'นกชนหิน'ถูกคุกคามรุนแรง ไทยทางผ่านตลาดค้าสัตว์ป่า

สะเทือนวงการอนุรักษ์สัตว์ป่าจากกรณีการตรวจพบผู้โดยสารชาวอินเดียลักลอบขน “นกชนหิน” ซึ่งเป็นสัตว์ป่าสงวน จำนวน 1 ตัว ออกนอกราชอาณาจักรจากท่าอากาศยานดอนเมือง ประเทศไทย ไปยังท่าอากาศยานนานาชาติโคชิน (COK) ประเทศอินเดีย และถูกตรวจยึดจับกุมโดยเจ้าหน้าที่ศุลกากรอินเดีย เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา

กรมอุทยาน​แห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช หน่วยงานที่มีบทบาทโดยตรงในการปกป้องคุ้มครองสัตว์ป่า ดำเนินการประสานความร่วมมือเพื่อหาข้อเท็จจริงและขยายผลติดตามผู้กระทำความผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมาย โดยเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2569 กองคุ้มครองพันธุ์สัตว์ป่าและพืชป่าตามอนุสัญญา​ (CITES) กรมอุทยานฯ ได้ประสานงานทางการอินเดียเพื่อนำนกชนหินที่ถูกลักลอบขนออกนอกประเทศส่งกลับมายังประเทศไทย โดยสำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า ได้รับมอบ “นกชนหิน” ตัวดังกล่าวเรียบร้อยแล้ว โดยพบว่า นกชนหินถูกตัดหาง และเป็นเพศเมีย

ขณะนี้นกชนหินที่ถูกลักลอบจับจากป่าธรรมชาติอยู่ในความดูแลอย่างใกล้ชิดของกลุ่มงานจัดการสุขภาพสัตว์ป่า สำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า โดยทีมสัตวแพทย์ได้ทำการตรวจสุขภาพในเบื้องต้น พร้อมทั้งเก็บตัวอย่างเพื่อตรวจสอบทางพันธุกรรม (DNA) หลังจากนั้นจะนำไปดูแลในสถานที่ที่เหมาะสม อย่างสถานีเพาะเลี้ยงในพื้นที่ภาคใต้  เพื่อเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูสภาพร่างกาย ปรับพฤติกรรม และประเมินความพร้อมในทุกๆ ด้าน ก่อนที่จะพิจารณาปล่อยคืนสู่ผืนป่าธรรมชาติ

สำหรับนกชนหินถือเป็นสัตว์ป่าสงวนที่มีความสำคัญและได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย การลักลอบค้าสัตว์ป่าดังกล่าวถือเป็นความผิดร้ายแรง หลายฝ่ายเรียกร้องให้ทางกรมอุทยานฯ ดำเนินการสืบสวนในเชิงลึกเพื่อขยายผลไปยังผู้กระทำความผิด ธุรกิจมืดค้าขายสัตว์ป่า และเครือข่ายค้าสัตว์ป่าที่เกี่ยวข้อง  รวมถึงวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับมาตรการตรวจคัดกรองและเฝ้าระวังของด่านตรวจสัตว์ป่าท่าอากาศยานดอนเมือง ปล่อยให้สัตว์ป่าหายากที่ถูกซุกซ่อนอยู่ภายในสัมภาระเล็ดลอดจนเหล่าขบวนการค้าสัตว์ป่าสามารถลำเลียงนกชนหินที่มีขนาดใหญ่ขึ้นเครื่องบินได้ โดยไม่มีการตรวจพบแต่อย่างใด   และเสนอให้หน่วยงานต่างๆ ยกระดับมาตรการป้องกันอย่างจริงจัง เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย อีกทั้งป้องกันไม่ให้ประเทศไทยถูกใช้เป็นเส้นทางลักลอบค้าสัตว์ป่าระหว่างประเทศ เป็นทางผ่านของธุรกิจมืดที่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและชะตากรรมของสัตว์อนุรักษ์

หลังเหตุการณ์นี้มูลนิธิสืบนาคะเสถียรออกโรงร่วมปกป้องชีวิตสัตว์ป่าสำคัญของประเทศไทย ย้ำคุณค่าและความสำคัญของ ‘นกชนหิน’ (Helmeted Hornbill)  ซึ่งเป็นหนึ่งในนกเงือก 13 ชนิดที่พบได้ในประเทศไทย ปัจจุบันมีการกระจายตัวตามพื้นที่ป่าทางใต้ของไทย นกชนหินถือเป็นตัวชี้วัดความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่า และระบบนิเวศเป็นอย่างดี เนื่องจากนกชนหินหรือนกเงือกเป็นตัวกระจายเมล็ด (Seed disposal) ที่สำคัญ หรือที่เรียกกันว่า ‘นักปลูกป่า’ นั่นเอง

