
จากกรณีศูนย์ข้อมูล DAMAC Digital Thailand (BKK 01) ย่านพระราม 9 ดาต้าเซ็นเตอร์ใจกลางกรุงเทพฯ ปล่อยน้ำเสียและตะกอนดินที่ปนเปื้อนน้ำมันบริเวณบ่อพักน้ำทิ้งภายในบริษัทและท่อระบายน้ำสาธารณะภายนอก มีความเสี่ยงไหลลงสู่คลองสามเสนใน สร้างความกังวลให้กับคนกรุง ขณะที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามการบำบัดและกำจัดน้ำมันปนเปื้อน ส่งผลกระทบต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อม ก่อให้เกิดการตรวจสอบและการตั้งคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ (บอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์) จนล่าสุดมีมติสั่งชะลอโครงการดาต้าเซ็นเตอร์รวม 166 โครงการ ซึ่งกระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพฯ ปริมณฑล และโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ทั้งที่มีอยู่แล้วและมีแผนจะสร้าง ในการประชุมนัดแรกเมื่อวันที่ 4 กันยายน 2569 เพื่อเร่งจัดระเบียบและวางเกณฑ์ควบคุมดาต้าเซ็นเตอร์ ไม่ว่าจะเป็นการใช้น้ำ ใช้ไฟ ที่ตั้ง ผังเมือง การสำรองน้ำมัน ไปจนถึงการจัดทำรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ( EIA )

ดาต้าเซ็นเตอร์ (DATA CENTER) ศูนย์กลางเก็บและประมวลผลข้อมูลดิจิทัล โดยมีเซิร์ฟเวอร์และคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่จำนวนมหาศาลทำงานตลอด 24 ชั่วโมง ประเทศไทยผลักดันนโยบาย”Thailand FastPass” ซึ่งมีการตั้งข้อสังเกตเป็นทางด่วนของภาคอุตสาหกรรม โดยหนึ่งในอุตสาหกรรมเป้าหมาย คือ ดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งพื้นที่ EEC เป็นเป้าหมายของนโยบายนี้
บริษัทต่างชาติเจ้าของดาต้าเซ็นเตอร์เล็งย้ายฐานมาที่ประเทศไทย เหตุผลใหญ่ๆ ไทยมีความมั่นคงทางพลังงานไฟฟ้าและน้ำ กระบวนการอนุญาตที่ยืดหยุ่น ขณะที่รัฐบาลหวังช่วยเพิ่มศักยภาพของเศรษฐกิจดิจิทัล และรองรับการเติบโตอุตสาหกรรมปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในอนาคต
จากการรวบรวมข้อมูลสาธารณะและที่ปรากฏในสื่อมวลชน รวมไปถึงหน่วยงานและบริษัทที่เกี่ยวข้องกับดาต้าเซ็นเตอร์ ของ JustPow พบว่า ในพื้นที่ EEC ครอบคลุม 3 จังหวัดคือ ระยอง ชลบุรี และฉะเชิงเทรา มีข้อมูลที่ปรากฏว่าเป็นดาต้าเซ็นเตอร์ 41 โครงการ แยกได้ดังนี้ ดาต้าเซ็นเตอร์ที่ดำเนินการแล้ว 9 โครงการ ดาต้าเซ็นเตอร์ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง 22 โครงการ ดาต้าเซ็นเตอร์ที่มีแผนจะสร้าง 10 โครงการ

