
ในฐานะผู้บริโภค เราจะไม่มีทางรู้ได้เลยว่า ผลิตภัณฑ์โพรไบโอติก ที่วางขายในท้องตลาด มีจำนวนจุลินทรีย์ที่จะเข้าสู่ร่างกายของเราได้ตรงตามจำนวนที่ระบุไว้บนฉลาก หรือไม่
ในเชิงวิทยาศาสตร์ จุลินทรีย์เป็นสิ่งที่มีชีวิตเล็กๆที่แทบมองด้วยตาเปล่าไม่เห็น มีการพิสูจน์วิจัยแล้วว่าจุลินทรีย์ที่มีคุณสมบัติที่ดี จะมีผลที่ดีต่อร่างกายของเราหลายด้าน จุดที่จุลินทรีย์รับเข้าสู่ร่างกายมากสุดนั้นก็คือ “ลำไส้ “ซึ่งงานวิจัยระดับโลกได้ฟันธงแล้วว่า ลำไส้ของมนุษย์ มีความสำคัญเปรียบเสมือน เป็น”สมองที่ 2 “เนื่องจาก ผนังลำไส้มีเซลล์ประสาทหนาแน่น นับร้อยล้านเซลล์ ซึ่งมากที่สุดรองจากสมองในหัวของคนเรา
ทำไมเราต้องเติมจุลินทรีย์ หรือโพรไบโอติกเข้าสู่ร่างกาย ก็เพราะแม้ว่าช่วงแรกที่เราเกิดมาจะมีจุลินทรีย์ดีติดตัว เป็นเสมือนภูมิคุ้มกันตั้งแต่กำเนิด เมื่อเราเติบโตขึ้น แบคทีเรียหรือจุลินทรีย์ที่ดีจะค่อยๆลดลงตามอายุที่เยอะขึ้น เราจึงจำเป็นต้องเติมจุลินทรีย์และแบคทีเรียที่ดีเข้าไป ซึ่งจะทำให้แบคทีเรียที่ดีที่ยังเหลืออยู่แข็งแรงขึ้น ทั้งหมดนี้ เป็นเหตุผลว่าทำไมทิศทางการดูแลสุขภาพ และการแพทย์ยุคใหม่ จึงให้ความสำคัญต่อโพรไบโอติกและจุลินทรีย์อย่างมาก

ไทยเป็นประเทศหนึ่งที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูง และจุลินทรีย์ก็เป็นส่วนหนึ่งในความหลากหลายทางชีวภาพนี้ โดยสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) เป็นหน่วยงานที่ค้นหา เก็บรักษาจุลินทร์ทรีที่เป็นสายพันธุ์ไทยไว้ รวมทั้ง พันธุกรรมอื่นๆที่เป็นความหลากหลายทางชีวิภาพของประเทศ
เป็นเวลากว่า 40ปี ที่วว. ได้พยายามวิจัยและพัฒนาจุลินทรีย์สายพันธุ์ไทย ให้กลายเป็นสิ่งที่มีคุณประโยชน์ จนล่าสุด จับมือกับบริษัท อินโนบิก (เอเชีย) พัฒนาจนกลายมาเป็นโพรไบโอติก 2 ผลิตภัณฑ์ ได้แก่ Bacillus coagulans TISTR 2952 และLacticaseibacillus paracasei TISTR 2593 โดย TISTR 2593 มีคุณสมบัติพิเศษสามารถลดไขมันLDL
ผศ.ดร.วีรชัย อาจหาญ ผู้ว่าการ วว. กล่าวว่า วว.ได้ทำหน้าที่รวบรวมจุลินทรีย์นับ1,000 สายพันธุ์ แต่ในปี2544 วว.ได้ค้นพบว่ามีจุลินทรีย์สายพันธุ์ไทย 4-5 สายพันธุ์ ที่มีคุณสมบัติที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายมนุษย์ ซึ่งเป็นที่มาการก่อตั้งศูนย์นวัตกรรมผลิตหัวเชื้อจุลินทรีย์เพื่ออุตสาหกรรม (ICPIM) ศูนย์วิจัยจุลินทรีย์ชั้นนำที่เป็นที่ยอมรับในระดับสากล โดยจุลินทรีย์แต่ละสายพันธุ์ต้องใช้เวลาในการพัฒนานานไม่ต่ำกว่า 10ปี แต่ถึงแม้จะรู้คุณสมบัติของจุลินทรีย์เหล่านี้ แต่ที่ผ่านมาจุลินทรีย์เหล่านี้กลับถูกแช่แข็งเก็บไว้เฉยๆ ไม่ได้รับการต่อยอด ออกมาใช้ประโยชน์ จนกระทั่ง บริษัท อินโนบิก มีความสนใจเข้ามาร่วมพัฒนาจนออกมาเป็นผลิตภัณฑ์โพรโบโอติกส์ดังกล่าว ซึ่งตรงกับจุดมุ่งหมายของวว.ที่มุ่งพัฒนาโพรไบโอติก ไปที่การแพทย์ โดยเฉพาะการบำบัดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs ซึ่งเป็นปัญหาสุขภาพหลักของคนไทย ตลอดจน มั่นใจว่าจุลินทรีย์สายพันธุ๋ไทย จะสาาารรถพัฒนาเติบโตกลายเป็นอุตสาหกรรมด้านสุขภาพของไทยได้ต่อไปได้

