
โรงเรียนควรถูกมองว่าเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้และความปลอดภัยสำหรับเด็กและเยาวชน แต่เหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่ากำลังสั่นคลอนความเชื่อนั้น ล่าสุด เหตุกราดยิงภายในโรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี ที่ผู้ก่อเหตุเป็นนักเรียนชายชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตทั้งครู นักเรียน และผู้ปกครองของผู้ก่อเหตุ รวม 8 ราย กลายเป็นโศกนาฏกรรมที่สร้างความสะเทือนใจในสังคม เหตุการณ์ดังกล่าวไม่ใช่ครั้งแรกของไทย เพราะในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ที่โรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ชายวัย 18 ปีเกิดอาการคลุ้มคลั่ง แย่งอาวุธปืนจากตำรวจบุกเข้าไปในโรงเรียน จับครูและนักเรียนเป็นตัวประกัน และยิงผู้อำนวยการโรงเรียนเสียชีวิต
ขณะที่ในปี 2565 เหตุสะเทือนขวัญที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กอบต.อุทัยสวรรค์ จ.หนองบัวลำภู อดีตตำรวจใช้อาวุธปืนและมีดสังหารเด็กเล็กและครู จนมีผู้เสียชีวิตรวม 36 ราย นอกจากเหตุรุนแรงที่คร่าชีวิตผู้คนแล้ว ปัญหาการกลั่นแกล้ง การใช้ความรุนแรง และการบูลลี่ในโรงเรียน ก็ยังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและถูกเผยแพร่ผ่านโลกออนไลน์อยู่เป็นระยะ จึงเกิดการตั้งคำถามว่า โรงเรียนไทยจะยกระดับป้องกันความรุนแรง และต้องทำอะไรบ้างเพื่อให้เด็ก ครู และบุคลากรทุกคนสามารถใช้ชีวิตอยู่ในรั้วโรงเรียนได้อย่างปลอดภัย

ด้วยเหตุนี้นักวิชาการจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจึงได้ร่วมเสนอแนวทางรับมือและป้องกันความรุนแรงในสถานศึกษาในงาน Chula the Impact ครั้งที่ 42 “เสริมเกราะ สร้างแกร่ง ความปลอดภัยในโรงเรียน” เพื่อแลกเปลี่ยนแนวทางสร้างความปลอดภัยในโรงเรียน ทั้งการป้องกันความรุนแรง การดูแลสุขภาพจิต และการสื่อสารอย่างมีความผิดชอบต่อสังคม เพราะการแก้ปัญหาไม่ควรจำกัดอยู่เพียงมาตรการรักษาความปลอดภัย แต่ต้องเริ่มตั้งแต่การดูแลสุขภาพจิต การเฝ้าระวังความเสี่ยง การสร้างระบบช่วยเหลือนักเรียน และความร่วมมือระหว่างโรงเรียน ครอบครัว และสังคม เพื่อไม่ให้โศกนาฏกรรมเช่นนี้เกิดขึ้นซ้ำอีก
ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาฯ กล่าวว่า จากเหตุการณ์ความรุนแรงในโรงเรียน สิ่งที่ต้องให้ความสำคัญไม่ใช่เพียงการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง แต่รวมถึงนักเรียนที่ยังต้องใช้ชีวิตในโรงเรียนหลังเกิดเหตุ ซึ่งอาจเผชิญความหวาดกลัว ความไม่มั่นใจ และความรู้สึกไม่ปลอดภัย ส่งผลต่อสุขภาพจิตในระยะยาว จึงควรผลักดันการส่งเสริมสุขภาพจิตเป็นนโยบายสำคัญของระบบการศึกษา ควบคู่กับการพัฒนาร่างกายและสติปัญญา โดยเฉพาะในยุคที่เด็กเข้าถึงสื่อและโซเชียลมีเดียอย่างรวดเร็ว ซึ่งมีอิทธิพลต่อความคิด อารมณ์ และพฤติกรรม