หากแยกเป็นรายจังหวัดจะพบว่าดาต้าเซ็นเตอร์ในจังหวัดระยอง 15 โครงการ แบ่งเป็น ดำเนินการแล้ว 3 โครงการ อยู่ระหว่างการก่อสร้าง 8 โครงการ มีแผนจะสร้าง 4 โครงการ ดาต้าเซ็นเตอร์ในจังหวัดชลบุรี 23 โครงการ ดำเนินการแล้ว 6 โครงการ อยู่ระหว่างการก่อสร้าง 5 โครงการ มีแผนจะสร้าง 12 โครงการ จังหวัดฉะเชิงเทราอยู่ระหว่างการก่อสร้าง 2 โครงการ มีแผนจะสร้าง 1 โครงการ
เจ้าของบริษัทดาต้าเซ็นเตอร์ใน EEC เป็นสัญชาติสหรัฐ 8 โครงการ สิงคโปร์ 9 โครงการ ไทย 8 โครงการ จีน 4 โครงการ สิงคโปร์ + ไทย 4 โครงการ ญี่ปุ่น 4 โครงการ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ + ไทย 2 โครงการ สหราชอาณาจักร 1 โครงการ อินเดีย + ไทย 1 โครงการ
ในขณะที่ดาต้าเซ็นเตอร์ในกรุงเทพฯ ส่วนมากเป็นประเภท Colocation ที่ให้บริการรับฝากเซิร์ฟเวอร์ไว้กับ Internet Data Center หรือเป็นการเช่าเซิร์ฟเวอร์และฝากวางที่ดาต้าเซ็นเตอร์ เป็นบริการรับฝากเครื่องเซิร์ฟเวอร์ มีขนาดเล็กใช้ไฟฟ้าไม่กี่เมกะวัตต์ โดยส่วนใหญ่ตั้งอยู่บนอาคาร ซึ่งเพิ่งจะมีดาต้าเซ็นเตอร์ที่ขนาดกลางและขนาดใหญ่ที่มีพื้นที่เป็นของตัวเอง (Stand Alone) ไม่กี่แห่ง
แต่ในพื้นที่ EEC กลับพบว่า ดาต้าเซ็นเตอร์ส่วนใหญ่ โดยเฉพาะส่วนที่กำลังก่อสร้างเป็นดาต้าเซ็นเตอร์ประเภท Hyperscale ซึ่งเป็นศูนย์ข้อมูลคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่พิเศษที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อรองรับการประมวลผลและจัดเก็บข้อมูลปริมาณมหาศาล และสามารถขยายระบบได้อย่างไร้ขีดจำกัด เพื่อรองรับบริการคลาวด์ AI และบิ๊กดาต้าของบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก และใช้ไฟมหาศาล เช่น DayOne CTP1 ในจ.ชลบุรี มีขนาด 300 เมกะวัตต์ และจะขยายสู่ 1,000 เมกะวัตต์ ในอนาคต
การใช้ไฟจำนวนมหาศาลของดาต้าเซ็นเตอร์ จะนำมาซึ่งการจัดหากำลังการผลิตไฟฟ้าให้เพิ่มสูงขึ้นไปอีก ในร่างแผน PDP2026 กล่าวว่าความต้องการไฟฟ้าที่สูงขึ้นมาจากความต้องการใช้ไฟของดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งประเมินไว้ที่ 6,799-8,811 เมกะวัตต์ ขณะที่ กฟภ.กล่าวว่า จนถึงกันยายน 2569 มีดาต้าเซ็นเตอร์ทั้งประเทศกว่า 100 ราย ยื่นขอใช้ไฟกว่า 26,000 เมกะวัตต์ จะนำไปสู่การต้องสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะโรงไฟฟ้าก๊าซ ทั้งโรงที่อาจจะมีการต่อสัญญาเพื่อมารองรับการใช้ไฟของดาต้าเซ็นเตอร์ก่อนที่โรงไฟฟ้าก๊าซใหม่จากแผน PDP2026 จะเข้าระบบ ซึ่งในร่างแผน PDP2026 ในแผน 12 ปีแรก จะมีโรงไฟฟ้าก๊าซสูงถึง 9,100 เมกะวัตต์ เพราะดาต้าเซ็นเตอร์ในไทยยังไม่มีการกำหนดกฎเกณฑ์ให้ใช้เฉพาะไฟจากพลังงานหมุนเวียนโดยตรง