“ขณะนี้โลกกำลังมุ่งไปสู่Wellness ซึ่งเรามองว่า ถ้าประเทศไทยแข่ง เชิง Hi-technology หรือ Deeptech ที่เป็นวิทยาศาสตร์เชิงลึก คงเป็นไปได้ยาก เพราะโครงสร้างเราไม่พร้อม แตถ้าเป็นโครงสร้างไบโอเทคโนโลยี เชิงสุขภาพคิดว่าเราทำได้ ซึ่งเราไม่ได้ทำตามเทรนด์โลก แต่เรามีความพร้อมเติบโตอุตสาหกรรมสุขภาพ เวลเนสโลก ซึ่งโพรไบโอติกสายพันธุ์ไทยมีศักยภาพสูง”
ผู้ว่าฯวว.ยังบอกอีกว่า ขั้นต่อไปของการพัฒนาโพรไบโอติก ของวว. คือการปรับกลยุทธิ์ให้เอกชน บอกโจทย์ ว่าความต้องการโพรไบโอติก แบบไหน ซึ่งวว.จะทำหน้าที่ปรุงให้ตรงตามความต้องการ เพราะมีความมั่นใจในคุณภาพโพรไบโอติกที่วว.ผลิต ว่าเทียบเท่าโพรไบโอติกต่างประเทศ และอาจดีกว่า เพราะมีการควบคุม คุณภาพ ไม่มีการต่อเชื้อมากเกินไป ขณะที่ โพรไบโอติกต่างประเทศไม่รู้ว่ามีการต่อเชื้อกี่ครั้ง ซึ่งโครงสร้างพื้นฐานจุลินทรีย์มีความสำคัญมากๆ ที่จะทำให้โพรไบโอติก ที่ได้มีความแข็งแรงและไม่ผิดเพี้ยนไปจากสายพันธุ์ดั้งเดิม