‘นกชนหิน’ เป็นนกเงือกที่มีขนาดใหญ่ที่สุดจาก 13 ชนิด โดยมีขนาดลำตัวตั้งแต่หัวถึงปลายหางประมาณ 110-127 เซนติเมตร ตัวผู้มีน้ำหนัก 3,060 กรัม และตัวเมียมีน้ำหนักประมาณ 2,610 ถึง 2,840 กรัม นกชนหินจะมีลักษณะพิเศษตรงขนหางคู่กลางจะยาวและเรียวกว่าคู่อื่นๆ ซึ่งยาวประมาณ 30-45 เซนติเมตร

สำหรับนกชนหินตัวผู้จะมีลักษณะคอเป็นหนังสีแดงเข้ม ส่วนตัวเมียหนังคอสีฟ้าอ่อนแกมม่วง ปลายปากและโหนกด้านหน้ามีสีเหลือง ส่วนที่เหลือจะมีสีแดงเข้ม ปลายขนปีกบินขาว และนกชนหินจะมีปากที่ค่อนข้างสั้น ซึ่งแตกต่างจากนกเงือกชนิดอื่นที่ค่อนข้างแหลมและเรียวยาว

ด้วยนกชนหินมีลักษณะโหนกที่แตกต่างจากนกเงือกชนิดอื่น คือ มีโหนกที่ตันเกือบทั้งชิ้น คล้ายกับนอแรด นกชนหินจึงถูกคุกคามจากการล่าเอาโหนกไปขายโดยมนุษย์ เพื่อนำไปทำเป็นเครื่องประดับ หรืองานศิลปะต่างๆ และในปัจจุบันนกชนหินถูกล่าโดยมนุษย์มากขึ้น ด้วยเหตุนี้เองที่ทำให้นกชนหินมีจำนวนประชากรลดลงอย่างต่อเนื่อง

ส่วนเสียงร้องของนกชนหินตัวผู้ สามารถดังไปไกลถึง 2 กิโลเมตร  เสียงดังกังวาน โดยเริ่มจากเสียง ‘อู๊ก’ ติดต่อกัน จากนั้นค่อยๆ เร่งจังหวะขึ้นเรื่อยๆ ก่อนถึงจุดพีคสุดตอนท้าย คล้ายกับเสียงหัวเราะ และในบางครั้งจะมีเสียงตัวเมียร่วมร้องด้วย โดยระดับเสียงตัวเมียจะสูงกว่าตัวผู้เล็กน้อย พบได้บ่อยในช่วงฤดูผสมพันธุ์

นกชนหินส่วนใหญ่กินผลไม้เป็นหลัก โดยเฉพาะมะเดื่อที่มีหลากหลายสายพันธุ์ในภาคใต้ของประเทศไทย นอกจากมะเดื่อแล้วยังมีผลไม้ชนิดอื่นที่นกชนหินกินได้ เช่น ผลไม้ในวงศ์ยางโอน และวงศ์จันทน์เทศ จากงานวิจัยพบว่าเมล็ดที่ผ่านการย่อยเยื่อหุ้มเมล็ดจากนกเงือกกลับเจริญเติบโตได้ดีกว่าเมล็ดที่หล่นใต้ต้น อีกทั้งนกเงือกขนาดใหญ่จะคอยกระจายเมล็ดที่มีขนาดใหญ่ ที่สัตว์ขนาดเล็กไม่สามารถกินได้อีกด้วย

ไม่เพียงแต่ผลไม้เท่านั้น นกชนหินยังสามารถกินสัตว์ขนาดเล็ก อาทิเช่น หนูและรังนก รวมถึงนกเงือกที่มีขนาดเล็กกว่าได้ และนกชนหินจะใช้เวลาครึ่งวันในการล่าเหยื่อโดยประมาณ

นกเงือกไม่ทำรังเองแต่อาศัยโพรงไม้ธรรมชาติ หรือโพรงไม้ที่เกิดจากสัตว์ชนิดอื่นเจาะไว้ให้ โดยฤดูทำรังวางไข่ของนกชนหิน จะอยู่ในช่วงมกราคม-มีนาคม พฤษภาคม และพฤศจิกายน พบว่า รังนกชนหิน 87% จะอาศัยอยู่โพรงไม้วงศ์ Dipterocapaceae รวมทั้ง Hopea, Shorea และ Neobalancarpus ขนาดเส้นรอบวงต้นไม้เฉลี่ย (DBH) 160 เซนติเมตร ความสูงของต้นไม้เฉลี่ย 42 เมตร และความสูงของโพรงเหนือพื้นที่ดินเฉลี่ย 30 เมตร

