
แม้โรคหัดจะเป็นโรคติดต่อที่สามารถป้องกันได้ด้วยวัคซีน และประเทศไทยมีการดำเนินงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันมาอย่างต่อเนื่อง แต่สถานการณ์การแพร่ระบาดยังคงเป็นโจทย์สำคัญ โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่นและผู้ใหญ่ตอนต้นที่พบว่ามีภูมิคุ้มกันไม่เพียงพอ สะท้อนให้เห็นถึงช่องว่างภูมิคุ้มกัน ที่อาจกลายเป็นจุดเสี่ยงต่อการกลับมาระบาดของโรคหัดในประเทศไทย
ความก้าวหน้าล่าสุด คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับ สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) บริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) มูลนิธิป้าทองคำ และกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เผยผลการวิจัย “การประเมินปรับปรุงแนวทางการให้วัคซีนหัด โดยอาศัยผลสำรวจภูมิคุ้มกันในประชากรไทย” ซึ่งมุ่งค้นหาคำตอบว่า คนไทยในแต่ละช่วงวัยมีภูมิคุ้มกันโรคหัดอยู่ในระดับใด และมาตรการวัคซีนที่ใช้อยู่ในปัจจุบันเพียงพอที่จะหยุดการแพร่ระบาดของโรคได้หรือไม่

นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) กล่าวว่า การดูแลสุขภาพจำเป็นต้องอาศัยข้อมูลที่รอบด้านและแม่นยำ โดยเฉพาะโรคหัดที่แม้ป้องกันได้ด้วยวัคซีน แต่ยังพบผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตอย่างต่อเนื่อง สวรส. จึงสนับสนุนการวิจัยเพื่อประเมินระดับภูมิคุ้มกัน ค้นหาช่องว่าง และทบทวนความเพียงพอของมาตรการวัคซีนในปัจจุบัน การกำจัดโรคหัดต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดย สวรส. มุ่งเชื่อมโยงงานวิจัย นโยบาย และการปฏิบัติ เพื่อให้การตัดสินใจด้านสุขภาพอยู่บนหลักฐานที่น่าเชื่อถือ และนำไปสู่มาตรการที่เหมาะสม ขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เป้าหมายการกำจัดโรคหัดอย่างยั่งยืน
ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ในฐานะหัวหน้าโครงการวิจัยหลักเปิดเผยผลวิจัยฯว่า หากพิจารณาสถานการณ์ทั่วโลก จะพบว่าในช่วงหลายสิบปีก่อนมีผู้เสียชีวิตจากโรคหัดเป็นจำนวนหลายล้านราย แต่หลังจากมีการใช้วัคซีนอย่างแพร่หลาย อัตราการเสียชีวิตลดลงอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 จำนวนผู้ป่วยโรคหัดลดลงจากมาตรการควบคุมโรค แต่หลังจากสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลาย จำนวนผู้ป่วยโรคหัดกลับเพิ่มขึ้นอีกครั้ง ปัจจุบันทั่วโลกยังมีผู้เสียชีวิตจากโรคหัดประมาณ 200,000 รายต่อปี ซึ่งถือว่ายังคงเป็นตัวเลขที่สูง ทั้งที่โรคนี้สามารถป้องกันได้ด้วยวัคซีน