อธิการบดีจุฬาฯ กล่าวต่อว่า แนวทางเบื้องต้นคือบรรจุความรู้ด้านจิตวิทยาพื้นฐานไว้ในหลักสูตร เพื่อให้เด็กเข้าใจอารมณ์ของตนเอง รู้จักจัดการความโกรธ ความเครียด และสร้างภูมิคุ้มกันทางใจ ควบคู่กับการพัฒนาเครือข่ายดูแลสุขภาพจิตในสถานศึกษา ผ่านครู อาจารย์ที่ปรึกษา รุ่นพี่ และอาสาสมัครที่ผ่านการอบรม เพื่อเป็นผู้รับฟังและให้ความช่วยเหลือเบื้องต้น พร้อมผลักดันให้ทุกโรงเรียนและมหาวิทยาลัยมีศูนย์ดูแลสุขภาวะทั้งกายและใจ ภายใต้นโยบายที่ชัดเจน เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและเอื้อต่อคุณภาพชีวิตของนักเรียน
รศ.ดร.ธีรภัทร กุโลภาส ประธานสาขาวิชาบริหารการศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า เหตุการณ์ความรุนแรงในโรงเรียนสะท้อนให้เห็นประเด็นสำคัญหลายด้านที่ระบบการศึกษาจำเป็นต้องทบทวน โดยเฉพาะการบริหารจัดการด้านความปลอดภัย ซึ่งไม่ควรมองเพียงมาตรการด้านกายภาพ เช่น การติดตั้งกล้องวงจรปิด เครื่องตรวจจับโลหะ หรือการตรวจค้นสิ่งของเท่านั้น แต่ต้องมองความปลอดภัยในมิติของระบบทั้งหมด ทั้งกระบวนการทำงาน การบริหารจัดการ และความสัมพันธ์ระหว่างคนในโรงเรียน แบ่งเป็น 3 ประเด็นหลัก คือ 1.การทำความเข้าใจว่าความปลอดภัยในโรงเรียนเป็นเรื่องของทั้งระบบ ไม่ใช่เพียงการลงทุนด้านอุปกรณ์หรือเทคโนโลยี แม้มาตรการด้านกายภาพจะมีความจำเป็น แต่สิ่งสำคัญไม่แพ้กันคือการสร้างสภาพแวดล้อมที่ทำให้นักเรียนรู้สึกปลอดภัยทั้งทางร่างกายและจิตใจ รวมถึงมีความเชื่อมั่นว่าหากเกิดปัญหาจะมีผู้รับฟังและให้ความช่วยเหลือได้

2.ช่องว่างด้านข้อมูล หลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในต่างประเทศพบว่า ก่อนเกิดเหตุมีข้อมูลหรือสัญญาณเตือนบางอย่างที่อาจนำไปสู่การป้องกันได้ แต่ข้อมูลเหล่านั้นกระจัดกระจายอยู่กับบุคคลหลายฝ่าย ไม่มีระบบเชื่อมโยงหรือกลไกในการรวบรวม วิเคราะห์ และส่งต่อข้อมูลเพื่อป้องกันเหตุล่วงหน้า ทำให้โอกาสในการยับยั้งเหตุการณ์สูญหายไป
และ3. โรงเรียนจำนวนมากยังขาด ความปลอดภัยเชิงความสัมพันธ์ หรือบรรยากาศที่ทำให้นักเรียนรู้สึกไว้วางใจและกล้าพูดคุยเมื่อเผชิญปัญหา โรงเรียนที่มีความปลอดภัยควรทำให้เด็กทุกคนสามารถตอบได้ว่า หากมีปัญหาไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเรียน ความสัมพันธ์ หรือปัญหาส่วนตัว จะสามารถไปขอคำปรึกษาหรือพูดคุยกับใครได้อย่างน้อยหนึ่งคน ซึ่งควรเป็นแนวปฏิบัติพื้นฐานที่ทุกโรงเรียนมี
ในด้านมาตรการ รศ.ดร.ธีรภัทร มีมุมมองว่า แม้มาตรการด้านกายภาพยังมีความจำเป็น แต่โรงเรียนต้องมีระบบรับมือที่ชัดเจน เมื่อพบข้อมูลหรือพฤติกรรมเสี่ยงต้องกำหนดผู้รับผิดชอบ ช่องทางการแจ้งเหตุ และการส่งต่อข้อมูลไปยังผู้เกี่ยวข้องอย่างเป็นระบบ เช่น กรณีพบอาวุธหรือสัญญาณความรุนแรงในสื่อสังคมออนไลน์ พร้อมติดตามผลอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันไม่ให้สัญญาณเตือนถูกมองข้าม
“ โรงเรียนควรเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน ทั้งนักเรียน ครู และบุคลากร การสร้างความปลอดภัยจึงไม่ใช่ภาระของผู้บริหารหรือครูเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากนักจิตวิทยา หน่วยงานสาธารณสุข ตำรวจ ผู้ปกครอง และชุมชน เพื่อร่วมกันสร้างระบบป้องกัน ดูแล และช่วยเหลือที่ครอบคลุมทั้งด้านร่างกายและจิตใจ อันจะทำให้โรงเรียนเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ที่ปลอดภัย” รศ.ดร.ธีรภัทร กล่าว

