
การยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ การพัฒนากำลังคน และการเตรียมความพร้อมรับมือกับความท้าทายในอนาคต ถือเป็นโจทย์สำคัญที่ประเทศไทยต้องเร่งดำเนินการ เพื่อวางรากฐานการเติบโตที่มั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว โดยเฉพาะในยุคที่การพัฒนาประเทศต้องอาศัยองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อน
ด้วยเหตุนี้ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) จึงเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นต่อร่างกรอบแผนด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) พ.ศ. 2571–2575 จากทุกภาคส่วน เพื่อร่วมกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศในช่วง 5 ปีข้างหน้า โดยชู 3 แกนสำคัญ ได้แก่ High Growth – Transform – Reform มุ่งใช้พลังของวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม มาเป็นแรงขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจ ควบคู่กับการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุล เพื่อเสริมศักยภาพคนไทยและเตรียมความพร้อมให้ประเทศสามารถก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของโลกและแข่งขันได้ในอนาคต
ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวว่า งานวิจัยต้องไม่ใช่แค่ผลงานวิชาการ แต่คือเชื้อเพลิง ขับเคลื่อนประเทศสู่การวางรากฐานเศรษฐกิจใหม่อย่างยั่งยืน ประเทศไทยหมดเวลาพึ่งพาอุตสาหกรรมยุคเก่า วิทยาศาสตร์และงานวิจัยระดับแนวหน้าต้องถูกประกอบเข้ากับความต้องการของตลาดโลก เพื่อสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ที่ทรงพลัง ปัจจุบันงบประมาณกองทุนส่งเสริม ววน. มีงบประมาณราว 20,000 ล้านบาท หากประเทศไทยต้องการก้าวสู่ประเทศพัฒนาแล้ว อาจจำเป็นต้องมีการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาในระดับ 50,000–100,000 ล้านบาท
รองนายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า ดังนั้นการเพิ่มงบประมาณภาครัฐเพียงอย่างเดียวจึงไม่เพียงพอ แต่ต้องอาศัยการลงทุนจากภาคเอกชน การระดมทุนรูปแบบใหม่ และกลไกทางการเงินที่ช่วยขยายการลงทุนด้านวิจัยและพัฒนาให้มากขึ้น สิ่งสำคัญคือการเริ่มต้นจากโจทย์ที่ถูกต้อง งานวิจัยที่ตอบโจทย์ความต้องการจริงย่อมมีผู้พร้อมนำไปใช้ประโยชน์ แต่หากตั้งต้นจากโจทย์ที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการ แม้จะพยายามผลักดันมากเพียงใดก็อาจไม่เกิดการนำไปใช้จริง ดังนั้น ระบบ ววน. จำเป็นต้องเชื่อมโยงงานวิจัยเข้ากับความต้องการของภาคเศรษฐกิจและสังคมอย่างใกล้ชิดมากขึ้น

“เศรษฐกิจใหม่ จึงเป็นเป้าหมายสำคัญที่ระบบ ววน. ต้องมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อน เพราะหากงานวิจัยสามารถสร้างผลกระทบเชิงบวก สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ และตอบโจทย์ความต้องการของประเทศได้ สังคมจะเห็นความสำคัญของการลงทุนด้านวิจัยมากขึ้น และนำไปสู่การเพิ่มทรัพยากรสำหรับการวิจัยในอนาคต โดยยึด 3 ความท้าทายระดับชาติ ได้แก่ 1.สงครามเทคโนโลยีและ AI 2. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และ 3. สังคมสูงวัยและช่องว่างระหว่างวัย พร้อมกับยกระดับ อุตสาหกรรมสำคัญ อาทิ การเกษตร เร่งแก้ปัญหา คนทำเยอะแต่สัดส่วน GDP น้อย ด้วยการใช้นวัตกรรมสร้างมูลค่าเพิ่ม, สุขภาพและการแพทย์ มุ่งทลายคอขวดด้านการวิจัยทางคลินิกเพื่อให้ได้สิทธิ สปสช., อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ เร่งสร้างนักออกแบบวงจรยุคใหม่เพื่อรองรับการลงทุนจากบริษัทยักษ์ใหญ่, เศรษฐกิจระดับพื้นที่ ใช้พื้นที่เป็นตัวตั้งในการสร้างชุมชนใหม่ แปรรูปสินค้า และเชื่อมโยงสู่การท่องเที่ยว” ศ.ดร.ยศชนันกล่าว