ดร.วรกันต์ บูรพาธนะ หัวหน้าฝ่ายเทคโนโลยีและนวัตกรรม บริษัท อินโนบิก (เอเชีย) จำกัด กล่าวว่า ก่อนที่โพรไบโอติกส์ของอินโนบิก 2 ตัว โดยเฉพาะ TISTR 2593 ที่มีประโยชน์ลดไขมันในเลือด จะวางตลาด ได้มีการทดลองกับอาสาสมัครกลุ่มละประมาณ 30 คน เป็นกลุ่มไมได้กินโพรไบโอติก กับกลุ่มกินโพรไบโอติก ผลการทดลองพบว่าคนที่ได้รับโพรไบโอติกส์ชนิดนี้ 45วันขึ้นไป สามารถลดไขมันในเลือดได้ประมาณ 15 %
“ผลการวิจัยโพรไบโอติกทางคลินิกของเราได้รับการตีพิมพ์ในวารสารต่างประเทศ 3-4 ฉบับ ซึ่งยากมากๆ ที่จะได้ตีพิมพ์ เพราะต้องผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการที่เป็นนักวิชาการเชี่ยวชาญ ตรวจสอบ ว่างานของเราเป็นผลวิจัยจริงหรือไม่ และเป็นเรื่องใหม่หรือไม่ เพราะถ้าหากว่ามีคนทำเรื่องเดียวกันกับเรา แม้จะคนละมุม เสนอประเด็นไปก่อนเรา ก็ถือว่างานวิจัยของเราไม่ใหม่แล้ว เขาก็จะไม่ตีพิมพ์ให้เรา “ดร.วรกันต์ กล่าว

การพัฒนาโพรไบโอติกส์ ยังเดินหน้าต่อไป โดยวว.และอินโนบิก กำลังอยู่ระหว่างร่วมกันพัฒนาจุลินทรีย์สายพันธุ์ไทย ที่มีคุณสมบัติช่วยบำบัดความดันโลหิตสูง และบรรเทาโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่คนไทยเป็นกันมาก ดร.เพ็ญนภา ชลปฐมพิกุลเลิศ นักวิจัย ศูนย์ความหลากหลายทางชีวภาพ วว กล่าวว่า หลังจากใช้เวลาหลายปี เรามีการค้นพบจุลินทรีย์ สายพันธุ์ที่มีคุณสมบัติ ในการช่วยเรื่องโรคความดันโลหิตสูง โพรไบโอติกจะเชื่อมโยงกับความดันอย่างไร เป็นการพิจารณาจากการมองว่า ลำไส้เป็นสมองที่สอง ของมนุษย์ และทำงานเชื่อมต่อกับสมอง ที่เป็นตัวควบคุมความเครียด ซึ่งปัจจุบันคนในสังคมมีแนวโน้มมีความเครียดมากขึ้น ซึ่งหากมีการเพิ่มโพรไบโอติก ที่ช่วยลดความตึงเครียดได้ ก็จะทำให้ผู้ป่วยโรคความดันอาจไม่ต้องใช้ยาหรือลดปริมาณยาควยคุมความดันลงได้
โพรไบโอติกอีกสายพันธุ์ที่จะช่วยเสริมการรักษา โรคเบาหวาน ดร.เพ็ญนภา กล่าวว่า ปกติโรคเบาหวาน ไขมันพอกตับ หรือ มะเร็ง จะมีลำดับขั้นระยะโรค แต่ถ้าเราสามารถหยุดให้อาการของโรคอยู่แค่ในขั้นแรกๆ ก็จะช่วยคนไข้ลดการใช้ยาและสามารถควบคุมอาการได้ดีขึ้น เพราะคนไข้เบาหวานที่เป็นมานานแล้ว มักจะมีภาวะแทรกซ้อน ต่างๆที่เป็นสาเหตุหลักการเสียชีวิตคนไข้โรคเบาหวาน ซึ่งโพรไบโอติก จะไปเพิ่มระดับภูมิคุ้มกันที่มีระดับต่ำ ติดเชื้อง่าย เพื่อหยุดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ
“โพรไบโอติก ลดความดัน คาดว่า จะต้องใช้เวลาอีกประมาณ 3ปี การทดลองทางคลินิก ตัวความดัน ต้องใช้อาสาสมัครไม่ต่ำกว่า 80 คน ถึงจะตอบคำถามได้ ขณะที่โพรไบโอติก บำบัดโรคเบาหวาน ปีหน้าถ้ามีผู้ประกอบการเข้ามาก็น่าจะออกได้เร็วกว่า “ดร.เพ็ญนภากล่าว