ส่วนการใช้น้ำนั้น จากการคำนวณพบว่า ดาต้าเซ็นเตอร์ใน EEC จำนวน 41 โครงการ มีปริมาณการใช้ไฟซึ่งสามารถนำมาคำนวณปริมาณการใช้น้ำได้ 26 โครงการ มีการใช้น้ำประมาณ 49.46 ล้าน ลบ.ม./ปี หรือเทียบเท่าการใช้น้ำของครัวเรือน 225,832 ครัวเรือน ตัวเลขนี้เป็นการคำนวณเบื้องต้นจากดาต้าเซ็นเตอร์ที่เปิดเผยปริมาณการใช้ไฟเท่านั้น ประเด็นน่าวิตกปริมาณน้ำในพื้นที่มีเพียงพอหรือไม่ ดาต้าเซ็นเตอร์จะแย่งใช้น้ำกับชุมชนในพื้นที่หรือเปล่า

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. กล่าวว่า กรุงเทพมหานครอยู่ระหว่างรวบรวมและตรวจสอบข้อมูล ดาต้าเซ็นเตอร์ ในพื้นที่กรุงเทพฯ ขณะนี้มีข้อมูลประมาณ 47 แห่ง จากการประสานกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงการตรวจสอบข้อมูลจากแหล่งข้อมูลสาธารณะ พร้อมมอบหมายสำนักงานเขตลงพื้นที่สำรวจการใช้งานและสภาพแวดล้อมโดยรอบ ทั้งด้านการใช้พลังงาน การจัดเก็บเชื้อเพลิงสำรอง ระบบไฟฟ้าสำรอง เสียง ความร้อน และเหตุเดือดร้อนรำคาญ
สำหรับ Data Center แบบ Standalone ที่ยื่นขออนุญาตกับ กทม. ระบุการใช้งานเป็น Data Center มีจำนวน 6 แห่ง ในจำนวนนี้ได้รับอนุญาตและเปิดดำเนินการแล้ว 3 แห่ง ส่วนอีก 3 แห่งอยู่ระหว่างการพิจารณา โดย กทม. ชะลอการพิจารณาไว้ เพื่อรอแนวทางที่ชัดเจนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ส่วนข้อมูลดาต้าเซ็นเตอร์ประมาณ 47 แห่งที่ กทม. รวบรวมได้เป็นระบบศูนย์ข้อมูลที่อยู่ภายในอาคารหรือสำนักงานทั่วไป ไม่ได้ยื่นขออนุญาตในลักษณะดาต้าเซ็นเตอร์โดยเฉพาะ กทม.จะนำข้อมูลจากการตรวจสอบมาประมวลผลจัดทำภาพรวมในพื้นที่กรุงเทพฯ และใช้ประกอบตามแนวทางที่บอร์ด Data Center จะกำหนดออกมาจากนี้อีก 1 เดือน
“ Data Center ในกรุงเทพฯ โดยทั่วไป ไม่ได้เป็นโครงการขนาดใหญ่ระดับ Hyper-scale มีขนาดการใช้ไฟฟ้าประมาณ 20 เมกะวัตต์ และอยู่ภายใต้ข้อกำหนดด้านปริมาณน้ำมันสำรอง ปัจจุบันกำหนดไว้ที่ 500,000 ลิตร ตามหลักเกณฑ์ที่มีมาตั้งแต่ปี 2547 โดยหน่วยงานด้านพลังงานเป็นผู้กำกับดูแล “ นายชัชชาติ กล่าว

ด้าน ศุภาภรณ์ มาลัยลอย ผู้จัดการมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ในประเทศไทยมีดาต้าเซ็นเตอร์จำนวนมาก ทั้งที่ดำเนินการแล้ว และมีโครงการของต่างประเทศที่มีแผนย้ายดาต้าเซ็นเตอร์มาในไทย รัฐบาลไม่สนใจความเสี่ยงด้านความปลอดภัย สิ่งแวดล้อม และสุขภาพ มองแต่โอกาสทางเศรษฐกิจ ทั้งที่ ดาต้าเซ็นเตอร์ ในต่างประเทศเกิดผลกระทบแล้วทั้งเรื่องของเสีย กาก และน้ำเสีย เป็นกิจการที่ถือว่ามีความเสี่ยงสูง ปัจจุบันดาต้าเซ็นเตอร์ถูกจัดเป็นอาคารโกดัง คลังสินค้าขนาดใหญ่ เข้าเกณฑ์การขออนุญาตตาม พรบ.ควบคุมอาคาร หมายความว่า กรุงเทพมหานคร หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทำหน้าที่กำกับดูแลใบอนุญาตก่อสร้างอาคาร
