงคะแนนให้ใคร การเลือกตั้งที่ผ่านมาอาจมีปัญหาตามรัฐธรรมนูญ
ถ้าปลายทางออกมาอีกแบบ เรื่องคงไม่ได้จบกันแค่บาร์โค้ดบนกระดาษใบหนึ่งแน่ เพราะมันคือบัตรเลือกตั้งที่ใช้กันทั้งประเทศ
ซองที่มีอยู่เลยขอวางไว้อีกหน่อย ถือเสียว่าวันนี้เราเปิด “ซองพิเศษ” กันครับ
เรื่องบาร์โค้ดนี่เถียงกันมาหลายเดือน
ทั้งนักการเมือง นักวิชาการ อดีต กกต. รวมถึงภาคประชาชน ออกมาวิพากษ์กันหนักว่าบาร์โค้ดบนบัตรอาจทำให้การลงคะแนนไม่เป็นความลับ เพราะสามารถสืบย้อนกลับไปถึงผู้ใช้สิทธิได้
เรื่องไปถึงผู้ตรวจการแผ่นดิน ก่อนถูกส่งต่อให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา
ทีนี้ศาลวินิจฉัยแล้วครับ
หลังคำวินิจฉัยออกมา กระแสในโลกออนไลน์เริ่มหยิบคำว่า “ลับแบบมีเงื่อนไข” ขึ้นมาเล่น บางแห่งไปถึงขั้นติด #ลับแบบมีเงื่อนไข กันแล้ว
เห็นคำนี้โดดๆ ก็ชวนให้คนที่ไม่ได้อ่านคำวินิจฉัยเข้าใจไปได้ว่า อ้าว…ไหนว่าเลือกตั้งโดยลับ แล้วนี่ลับแบบมีเงื่อนไขอะไรอีก
ลองอ่านต่ออีกหน่อยครับ
ศาลอธิบายเรื่องการเลือกตั้งโดยลับไว้ 2 แบบ
แบบแรก “หลักการเลือกตั้งโดยลับแบบบริบูรณ์” หรือ Absolute Secret
ลับตั้งแต่กาบัตรในคูหาไปจนถึงการเก็บรักษา หลังลงคะแนนแล้วต้องไม่สามารถเชื่อมโยงย้อนกลับมาได้ว่าบัตรใบไหนเป็นของใคร ใครเลือกผู้สมัครหรือพรรคอะไร
ข้อเสียที่ศาลอธิบายไว้ก็คือ เมื่อบัตรทุกใบเหมือนกันและไม่มีอะไรให้ตรวจสอบย้อนกลับ การปลอมบัตรทำได้ง่ายขึ้น และเมื่อเกิดปัญหาก็สืบสวนยาก
อีกแบบคือ “หลักการเลือกตั้งโดยลับแบบมีเงื่อนไข” หรือ Qualify Secret
แบบนี้ตอนเราเข้าคูหาก็ยังลับเหมือนเดิมครับ
แต่ตัวบัตรสามารถมีหมายเลข บาร์โค้ด คิวอาร์โค้ด หรือเครื่องหมายเฉพาะ เพื่อใช้ตรวจสอบความถูกต้อง ป้องกันบัตรปลอม หรือใช้ในการสืบสวนทุจริตเลือกตั้งภายใต้เงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด
ศาลวางหลักว่า การเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญไทยเป็นแบบหลัง
นี่แหละครับ “ลับแบบมีเงื่อนไข”
ไม่ใช่คำที่เพิ่งคิดขึ้นหลังเลือกตั้งครั้งนี้ และไม่ได้หมายความว่าใครนึกอยากรู้ว่าเราเลือกใครก็เปิดดูได้
ทีนี้แยกบัตรกันสักนิดครับ เพราะคำวินิจฉัยไม่ได้เอาคิวอาร์โค้ดกับบาร์โค้ดมารวมเป็นเรื่องเดียวกัน
คิวอาร์โค้ดมีอยู่บนบัตรเลือกตั้งทั้งแบบแบ่งเขตและแบบบัญชีรายชื่อ ศาลมีมติเป็นเอกฉันท์ 9 ต่อ 0 ว่าไม่มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ
ส่วนบาร์โค้ดที่อยู่บนบัตรเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ ศาลมีมติเสียงข้างมาก 8 ต่อ 1 ว่าไม่มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญเช่นกัน