สำหรับประเทศไทย เชื่อว่าการเสียชีวิตจากโรคหัดมากกว่าไข้เลือดออก หลังสถานการณ์โควิด-19 จำนวนผู้ป่วยโรคหัดกลับเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน โดยเมื่อประมาณ 2 ปีก่อนมีผู้ป่วยมากกว่า 8,000 ราย และยังพบผู้เสียชีวิตจากโรคดังกล่าวด้วย สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า แม้ประเทศไทยจะมีวัคซีนสำหรับป้องกันโรคหัด แต่การควบคุมโรคยังไม่บรรลุเป้าหมาย

ศ.นพ.ยง กล่าวว่า โรคหัดติดต่อได้ง่ายมาก แม้ไทยจะมีวัคซีนที่มีประสิทธิภาพสูงและมีความครอบคลุมเข็มแรกมากกว่าร้อยละ 90 แต่ความครอบคลุมเข็มที่ 2 ยังต่ำกว่าเป้าหมายที่ร้อยละ 95 ประกอบกับอุปสรรคจากโควิด-19 ทำให้องค์การอนามัยโลกต้องเลื่อนเป้าหมายการกำจัดโรคหัดไปเป็นปี พ.ศ. 2569 งานวิจัยนี้จึงได้ทำการสำรวจตัวอย่างเลือดประชากรทุกกลุ่มอายุตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 80 ปี รวมจังหวัดละประมาณ 900 คน จาก 4 จังหวัดที่เป็นตัวแทนภูมิภาค ได้แก่ อุตรดิตถ์, พระนครศรีอยุธยา, บุรีรัมย์ และตรัง
ศ.นพ.ยง กล่าวต่อว่า ผลการศึกษาพบว่าระดับภูมิคุ้มกันต่ออายุมีลักษณะเป็นโค้งรูปตัว U (U-shaped Curve) โดยประชากรอายุมากกว่า 40 ปี มีภูมิสูงกว่าร้อยละ 95 จากการติดเชื้อตามธรรมชาติ ขณะที่กลุ่มอายุ 14-31 ปี (เกิดระหว่างปี พ.ศ. 2528-2551) มีระดับภูมิคุ้มกันต่ำเพียงร้อยละ 27-46 เนื่องจากระดับภูมิคุ้มกันจากวัคซีนลดลงตามระยะเวลา ซึ่งสอดคล้องกับสถิติระดับประเทศที่พบผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่มีอายุมากกว่า 15 ปีขึ้นไป ระดับภูมิคุ้มกันของประชากรไทยในปัจจุบันยังต่ำกว่าค่าระดับภูมิคุ้มกันหมู่ที่จำเป็นต่อการหยุดยั้งการแพร่เชื้อโรคหัด และความไวต่อการติดเชื้อที่สูงในวัยรุ่นและผู้ใหญ่บ่งชี้ว่า การได้รับวัคซีนตามกำหนดปกติ 2 เข็มอาจไม่เพียงพอภายใต้บริบททางระบาดวิทยาปัจจุบัน

“จากการศึกษาพบว่าภูมิคุ้มกันโรคหัดลดลงตั้งแต่วัยรุ่นถึงวัยผู้ใหญ่ตอนต้น ทำให้เกิดช่องว่างของภูมิคุ้มกัน ดังนั้น วัคซีนเข็มที่ 3 จึงมีความจำเป็นเพื่อช่วยปิดช่องว่างและลดความเสี่ยงการระบาด อย่างไรก็ตาม ด้วยข้อจำกัดด้านงบประมาณและทรัพยากร ควรทยอยดำเนินการ โดยเริ่มจากกลุ่มเสี่ยงหรือกลุ่มที่เข้าถึงได้ง่ายก่อน เพราะโรคหัดสามารถกลับมาระบาดได้หากภูมิคุ้มกันของประชากรลดลง แม้จำนวนผู้ป่วยจะลดลงจากอดีต แต่ยังพบการระบาดในบางพื้นที่ จึงจำเป็นต้องควบคุมโรคอย่างต่อเนื่อง โดยการลงทุนด้านวัคซีนถือเป็นการป้องกันที่คุ้มค่าในระยะยาว ช่วยลดความเสี่ยงการระบาดและภาระการรักษา”ศ.นพ.ยง กล่าว