นายปัณณธร ทวีเทพไทกุล นักวิจัยและผู้จัดการศูนย์ ICPIM กล่าวว่า วว.ไม่ได้พุ่งเป้าพัฒนาโพรไบโอติก เพื่อเยียวยาแค่โรค NCDs เท่านั้นแต่ยังมองในเรื่องความจำด้วย เพราะปัจจุบันคนมีปัญหาความเครียดทางอารมณ์และจิตใจกันมาก ซึ่งมีผลกระทบต่อความจำ นอกจากนี้ ยังมองเรื่องโรคอ้วน ซึ่งมีเด็กและวัยรุ่นอ้วนเยอะกันมากขึ้น ซึ่งโรคนี้ เชื่อมโยงกับภูมิคุ้มกัน ที่สำคัญ ยังมองโพรไบโอติกกับ ปอด ซึ่งเราได้มีการพูดคุยกับมหาวิทยาลัยในประเทศเพื่อทำงานร่วมกัน หาความเชื่อมโยง เพราะลำไส้เราเป็นสมองที่สอง เป็นระบบที่ใหญ่พอสมควร เราจะอยู่ได้ถ้าระบบทางเดินอาหารเราดี เพราะมันจะเชื่อมโยงทุกระบบ รวมทั้งเรื่องผิวหนังที่เป็นพื้นที่ส่วนที่ใหญ่ของร่างกาย โรคสะเก็ดเงิน โรคภูมิแพ้ต่างๆ ก็มองว่า โพรไบโอติกจะมาเป็นตัวช่วย

คุณภาพโพรไบโอติกที่ออกมาจาก วว.เป็นจุลินทรีย์ที่มั่นใจในคุณภาพได้่ ผู้จัดการศูนย์ ICPIM กล่าวว่า การทำงานของศูนย์ฯ ทุกขั้นตอนเริ่มตั้งแต่เลือกหาจุลินทรีย์ที่ดี ไม่อันตรายหรือก่อโรค และไม่ใช่จุลินทรีย์ที่ดื้อยา เพราะหากใช้จุลินทรีย์ที่ดื้อยา ก็มีความเสี่ยง รับยาปฎิชีวนะตัวเดิมไม่ได้อีก นอกจากนี้ จุลินทรีย์ที่ดื้อยายังอาจส่งพันธุกรรมไปยังจุลินทรีย์ที่ไม่ดื้อยา กลายเป็นจุลินทรีย์ที่ดื้อยาไปด้วย ประเด็นดื้อยาจึงมีความสำคัญมาก ปัจจุบันศึกษาของ ICPIM จึงลงลึกไปถึงจีโนมิกส์หรือโครงสร้างพันธุกรรมของจุลินทรีย์ว่า มีเชื้อดื้อยาหรือไม่

“โพรไบโอติกจะเป็นเชื้อเป็น เราต้องดูว่าตัวที่เลือก ผ่านระบบลำไส้ได้หรือไม่ โดยเฉพาะกระเพาะอาหาร ที่มีความเป็นกรดมีระบบย่อยที่รุนแรงมาก เชื้อส่วนใหญ่ตาย แต่ถ้าตัวไหนรอด อยู่ในกระเพาะได้นาน และหลังจากผ่านกระเพาะมาแล้ว สามารถเข้าไปเกาะผนังสำไส้ โดยเฉพาะลำไส้เล็กที่ยาวมาก มีถึง 3 ตอนได้ ถ้ายึดเกาะได้ ตัวนี้ก็จะผ่าน ดังนั้นการทดสอบคุณสมบัติจึงมีขั้นตอนที่ยากมาก เพราะหากจุลินทรีย์ตัวนั้นยึดเกาะผนังสำไส้ไม่ได้ ก็จะไม่เป็นโพรไบโอติก “
จะเห็นได้ว่า กว่าที่วว.จะได้จุลินทรีย์ที่ดี แต่ละตัวเป็นเรื่องที่ยากมาก ๆ เพราะจุลินทรีย์มีความไวต่อผลกระทบที่เป็นปัจจัยแวดล้อมต่างๆสูง สิ่งที่ต้องขบคิดต่อไปคือ หลังจากผลิตมาเป็นผลิตภัณฑ์วางขายในท้องตลาดแล้ว โพรไบโอติกดังกล่าว จะมีจุลินทรีย์ครบตามจำนวนที่ระบุในฉลากข้างกล่อง หรือไม่