รองนายกรัฐมนตรี ได้ยกตัวอย่างสำคัญคืออุตสาหกรรม Data Center และเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัล แม้ประเทศไทยจะสามารถจัดซื้อเทคโนโลยีจากต่างประเทศได้ในปัจจุบัน แต่หากในอนาคตเกิดข้อจำกัดจากปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ ประเทศอาจสูญเสียอำนาจต่อรองและความสามารถในการพึ่งพาตนเองได้ เช่นเดียวกับอุตสาหกรรมยาและเวชภัณฑ์ หากเกิดปัญหาด้านห่วงโซ่อุปทานหรือค่าขนส่งระหว่างประเทศสูงขึ้น ย่อมส่งผลกระทบต่อผู้ป่วยและประชาชนโดยตรง ดังนั้น การพัฒนาขีดความสามารถด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีภายในประเทศจึงเป็นเรื่องของการรักษาความมั่นคงและอธิปไตยของประเทศในระยะยาว
ทั้งนี้ อว.ได้มีการจัดตั้งกลไกใหม่เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ โดยเน้นการค้นหา Growth Engine หรือเครื่องยนต์การเติบโตใหม่ ผ่านการบูรณาการข้อมูลจากหน่วยงานเศรษฐกิจ การคลัง การค้า และการพัฒนาพื้นที่ เพื่อระบุอุตสาหกรรมและโอกาสการลงทุนแห่งอนาคต ในส่วนของระบบวิจัยและพัฒนา จะมุ่งเน้นการสร้าง Strategic R&D หรือการวิจัยเชิงยุทธศาสตร์ ที่สามารถเป็นฐานสนับสนุนการเกิดอุตสาหกรรมใหม่และธุรกิจใหม่ของประเทศ โดยให้ความสำคัญกับการค้นหาช่องว่างองค์ความรู้ที่ประเทศไทยยังขาด และพัฒนาให้เกิดมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ เมื่อเกิดอุตสาหกรรมใหม่และเทคโนโลยีใหม่ ประเทศก็จำเป็นต้องพัฒนาทักษะกำลังคนควบคู่กันไป ทั้งในด้าน Future Skills และการปรับปรุงหลักสูตรการศึกษา เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ขณะเดียวกัน อุตสาหกรรมเดิมที่ได้รับผลกระทบจาก AI และระบบอัตโนมัติ ก็จำเป็นต้องเร่งพัฒนาทักษะใหม่ให้กับแรงงานเช่นกัน

รองนายกรัฐมนตรี ย้ำว่า เป้าหมายสำคัญคือการทำให้ระบบ ววน. เป็นรากฐานของการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืน และเป็นกลไกสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลในทุกมิติ โดยแม้โครงสร้างยุทธศาสตร์หลักของแผนจะยังคงต่อเนื่องจากที่ผ่านมา แต่สิ่งที่ต้องให้ความสำคัญมากขึ้นคือการกำหนดแผนปฏิบัติการ (Action Plan) ที่ชัดเจน สามารถนำไปสู่การปฏิบัติได้จริง มีระบบติดตามและประเมินผลที่มีประสิทธิภาพ รวมถึงเปิดรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากทุกภาคส่วนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การขับเคลื่อนแผนสามารถตอบสนองต่อความท้าทายและโอกาสที่เปลี่ยนแปลงไปได้อย่างทันท่วงที
ด้าน ศ.เกียรติคุณ ดร. นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ประธานกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(กสว.) กล่าวว่า ร่างกรอบแผนด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) พ.ศ. 2571–2575 ถือเป็นแผนฉบับที่ 3 ภายหลังการบังคับใช้พระราชบัญญัติส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม พ.ศ. 2562 โดยแผนฉบับแรกครอบคลุมช่วงปี พ.ศ. 2563–2565 และแผนฉบับที่ 2 ครอบคลุมช่วงปี พ.ศ. 2566–2570 ซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติและแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

