เกาะกระแสน้ำท่วม สภาผู้บริโภค จวกผังเมืองนายทุนรุกที่รับน้ำ ยิ่งร่างกม.ใหม่จะเอื้อมากขึ้น

สภาผู้บริโภคเตือนกรุงเทพฯ เสี่ยงจมน้ำเพิ่ม ทั้งน้ำเหนือ น้ำเขื่อน ฝนสะสม และน้ำทะเลหนุน ขณะที่ร่างผังเมืองรวมกรุงเทพฯใหม่ ฉบับนายทุน ลดพื้นที่รับน้ำชัดเจน ทั้งฝั่งตะวันออก – ตะวันตก เพิ่มพื้นที่ให้บ้านจัดสรร คอนโดฯ ขึ้น เตรียมรณรงค์คนกรุงเทพฯ รู้เท่าทันร่างผังเมืองก่อนหมดเวลายื่นคำร้อง 9 พฤศจิกายนนี้

สถานการณ์น้ำในลุ่มเจ้าพระยากำลังเป็นอีกบททดสอบสำคัญของกรุงเทพมหานคร เมื่อปริมาณน้ำจากตอนบนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยกรมชลประทานรายงานว่า วันที่ 26 กันยายน 2569 ปริมาณน้ำที่สถานี C.2 นครสวรรค์เพิ่มเป็น 1,827 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และเขื่อนเจ้าพระยาระบายน้ำ 1,850 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ก่อนเพิ่มการระบายเป็น 1,950 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีในวันที่ 27 กันยายน เพื่อรองรับน้ำเหนือที่เพิ่มขึ้น ขณะที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลต้องเฝ้าระวังจาก 3 ปัจจัยเสี่ยง ทั้งน้ำเดิมที่ท่วมรอการระบาย น้ำเหนือที่ระบายหลากลงมา รวมถึงน้ำทะเลที่กำลังหนุนย้อนดันกลับมา ทำกรุงเทพฯ เสี่ยงจมน้ำอีกระลอก

นายก้องศักดิ์ สหะศักดิ์มนตรี อนุกรรมการด้านอสังหาริมทรัพย์และที่อยู่อาศัย สภาผู้บริโภค มองว่า สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าสถานการณ์น้ำในระยะสั้น คือ ทิศทางการพัฒนาเมืองตามร่างผังเมืองรวมกรุงเทพมหานครฉบับใหม่ ซึ่งอาจทำให้ความสามารถในการรองรับน้ำของกรุงเทพฯ ลดลงในระยะยาว

“ถ้าเทียบกับผังเมืองรวม กทม. ฉบับปัจจุบันปี 2556 จะเห็นว่า ฝั่งตะวันตกมี “พื้นที่สีเขียวลายทแยง” ซึ่งเป็นที่ี่ดินประเภทอนุรักษ์ชนบทและเกษตรกรรม ที่ใช้เป็นพื้นที่รับน้ำ และทำหน้าที่เหมือนแก้มลิง แต่ในร่างผังเมืองฯ ฉบับใหม่ที่กำลังถูกคัดค้านอยู่ในขณะนี้ พื้นที่ลักษณะนี้ทางฝั่งตะวันตกกลับหายไปทั้งหมด และถูกแทนที่ด้วยพื้นที่สีเหลือง สีส้ม ที่เปิดโอกาสให้มีการสร้างที่อยู่อาศัยประเภทหมู่บ้านจัดสรรและคอนโดฯ เพิ่มขึ้น คำถามคือ ถ้าวันหนึ่งน้ำเหนือ น้ำฝน และน้ำทะเลหนุนมาบรรจบพร้อมกัน กรุงเทพฯ จะเอาพื้นที่ตรงไหนรับน้ำ” นายก้องศักดิ์ ระบุ