อีกส่วนด้วยลักษณะเป็นโครงข่ายโทรคมนาคม จะต้องไปขออนุญาตสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. เมื่อตีความโกดังคลังสินค้า กฎหมายผังเมืองไม่ได้ห้ามอาคารประเภทนี้ ในโซนสีต่างๆ เช่น พื้นที่ชุมชนหรือเมืองอนุญาตให้ตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ได้ ทำให้มีดาต้าเซ็นเตอร์ตั้งกลางชุมชนหรือใกล้ชุมชน เดิมผังเมืองไม่ได้คำนึงถึงกิจการประเภทนี้เอาไว้
“ กิจการดาต้าเซ็นเตอร์ใช้ไฟ ใช้น้ำมหาศาล ดาต้าเซ็นเตอร์ขออุญาตใช้ เหมือนเราสร้างอาคาร บ้านเรือน ก็ไปขออนุญาตใช้ไฟ แต่ว่าปริมาณการใช้น้ำ ใช้ไฟดาต้าเซ็นเตอร์นั้นปริมาณมาก เฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯ มีข้อมูลมากกว่า 40 แห่ง อยู่ภายในอาคารต่างๆ และพื้นที่อื่นๆ ที่ไม่ทราบข้อมูลที่ชัดเจนอีกจำนวนมาก คำถามคือ การอนุญาตใช้น้ำและใช้ไฟมีการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม กระทบผู้บริโภคมากน้อยเพียงใด “ ศุภาภรณ์ กล่าว

ผู้จัดการมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม กล่าวด้วยว่า ดาต้าเซ็นเตอร์ต้องมีการใช้ทรัพยากรจำนวนมหาศาล ทั้งน้ำและไฟ ที่ต้องใช้ในการดำเนินการดาต้าเซ็นเตอร์ตลอด 24 ชั่วโมง มีการประมวลผลข้อมูลดิจิทัล มีการใช้พลังงาน มีความร้อน และกรณีดาต้าเซ็นเตอร์ย่านพระราม9 มีการสำรองปริมาณน้ำมันจำนวนมาก หรือการสำรองเชื้อเพลิง มีความเสี่ยงด้านอุบัติภัยจากการเก็บสำรองเชื้อเพลิง ขาดแผนจัดการอุบติภัย อีกทั้งชุมชนใกล้ดาต้าเซ็นเตอร์ รู้หรือไม่ว่า บ้านตัวเองอยู่ติดกับดาต้าเซ็นเตอร์ เมื่อเป็นกิจการประเภทโกดังที่ไม่ต้องจัดทำรายงานอีเอไอก่อนก่อสร้าง จึงไม่ถูกประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมหรือ ไม่มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันมีการอุมัติโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ไปจำนวนมากแล้ว แม้มีมติให้ชะลอโครงการ แต่ตนเห็นว่าควรหยุดการขออนุญาตอาคารศูนย์ข้อมูลดาต้าเซ็นเตอร์อาคารใหม่ๆ เอาไว้ก่อน ทบทวนมาตรการป้องกันและกฎหมายที่ไทยควรมีให้เพียงพอในการกำกับดูแลและป้องกันผลกระทบ ประชาชนในพื้นที่ต้องมีส่วนร่วม อีกทั้งมีข้อมูลปริมาณใช้น้ำแต่ละวัน แต่ละเดือน และแหล่งน้ำที่ส่งให้กับดาต้าเซ็นเตอร์มาจากแหล่งใด จะส่งผลให้เกิดการขาดแคลนน้ำในภาพรวมหรือไม่ เช่นเดียวกับการใช้ไฟ ต้องออกระเบียบกฎหมายให้ชัดเจน เห็นว่า ดาต้าเซ็นเตอร์ควรเป็นกิจการที่อยู่ในกำกับดูแลกรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม ต้องแก้ไขพ.