ประธาน กสว. กล่าวต่อว่า ปัจจุบันร่างแผนฉบับใหม่ซึ่งจะใช้เป็นกรอบการดำเนินงานในช่วงปี พ.ศ. 2571–2575 ยังอยู่ระหว่างการจัดทำและคาดว่าจะใช้เวลาอีกประมาณ 1–2 เดือนก่อนแล้วเสร็จ จึงเป็นช่วงเวลาสำคัญในการเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน ทั้งผู้กำหนดนโยบาย ผู้ใช้ประโยชน์จากงานวิจัย ผู้สนับสนุนการดำเนินงาน และผู้ปฏิบัติงานในระบบ ววน. เพื่อนำข้อเสนอแนะมาปรับปรุงแผนให้มีความสมบูรณ์และตอบโจทย์การพัฒนาประเทศมากยิ่งขึ้น โดยแนวคิดสำคัญของร่างแผนฉบับนี้ ประกอบด้วย 3 มิติหลัก ได้แก่ ทิศทางและหลักคิดของแผน แนวทางการขับเคลื่อน และการต่อยอดจากผลการดำเนินงานของแผนฉบับก่อนหน้า โดยมุ่งสานต่อความสำเร็จจากแผนฉบับที่ 1 และ 2 พร้อมยกระดับบทบาทของระบบ ววน. ให้เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศภายใต้บริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
“รัฐบาลได้กำหนดความคาดหวังต่อระบบ ววน. ให้เป็นเครื่องมือสำคัญในการพลิกโฉมประเทศไทย โดยมุ่งสู่ 3 เป้าหมายหลัก ได้แก่ การสร้างเศรษฐกิจใหม่เพื่อเพิ่มรายได้ให้ประเทศและประชาชน การยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และการเสริมสร้างความมั่นคงของประเทศในทุกมิติ ควบคู่ไปกับการเตรียมความพร้อมสำหรับอนาคต การจัดทำแผนครั้งนี้อยู่ภายใต้บริบทโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ทั้งผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ความขัดแย้งระหว่างประเทศ ความผันผวนด้านพลังงาน และความก้าวหน้าของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงทุกภาคส่วนอย่างรวดเร็ว จึงทำให้แผนฉบับใหม่ต้องมีความยืดหยุ่น สามารถปรับตัวและตอบสนองต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างทันท่วงที” ประธาน กสว. กล่าว

ประธาน กสว. กล่าวต่อว่า เป้าหมายสำคัญของการขับเคลื่อนแผน ประกอบด้วย 4 ด้าน ได้แก่ การสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันรูปแบบใหม่ การเสริมสร้างความมั่นคงและความสามารถในการฟื้นตัวของประเทศ การสร้างฐานรากแห่งอนาคตผ่านการลงทุนในคน องค์ความรู้ และโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงการผลักดันให้องค์ความรู้และงานวิจัยสามารถนำไปใช้ประโยชน์และสร้างผลลัพธ์ที่จับต้องได้ ในระยะต่อไป สกสว. จะเปิดรับฟังความคิดเห็นทั้งในรูปแบบออนไลน์และออฟไลน์อย่างต่อเนื่องอีกประมาณ 1 เดือน ก่อนนำข้อเสนอแนะทั้งหมดมาวิเคราะห์และปรับปรุงร่างแผน เพื่อให้ได้กรอบแผนด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมที่มีความสมบูรณ์ ครอบคลุม และสามารถใช้เป็นทิศทางสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยในช่วง 5 ปีข้างหน้า
ศ.ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) กล่าวว่า ร่างกรอบแผนด้าน ววน. ฉบับใหม่เป็นผลจากการสังเคราะห์บทเรียนจากแผนด้าน ววน. ฉบับเก่า ควบคู่กับการวิเคราะห์บริบทโลกและความต้องการของประเทศในอนาคต เพื่อกำหนดทิศทางการลงทุนและการพัฒนาระบบ ววน. ให้ตอบโจทย์ประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยผลสำเร็จของแผนฯ ที่ผ่านมาสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้เกือบ 50,000 ล้านบาท ลดต้นทุนของประเทศกว่า 3,400 ล้านบาท สร้างการจ้างงานมากกว่า 30,000 ตำแหน่ง และพัฒนากำลังคนทักษะสูงกว่า 400,000 คน
“โดยมี 3 ทิศทางหลัก ได้แก่ High Growth การสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของประเทศ, Transform การพลิกโฉมอุตสาหกรรมและภาคการผลิตเดิมให้สามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก และ Reform การปฏิรูประบบภาครัฐด้วยองค์ความรู้ งานวิจัย และนโยบายสาธารณะที่มีหลักฐานเชิงประจักษ์รองรับ “แผนฉบับใหม่นี้กำหนดเป้าหมายการพัฒนา 4 ด้าน ได้แก่ เศรษฐกิจและความสามารถในการแข่งขัน คุณภาพชีวิตและความครอบคลุม ความพร้อมอนาคตและความมั่นคง และการพัฒนาระบบนิเวศ ววน. โดยเชื่อมโยงการลงทุน การดำเนินงาน และการติดตามประเมินผลให้เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อประเทศอย่างเป็นรูปธรรม” ผอ.สกสว. กล่าว