นายก้องศักดิ์ กล่าวว่า ความกังวลไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะฝั่งตะวันตก แต่ตามร่างผังเมืองฯ ฉบับใหม่ พื้นที่ฝั่งตะวันออกซึ่งเป็นพื้นที่สำคัญในการรองรับและระบายน้ำของกรุงเทพฯ ก็ถูกลดพื้นที่ส่วนที่เป็น “สีเขียวลายทะแยง” หรือพื้นที่รับน้ำลงเช่นกัน โดยเฉพาะบริเวณหนองจอก มีนบุรี คันนายาว สายไหม และลาดกระบัง โดยพื้นที่เปิดโล่งและพื้นที่รับน้ำเดิม รวมถึง “โครงการแก้มลิง” จำนวนมาก ถูกยกเลิก และปรับเปลี่ยนไปใช้ในการพัฒนาเป็นที่อยู่อาศัยที่มีความหนาแน่นมากขึ้น ทั้งที่เป็นพื้นที่ลุ่มต่ำ และเป็นจุดเสี่ยงต่อภาวะน้ำท่วม ส่งผลให้ต้องเกิดภาระที่ต้องลงทุนจัดสรรงบประมาณจำนวนมหาศาลไปที่ เรื่อง ระบบระบายน้ำ ทั้งการขุดตัด ขยายคูคลอง วางแนวอุโมงค์ระบายน้ำยักษ์ และ เพิ่มจำนวนเครื่องสูบน้ำมากขึ้นเรื่อย ๆ ที่ช่วยได้แค่บรรเทาภาวะน้ำท่วม และยังแสดงให้เห็นชัดว่าแก้ไขไม่ได้ เอาไม่อยู่เมื่อเจอปริมาณน้ำจำนวนมาก ๆ สร้างปัญหาเกิดความเสียหายมากขึ้นไปอีก จากเหตุการณ์น้ำท่วมกรุงเทพฯ ที่เกิดขึ้นเพิ่งเกิดขึ้นมา ที่ย้ำให้เห็นเป็นหลักฐานตอกย้ำถึงการวางผังเมืองที่ผิด

“เรากำลังเห็นพื้นที่โล่ง ที่ว่าง พื้นดินที่ให้น้ำซึมผ่าน และพื้นที่รับน้ำ ค่อย ๆ หายไป เอาพื้นที่ไปสร้างเป็นบ้าน เป็นอาคาร เพื่ออยู่อาศัย เพื่อขายหาประโยชน์ค้ากำไรกัน แล้วหวังว่าจะทดแทนการรับและระบายน้ำได้ด้วยการขุดขยายคูคลอง สร้างอุโมงค์น้ำยักษ์ และระบบปั๊มสูบ เพื่อระบายน้ำออกไปได้ทัน แต่วันนี้สถานการณ์น้ำกำลังบอกเราแล้วว่า ระบบระบายน้ำมีข้อจำกัด ถ้ายิ่งทำให้ “พื้นที่ที่เคยรับน้ำ” หายไปอีก ความเสียหายวันข้างหน้าจะหนักขึ้น นี่คือ สิ่งที่ประชาชนต้องรู้ก่อนที่จะปล่อยให้ผังเมืองฉบับนี้ ที่ได้ประโยชน์ต่อคนบางกลุ่ม แต่จะสร้างความเสียหายต่อคนจำนวนมาก ผ่านไป” นายก้องศักดิ์ ระบุ

 ความกังวลดังกล่าวสอดคล้องกับการวิเคราะห์สถานการณ์น้ำล่าสุดของ ดร.สิตางศุ์ พิลัยหล้า ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการน้ำ ซึ่งเตือนว่า กรุงเทพฯ ต้องเร่งระบายน้ำในช่วงที่ระดับทะเลเอื้ออำนวย เพราะน้ำเหนือกำลังทยอยลงมา ขณะที่ช่วงปลายเดือนกันยายนถึงต้นเดือนตุลาคมมีความเสี่ยงจากน้ำทะเลหนุนกลับเข้ามาสมทบ หากน้ำในระบบเดิมยังระบายออกไม่ทัน การระบายน้ำจากกรุงเทพฯ จะทำได้ยากขึ้น

ข้อมูลของกรมชลประทานยืนยันภาพน้ำเหนือที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน โดยเมื่อวันที่ 23 กันยายน คาดการณ์ว่าปริมาณน้ำที่ C.2 นครสวรรค์อาจเพิ่มถึงประมาณ 1,800 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ก่อนตัวเลขจริงวันที่ 26 กันยายนขึ้นไปอยู่ที่ 1,827 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ขณะที่การระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยาถูกทยอยเพิ่มตามสถานการณ์

 ดร.สิตางศุ์ยังเตือนถึงความสำคัญของการบริหารเขื่อนตามหลักวิศวกรรม โดยเฉพาะเขื่อนที่มีปริมาณน้ำสูง ไม่ควรชะลอการระบายเพียงเพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบระยะสั้น เพราะอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อความมั่นคงของเขื่อน ขณะเดียวกัน กรุงเทพมหานครจำเป็นต้องใช้ช่วงเวลาที่น้ำทะเลลดเร่งพร่องน้ำในคลองและระบบระบายน้ำ เพื่อเตรียมพื้นที่รองรับทั้งฝนและน้ำเหนือระลอกใหม่