เนื่องจากนกเงือกต้องอาศัยโพรงตามธรรมชาติ ที่มีลักษณะเฉพาะต่อการดำรงชีวิต เป็นกิ่งก้านสาขาพอให้ตัวผู้สามารถเกาะเพื่อป้อนอาหารตัวเมียและลูกน้อยได้ รวมถึงป้องกันอันตรายจากศัตรูภายนอกได้ด้วย แต่ปัจจุบันพื้นที่ป่ามีจำนวนลดลง จึงทำให้ต้นไม้หรือโพรงที่เหมาะมีปริมาณลดลงตามไปด้วย นอกจากการล่าโหนกจะเป็นภัยคุกคามที่สำคัญต่อนกชนหินแล้ว ปัญหาการสูญเสียพื้นที่จากการตัดไม้ทำลายป่า ก็ยังคงเป็นภัยคุกคามที่สำคัญต่อนกชนหินรวมถึงนกเงือกทุกชนิดเช่นกัน

ปัจจุบันนกชนหินอยู่ในสถานภาพเสี่ยงสูญพันธุ์อย่างยิ่ง (Critically endangered) ตาม IUCN Red List มูลนิธิสืบนาคะเสถียรระบุต้องติดตามกันต่อไปว่า แนวโน้มประชากรของนกชนหินในอนาคตจะเป็นเช่นไร และปัญหาการค้าสัตว์ป่าจะลดลงได้หรือไม่ ในเมื่อนกชนหินได้ปรับสถานะจากสัตว์ป่าคุ้มครองเป็น ‘สัตว์ป่าสงวน’ ที่หมายความว่าต้องสงวนไว้อย่างยิ่งยวด

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

กรมอุทยานฯ ผนึกกำลังร่วมกับ มูลนิธิพิทักษ์สัตว์แห่งโลก (ประเทศไทย) เสริมสร้างสวัสดิภาพและยกระดับการป้องกันการค้าสัตว์ป่า

กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับ มูลนิธิพิทักษ์สัตว์แห่งโลก (ประเทศไทย) เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานด้านการช่วยเหลือ

กรมอุทยานฯ​ ขอบคุณ​ “คาราบาวกรุ๊ป” มอบเครื่องดื่ม 100 ลัง เสริมพลังเจ้าหน้าที่ดับไฟป่า​ที่เสียสละปฏิบัติภารกิจเพื่อคนทั้งประเทศ

27​ เม.ย.69​ นายวีระ ขุนไชยรักษ์ รองอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เป็นผู้แทนรับมอบเครื่องดื่มคาราบาวจำนวน​ 100 ลัง​ จากบริษัท คาราบาวกรุ๊ป จำกัด (มหาชน)

"รมว.ทส.สุชาติ" สั่งดำเนินคดีถึงที่สุด!​ หลังลูกจ้าง​ อช.เขาแหลม​ สุดแสบดัดแปลงรถส่วนตัวติดตรากรมอุทยานฯ ขนต่างด้าว ย้ำ! หากพบใครเกี่ยวข้องพร้อมดำเนินคดีถึงที่สุดเช่นกัน

8 เม.ย. 2569 นายอรรถพล​ เจริญชันษา​ อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เปิดเผยว่าตามที่ได้รับรายงานเหตุการณ์จากผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่​ 3 (บ้านโป่ง)​ และหัวหน้าอุทยานแห่งชาติเขาแหลม กรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุม นายสาธิต (สงวนนามสกุล) ลูกจ้างจ้างเหมาฯ พร้อมชาวจีนหลบหนีเข้าเมือง

มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ร่วมภาคีเครือข่าย มอบขนมหนุนภารกิจ จนท.กรมอุทยานฯ รับมือไฟป่า

วันที่ 7 เมษายน 2569 นางเธียรรัตน์ นะวะมะวัฒน์ ประธานมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ พร้อมทีมงาน ร่วมกับ จ.ส.อ.หญิงวรรณภา ปานสุข ผู้ช่วยผู้บริหาร บริษัท ไบ่ ลี่ เอ็นเตอร์ไพร์ส จำกัด ลงพื้นที่มอบขนมถั่วลิสงฝักอบกรอบ รสวอลนัท จำนวน 100 ลัง (3,600 ชิ้น) มูลค่ารวม