ศ.นพ.ยง ย้ำว่า แนวทางสำคัญคือ รักษาความครอบคลุมวัคซีน 2 เข็มให้ได้ตามเป้าหมาย พิจารณาวัคซีนเข็มที่ 3 ในกลุ่มวัยรุ่นและผู้ใหญ่ตอนต้นเพื่อปิดช่องว่างภูมิคุ้มกัน และเร่งเพิ่มความครอบคลุมในพื้นที่เสี่ยง ทั้งนี้ ควรกำหนดกลุ่มเป้าหมายบนพื้นฐานข้อมูลวิชาการและความคุ้มค่า พร้อมได้รับการสนับสนุนด้านนโยบาย งบประมาณ และการดำเนินงานจากคณะกรรมการวัคซีนแห่งชาติและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การควบคุมโรคหัดมีประสิทธิภาพและยั่งยืน”

ด้าน ผศ.ดร.จรวยพร ศรีศศลักษณ์ รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข กล่าวว่า งานวิจัยชิ้นนี้ช่วยให้เห็นช่องว่างของภูมิคุ้มกันโรคหัด ในประชากรไทยชัดเจนขึ้น จากการศึกษาตัวอย่างซีรัม 3,675 ตัวอย่าง พบว่าประชากรไทยมีภูมิคุ้มกันป้องกันโรคหัดโดยรวมร้อยละ 61.3 โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่นและวัยผู้ใหญ่ตอนต้น อายุ 14-31 ปี ซึ่งพบช่องว่างภูมิคุ้มกันอย่างชัดเจน งานวิจัยจึงเสนอให้พิจารณาการให้วัคซีนป้องกันโรคหัดเข็มที่ 3 (MCV3) ในกลุ่มอายุ 10-40 ปี
ผศ.ดร.จรวยพร กล่าวต่อว่า การดำเนินการอาจบูรณาการเข้ากับระบบวัคซีนในวัยรุ่นและวัยผู้ใหญ่ เช่น บูรณาการการให้วัคซีนผ่านสถานศึกษา มหาวิทยาลัย และสถานประกอบการ เพื่อเพิ่มการเข้าถึง ลดค่าใช้จ่ายและผลกระทบจากการหยุดเรียนหรือหยุดงาน พร้อมเร่งเพิ่มความครอบคลุมวัคซีนและดำเนินการฉีดแบบ Catch-up ในกลุ่มหรือพื้นที่ที่ยังมีความครอบคลุมต่ำ โดยเฉพาะจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่อาจมีข้อจำกัดด้านการเข้าถึงวัคซีนการดำเนินมาตรการควรคำนึงถึงบริบททางสังคมและวัฒนธรรม พร้อมสร้างความเชื่อมั่นต่อวัคซีนผ่านผู้นำชุมชนและหน่วยบริการสุขภาพ ควบคู่กับการพัฒนาระบบข้อมูลวัคซีนอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อเชื่อมโยงและตรวจสอบประวัติการได้รับวัคซีน รวมถึงติดตามช่องว่างด้านภูมิคุ้มกันตามช่วงอายุและพื้นที่อย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม ผศ.ดร.จรวยพร กล่าวต่อว่า ผลการศึกษาครั้งนี้จึงสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างน้อย 3 ระดับ ได้แก่ 1.ระดับนโยบาย โดยใช้เป็นหลักฐานประกอบการตัดสินใจเกี่ยวกับแนวทางการให้วัคซีนและมาตรการป้องกันโรคหัด 2.ระดับระบบบริการสุขภาพ โดยใช้ข้อมูลเพื่อกำหนดกลุ่มเป้าหมายและพื้นที่สำหรับการเพิ่มความครอบคลุมของวัคซีน และ3.ระดับระบบข้อมูลและการเฝ้าระวัง โดยนำไปสู่การพัฒนาระบบข้อมูลวัคซีนที่มีประสิทธิภาพและสามารถติดตามสถานการณ์ภูมิคุ้มกันของประชากรได้อย่างต่อเนื่อง และจะถูกส่งต่อให้กรมควบคุมโรคเพื่อนำไปใช้วิเคราะห์สถานการณ์โรคหัดของประเทศไทย ประเมินความครอบคลุมของวัคซีน วางแผนมาตรการสร้างเสริมภูมิคุ้มกัน และกำหนดแนวทางการเฝ้าระวังและป้องกันโรคต่อไป