ผศ.ดร.พนิตา เสือวรรณศรี ผู้อำนวยการหลักสูตรจิตวิทยาการปรึกษา คณะจิตวิทยา จุฬาฯ กล่าวว่า การสังเกตความเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรม เป็นสัญญาณสำคัญที่ผู้ปกครองและครูไม่ควรมองข้าม ไม่ว่าจะเป็นเด็กที่เคยร่าเริงกลับเงียบลง แยกตัวจากเพื่อน ใช้เวลาอยู่กับโทรศัพท์มากขึ้น นอนมากผิดปกติ หรือผลการเรียนเปลี่ยนไป แม้พฤติกรรมเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าเด็กจะมีปัญหาสุขภาพจิตเสมอไป แต่อาจสะท้อนว่ากำลังเผชิญความเครียดหรือความทุกข์ใจ จึงควรเข้าไปพูดคุยด้วยความห่วงใย รับฟังมากกว่าตัดสิน เพื่อให้เด็กรู้สึกว่าผู้ใหญ่เป็นพื้นที่ปลอดภัยในการเปิดใจ ขณะเดียวกัน ผู้ปกครองควรใช้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นโอกาสพูดคุยกับลูก สอบถามความรู้สึก ความกังวล และคนที่ลูกไว้วางใจ เพราะการสื่อสารที่เปิดกว้างและต่อเนื่อง คือกุญแจสำคัญในการป้องกันปัญหาตั้งแต่ระยะเริ่มต้น
ผศ.ดร.พนิตา กล่าวต่อว่า โรงเรียนควรมีนักจิตวิทยาประจำเพื่อช่วยดูแลสุขภาพจิตนักเรียนและแบ่งเบาภาระของครู ซึ่งต้องรับผิดชอบทั้งการสอนและงานด้านอื่น ๆ พร้อมทำหน้าที่ประสานงานกับผู้ปกครองเมื่อพบเด็กที่มีความเสี่ยง อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยยังขาดแคลนนักจิตวิทยา จึงจำเป็นต้องเพิ่มการผลิตบุคลากรผ่านมหาวิทยาลัย ทั้งด้านหลักสูตร อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญ และการฝึกปฏิบัติ เพื่อรองรับความต้องการของระบบการศึกษาในอนาคต

ผศ.ดร.เจษฎา ศาลาทอง คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ ในมุมมองการเผยแพร่เนื้อหาว่า การรายงานข่าวเหตุรุนแรงในโรงเรียน สื่อควรหลีกเลี่ยงการเปิดเผยชื่อ ภาพ หรือนำเสนอตัวตนของผู้ก่อเหตุซ้ำ ๆ เพราะอาจสร้างการจดจำและตอบสนองความต้องการให้เป็นที่สนใจ ขณะเดียวกันควรหลีกเลี่ยงการเผยแพร่ภาพความรุนแรงซ้ำ ๆ รวมถึงไม่ควรรายงานรายละเอียดวิธีการก่อเหตุหรือแหล่งข้อมูลที่อาจนำไปสู่การเลียนแบบ เพราะอาจกระตุ้นให้ผู้ที่มีความคิดหรือแรงจูงใจอยู่แล้วก่อเหตุซ้ำได้ การสื่อสารจึงควรให้ความสำคัญกับความรับผิดชอบต่อสังคมและการป้องกันเหตุซ้ำ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'วิโรจน์' แนะเร่งจัดระบบเยียวยาเหยื่อเหตุกราดยิง งดแพร่ภาพรุนแรง
'วิโรจน์' เสียใจเหตุรุนแรง 'รร.เทพศิรินทร์ นนทบุรี' บี้เร่งเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ สอบต้นตอป้องกันเหตุซ้ำ วอนงดเผยแพร่ภาพรุนแรง
'ยศชนัน' สั่ง ศธ. ดูแลความปลอดภัยขั้นสูงสุด คลี่คลายเหตุกราดยิง
นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า "ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวผู้สูญเสีย
อดีตผู้พิพากษา ถอดรหัสกม.ฮั้วสว. เหตุใดตัดสิทธิทางการเมือง จึงไม่ควรอิงมาตรฐานเดียวกับคดีอาญา
การส่งหลักฐานอันควรเชื่อได้ไปศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งเพื่อปกป้องระบบ มิใช่การทำหน้าที่เป็นศาลที่พิจารณาคดีอาญาเพื่อลงโทษตัวบุคคล
บี้ 'อนุทิน' สร้างตำนาน! หั่นสิทธิประโยชน์เกินจำเป็น 'สส.-สว.'
นักวิชาการรุกต่อ! จี้ยกเลิกสิทธิประโยชน์เกินความจำเป็นสมาชิกรัฐสภาไทย กระทุ้ง 'อนุทิน' สร้างตำนานโชว์หั่นรายจ่ายประจำที่ฟุ่มเฟือย
'หมอยง' เตือน 'โรคมือ เท้า ปาก' ปีนี้แนวโน้มระบาดมากขึ้น
ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