ร.บ.โรงงาน ให้ครอบคลุมดาต้าเซ็นเตอร์ เพราะมีเรื่องอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และการจัดการอุปกรณ์อิเล็กทรอิกส์ที่หมดอายุการใช้งานแล้ว แผนจัดการต้องครบวงจร ผลกระทบโดยภาพรวมหากมีดาต้าเซ็นเตอร์เพิ่มจำนวนมาก จะส่งผลต่อการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และเป้าหมายการไปสู่ Net Zero ของประเทศไทย เรียกร้องให้บอร์ด Data Center ออกมาตรการที่รอบด้านก่อนจะเกิดวิกฤตมลพิษสิ่งแวดล้อมจากกิจการลักษณะนี้อีก

ข่าวที่เกี่ยวข้อง
เอาแล้ว! ชาวบ้านบ้านฉางรวมตัวค้าน Data Center ถามชัด 'ประชาชนได้อะไร'
ชาวบ้านบ้านฉางรวมตัวแสดงจุดยืนไม่เอา Data Center ห่วงใช้น้ำ-ไฟฟ้า กระทบสิ่งแวดล้อมและชุมชน ยื่นหนังสือถามการจ้างงาน-ความ
กทม. ฝนฟ้าคะนอง 70% ตกหนักบางพื้นที่ เปิด 5 จุด ปริมาณฝนสูงสุด
กรุงเทพมหานคร (กทม.) รายงานงานว่า กรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง อุณหภูมิต่ำสุด 24-25 องศาเซลเซียส
'สุรเดช' จี้นายกฯ สางดาต้าเซนเตอร์กลางกรุง ชงย้าย 2 บริษัทไป EEC
นายสุรเดช ยะสวัสดิ์ นักการเมืองอิสระ อดีตสมาชิกวุฒิสภา อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และอดีตรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงแนวทางแก้ไขปัญหาการประกอบกิจการดาต้าเซนเตอร์ หลังพบบางแห่งตั้
กันยาเดือด! 'สนธิ' นำม็อบลงถนน กกต. เติมเชื้อ 'ฮั้ว สว.' ผสมศาลชี้คดีบาร์โค้ด
กันยาสะสมอารมณ์เดือด ปชช.เริ่มลงถนน 7 ก.ย. 'สนธิ' ไล่ทุนเทาทวงประเทศคืน หวั่น 14 ก.ย. กกต. เติมเชื้อ 'ฮั้ว สว.' ผสมศาล รธน.ชี้ชะตาบัตรเลือกตั้ง 28 ก.ย. ขณะที่ดาต้าเซ็นเตอร์ภัยวายวอด
“รมว.สุชาติ” สั่ง คพ. ลุยลงพื้นที่พระราม 9 อีกครั้ง! เร่งจัดการน้ำ–ตะกอนปนเปื้อนน้ำมัน Data Center กำชับสกัดไหลลงคลองสามเสนใน ฟื้นฟูพื้นที่คืนสู่ภาวะปกติ
นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สั่งการกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) ลงพื้นที่ติดตามและเร่งแก้ไขปัญหาน้ำเสียและตะกอนดินปนเปื้อนน้ำมัน บริเวณศูนย์ข้อมูล DAMAC Digital Thailand (BKK 01) ย่านพระราม 9 อีกครั้ง หลังพบการปนเปื้อนบริเวณบ่อพักน้ำทิ้งภายในศูนย์ข้อมูลฯ