และตัวหลังนี่แหละครับที่เป็นประเด็นว่า สามารถสาวกลับไปถึงคนลงคะแนนได้หรือเปล่า
ได้ครับ
ศาลรับข้อเท็จจริงตรงนี้
บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อสามารถเชื่อมกับหมายเลขบนต้นขั้วได้ และถ้าจะสาวกลับไปถึงตัวคนลงคะแนน ต้องเอาเอกสาร 3 อย่างมาเชื่อมกัน
1. บัตรเลือกตั้งที่ใช้ลงคะแนนแล้ว 2. ต้นขั้วบัตรเลือกตั้ง 3. บัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
เมื่อเอาทั้ง 3 อย่างมาเชื่อมกัน ก็สามารถรู้ได้ว่าใครลงคะแนนและเลือกพรรคอะไร
ประเด็นที่ถูกวิพากษ์กันมาตลอดไม่ได้หายไปไหนครับ ศาลเอาเรื่องนี้มาพิจารณาด้วย
แล้วดูต่อว่าเอกสารทั้ง 3 อย่างถูกจัดเก็บอย่างไร ใครเข้าถึงได้ และในทางปฏิบัติจะเอามาจับคู่กันเพื่อสาวกลับไปถึงคนลงคะแนนได้แค่ไหน
คนข้างนอกเอาโทรศัพท์สแกนบาร์โค้ด อาจได้หมายเลขบัตร แต่ยังไม่รู้ว่าใครเป็นคนกา จะรู้ได้ต้องเข้าถึงต้นขั้วกับบัญชีรายชื่ออีก และถ้าบุคคลภายนอกจะทำได้ก็ต้องมีเจ้าหน้าที่ที่เข้าถึงเอกสารเหล่านั้นร่วมมือด้วย ซึ่งเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย
และยังไม่พบหลักฐานว่า มีใครหรือหน่วยงานใดนำเอกสารทั้ง 3 อย่างมาเชื่อมกัน เพื่อดูว่าประชาชนคนไหนเลือกผู้สมัครหรือพรรคอะไร
ศาลถึงวินิจฉัยว่า การใช้บาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดครั้งนี้ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ
ศาลไม่ได้ปฏิเสธว่าบาร์โค้ดสาวกลับได้ ศาลรับว่าทำได้ แล้วพิจารณาต่อว่าเหตุใดข้อเท็จจริงตรงนั้นยังไม่ทำให้การใช้บาร์โค้ดครั้งนี้ขัดรัฐธรรมนูญ
ถ้าจะวิพากษ์ต่อก็เอาเหตุผลในคำวินิจฉัยมาว่ากัน จะวนกลับไปเริ่มใหม่ตรง “เลือกตั้งไม่ลับ” เหมือนหลายเดือนที่ผ่านมาอีก ผมว่าเราเดินกันมาไกลกว่านั้นแล้ว
การหยิบคำว่า “ลับแบบมีเงื่อนไข” ออกมาเล่นเหมือนเพิ่งเจอพิรุธใหม่ ผมว่าเหนื่อยเปล่า เพราะคำนี้อยู่ในเหตุผลที่ศาลใช้อธิบายคำวินิจฉัยนั่นแหละ
จะค้านก็ต้องไปค้านเหตุผลตรงนั้น
แฮชแท็กคงช่วยไม่ได้ครับ
แต่ กกต.เองก็มีการบ้านจากศาลเหมือนกัน
แม้ศาลจะวินิจฉัยว่าการใช้บาร์โค้ดครั้งนี้ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ แต่ก็บอกว่าข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นกระทบต่อความไว้วางใจของประชาชน
ศาลยังมีข้อสังเกตให้ กกต.กำหนดรูปแบบการจัดพิมพ์บัตรโดยคำนึงถึงมาตรการป้องกันการปลอมแปลงหรือการทุจริต และไม่ใช้เครื่องหมายหรือสัญลักษณ์ที่สามารถเชื่อมโยงตัวผู้ใช้สิทธิกับผลการลงคะแนนได้