ดร.ณัฐ อธิวิทวัส กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท อินโนบิก (เอเซีย) จำกัด กล่าวว่า โพรไบโอติก ที่วว.ร่วมพัฒนา กับอินโนบิก สามารถยืนยันคุณสมบัติและคุณภาพได้ และสามารถพัฒนาให้เป็นยาความเสี่ยงต่ำได้ เพราะนอกจาก มีการทดลองในสัตว์แล้ว ยังมีการวิทดลองในมนุษย์ ซึ่งแม้แต่ประเทศจีนเอง ทราบมาว่ายังแค่มีการทดลองในสัตว์เท่านั้น และเป็นที่รู้กันว่าจุลินทรีย์ มีความอ่อนไหว ต่อปัจจัยต่างๆสูง โพรไบโอติก จากต่างประเทศอาจจะทนกับอากาศร้อนบ้านเราไม่ได้ แต่เราเชื่อว่าจุลินทรีย์สายพันธุ์ไทยของเราทนกับอากาศหนาวได้แน่นอน
“สำหรับ โพรไบโอติกของอินโนบิก จะมีการสุ่มตรวจตลอดเวลา ว่าแต่ละแคปซูลมีจุลินทรีย์มากตรงตามจำนวนที่ อย.กำหนดหรือไม่ ซึ่งโพรไบโอติกของอินโนบิกจะมีอายุอยู่ได้ 2ปี โดยการผลิตล็อตแรกๆที่วางจำหน่าย เราเคยสุ่มตรวจแล้วพบว่าจุลินทรีย์ลดลง จึงเก็บออกจากตลาด และพบว่าปัญหาอยู่ที่บรรจุภัณฑ์ ทำให้ต้องเปลี่ยนจากขวดมาเป็นอลูมิเนียมฟรอยด์ นอกจากนี้ตัวเปลือกแคปซูลที่เราใช้ ก็เลือกชนิดที่ทำให้ตัวไพรโบโอติก สามารถผ่านกระเพาะอาหารไปเกาะผนังลำไส้ได้ “ดร.ณัฐ กล่าว

ข่าวที่เกี่ยวข้อง
'ตาลเดี่ยว-หญ้าเนเปียร์' พลังงานสะอาด ปฐมบทเดินหน้า'สระบุรีแซนด์บ็อกซ์'
ทุกปีกระบวนการผลิตปูนซีเมนต์ในไทยใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงหลักประมาณ 4-5 ล้านตัน แต่ละปีปลดปล่อยปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2 ) ไม่ต่ำกว่า 9-12 ล้านตัน CO2 การเปลี่ยนผ่านพลังงานฟอสซิลสู่การใช้เชื้อเพลิงชนิดอื่นทดแทนถ่านหิน
อึ้ง! นักไวรัสวิทยายกผลงานวิจัยไอร์แลนด์ชี้ 'อัลไซเมอร์' อาจเกิดจากจุลินทรีย์ที่อยู่ในลำไส้
ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา นักไวรัสวิทยา ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยนวัตกรรมสุขภาพสัตว์และการจัดการ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ(ไบโอเทค)
สสว. จับมือ วว. หนุนผู้ประกอบการไทยสู่ตลาดยุโรป จัดเสวนาเตรียมความพร้อมสู่มาตรฐานอียูสำหรับเอสเอ็มอีกลุ่มเครื่องสำอาง
สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ร่วมกับ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) จัดเสวนาเชิงปฏิบัติการหัวข้อ