ภก.อภิชัย พจน์เลิศอรุณ รองผู้อำนวยการกองโรคติดต่อทั่วไป กรมควบคุมโรค กล่าวถึงนโยบายแผนงานการให้วัคซีนหัดว่า กรมควบคุมโรคมุ่งมั่นนำประเทศไทยสู่เป้าหมายการกำจัดโรคหัดและหัดเยอรมันตามเป้าหมายขององค์การอนามัยโลก (WHO) โดยตั้งเป้าหมายเพิ่มความครอบคลุมของวัคซีน MMR ซึ่งเป็นวัคซีนที่มีความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูงในเข็มที่ 1 (MMR1) ฉีดในเด็กไทยทุกคนเมื่ออายุ 9 เดือน และเข็มที่ 2 (MMR2) ฉีดในเด็กไทยทุกคนเมื่ออายุ 2 ปี 6 เดือน ให้ได้ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 95 ในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ

โดยมีมาตรการเชิงรุก ภก.อภิชัย กล่าวว่า กำหนดแนวทางเร่งรัดติดตามการให้วัคซีน MMR แก่กลุ่มเด็กตกหล่น การเฝ้าระวังและสอบสวนโรคอย่างรวดเร็วภายใน 48 ชั่วโมงเมื่อเกิดการระบาด การเชื่อมโยงฐานข้อมูลวัคซีนรายบุคคล การสร้างความเชื่อมั่นในการรับวัคซีน และการบูรณาการความร่วมมือร่วมกับภาคีเครือข่ายทุกระดับ เพื่อร่วมกันติดตามดูแลและลดอัตราการเจ็บป่วยเสียชีวิตจากโรคหัด
รศ.ดร.นพ.จิรุตม์ ศรีรัตนบัลล์ คณบดี คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า ความสำเร็จของงานวิจัยนี้ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า การดูแลชีวิตคนไทยต้องอาศัยข้อมูลที่ชัดเจนและหลักฐานเชิงประจักษ์ งานวิจัยชิ้นนี้จะเป็นตัวอย่างรูปธรรมของการวิจัยเชิงระบบ ที่จะช่วยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีข้อมูลในการตัดสินใจ นำไปสู่การวางแผนเชิงนโยบายที่แม่นยำ คุ้มค่า และนำพาประเทศไทยก้าวสู่เป้าหมายไทยไร้โรคหัด ได้อย่างยั่งยืน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ผลวิจัยชี้ชัดขยายเวลาขายเหล้าช่วงบ่ายไม่เพิ่มรายได้!
งานวิจัยชี้ 'ขยายเวลาขายเหล้าช่วงบ่าย' ไม่เพิ่มรายได้ร้านชำ พบร้านค้าถึง 74% ไม่รับรู้นโยบาย สะท้อนช่องว่างระหว่างนโยบายกับการปฏิบัติจริง
เตือนประชาชนระวัง 'โรคหัด' หลังพบแพร่ระบาด บริเวณชายแดนเพื่อนบ้าน
รัฐบาลเตือนประชาชนระวัง 'โรคหัด' หลังพบแพร่ระบาดบริเวณชายแดนเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะในพื้นที่ จ.เชียงราย เผยปี 68 พบผู้ป่วยสะสมแล้วพันกว่าราย
'หมอยง' แนะผู้ปกครองเตรียมลูกหลาน รับมือ 6 โรคทางเดินหายใจ ก่อนเปิดเทอม
ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กในหัวข้อ "การเตรียมลูกไปโรงเรียน ก่อนเปิดเทอม"