ขณะเดียวกัน ศาลก็วางหลักไว้ว่า การเลือกตั้งของไทยใช้หลัก “ลับแบบมีเงื่อนไข” ซึ่งเปิดให้มีวิธีตรวจสอบและป้องกันการทุจริตได้
อ้าว…แล้ว กกต.จะเอายังไงดีทีนี้
โจทย์หินเหมือนกันนะครับ
หรือเลือกตั้งคราวหน้า จะต้องขยับเข้าไปใกล้ “ลับแบบบริบูรณ์”
พูดไปก็เริ่มเวียนหัวแทน กกต.แล้วครับ
ศาลจบแล้วจริงๆ
แต่ กกต.เพิ่งเริ่มนี่แหละ
— เสมอต้น
29 กันยายน 2569
📌เขียนถึงเสมอต้น: มีเรื่องอะไรอยากเล่า หรืออยากส่งมาคุยกัน เขียนมาได้ที่ [email protected] หรือ Inbox เพจ “เปิดซองออนไลน์” ไม่ต้องเป็นเรื่องใหญ่โตอะไรครับ เรื่องใกล้ตัว หรือเรื่องที่ค้างอยู่ในใจ เขียนมาเถอะ วันไหนซองมาถึง เราค่อยเปิดอ่านไปด้วยกัน.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
กกต.รอดคดีบัตรเลือกตั้งศร.แนะเปลี่ยนรูปแบบ
กกต.รอด! มติศาล รธน.เอกฉันท์ QR Code บนบัตรเลือกตั้งไม่ขัดรัฐธรรมนูญ
“นายกฯ มีไว้ให้ด่า”
คงผิดหวังกันน่าดู! สำหรับแก๊งที่หมายมั่นปั้นมือ “เผด็จศึกอนุทินก่อนสิ้นกันยา”
กกต. น้อมรับคำแนะนำศาล รธน. ปรับรูปแบบบัตรเลือกตั้งครั้งหน้า
เลขาฯกกต. ให้สัมภาษณ์ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าบาร์โค้ดและ QR Code บนบัตรเลือกตั้ง สส. ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ว่า วันนี้เป็นเรื่องต่างคนต่างทำหน้าที่ ผู้ร้องก็อยากจะดูแลประชาชน
ศาล รธน.วินิจฉัยเลือกตั้งโดยลับคือ 'ลับแบบมีเงื่อนไข' บาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ดไม่ขัด รธน.
ศาลรัฐธรรมนูญออกนั่งพิจารณาเพื่ออ่านคำวินิจฉัยคดีเรื่องพิจารณาที่ ต.30/2569 กรณีผู้ตรวจการแผ่นดินยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 เกี่ยวกับการใช้บัตรเลือกตั้ง
ก่อนเกิดรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 (ตอนที่ 4) : มาตรา 7
เห็นว่า ถ้าจะมีใครตีความรัฐธรรมนูญของไทยฉบับ พ.ศ. ๒๕๔๐ ว่าพระมหากษัตริย์ทรงมีพระราชอำนาจในการปลดนายกรัฐมนตรี ก็ถือเป็นความเห็นและการตีความในบริบทสังคมการเมืองไทยของเขาผู้นั้น
อดีตผู้พิพากษาอาวุโสฯ ชี้คำวินิจฉัยศาลรธน. คดีบัตรเลือกตั้ง บททดสอบคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐาน ปชช.
วัส ติงสมิตร ชี้คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในเวลา 14.00 น. วันนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการแก้ปัญหาทางเทคนิคของการเลือกตั้ง แต่เป็น บททดสอบครั้งสำคัญในการคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน ในการลงคะแนนโดยลับ