ขณะที่ 2569 ในร่างผังเมืองรวมกรุงเทพฯ ปรับปรุงครั้งที่ 4 มีการยกเลิก “พื้นที่พักน้ำเพื่อป้องกันน้ำท่วม” อีก 5 แห่ง ที่กทม. ระบุชื่อไว้ชัดเจนว่า ได้แก่ บึงหมู่บ้านชวนชื่น บางเขน บึงหมู่บ้านมณียา บึงสวนสยาม บึงหมู่บ้านชวนชื่นพาร์ควิลล์ บึงหมู่บ้านเคซีเลควิว รวมทั้งแก้มลิงฝั่งตะวันออก – คู้บอน ที่ถูกยกเลิกไปจากผังเมืองกทม.แล้ว

สำหรับปัญหาสำคัญของการพัฒนาเมืองในช่วงที่ผ่านมา นายก้องศักดิ์ตั้งข้อสังเกตว่า การเพิ่มความหนาแน่นของสิ่งปลูกสร้าง ขณะที่บึง คลอง พื้นที่โล่ง และพื้นที่รองรับน้ำกลับลดลง เมื่อเกิดฝนตกหนัก เมืองจึงต้องพึ่งพาระบบระบายน้ำเชิงวิศวกรรมมากขึ้นเรื่อย ๆ

“เมืองที่เต็มไปด้วยคอนกรีต บึงถูกถม คลองลดลง พื้นที่รับน้ำลดลง แต่เรากลับฝากความหวังทั้งหมดไว้กับอุโมงค์และเครื่องสูบน้ำ คำถามง่าย ๆ คือ ถ้าน้ำมาพร้อมกันทั้งน้ำเหนือ ฝน และน้ำทะเลหนุน ระบบเหล่านี้จะระบายทันหรือไม่ ซึ่งเราคงได้คำตอบกันแล้วจากชีวิตจริง สิ่งที่ต้องประสบ และร่วมเผชิญกันมาในรอบหลายวันมานี้” นายก้องศักดิ์ กล่าวทั้งนี้ นายก้องศักดิ์ มองว่า สถานการณ์น้ำที่เกิดขึ้นควรถูกใช้เป็น “สัญญาณเตือน” ก่อนตัดสินใจเรื่องร่างผังเมืองฯ เพราะการกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดินไม่ใช่เพียงเรื่องว่าบริเวณใดสร้างบ้านหรืออาคารได้ แต่หมายถึงการกำหนดว่าในอีกหลายสิบปีข้างหน้า กรุงเทพมหานครจะเหลือพื้นที่สำหรับรองรับน้ำมากน้อยเพียงใด

ขณะนี้ร่างผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร (ปรับปรุงครั้งที่ 4) ยังอยู่ในกระบวนขั้นตอนการปิดประกาศ 90 วัน ตั้งแต่วันที่ 10 สิงหาคม – 9 พฤศจิกายน 2569 โดยผู้มีส่วนได้เสียมีสิทธิยื่นคำร้องขอแก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือยกเลิกข้อกำหนดตามมาตรา 30 แห่ง พ.ร.บ.การผังเมือง พ.ศ. 2562

อย่างไรก็ตาม นายก้องศักดิ์กล่าวว่า ปัญหาใหญ่คือประชาชนจำนวนมากยังไม่ทราบว่าการเปลี่ยนแปลงในร่างผังเมืองจะส่งผลต่อชีวิตของตนเองอย่างไร ทั้งเรื่องน้ำท่วม การจราจร ความหนาแน่นของอาคารดาต้า เซนเตอร์ (Data Center) สถานบริการ อาคารที่อาจไม่เป็นไปตามกฎหมาย ตลอดจนคุณภาพชีวิตของชุมชน

“คนส่วนใหญ่ยังไม่รู้ว่าผังเมืองฉบับนี้เกี่ยวอะไรกับชีวิตเขา เพราะสิ่งที่อยู่ในแผนที่และข้อกำหนดไม่ได้ถูกอธิบายออกมาให้เห็นง่าย ๆ ว่า ถ้าเปลี่ยนสีตรงนี้ ถ้าเพิ่มความหนาแน่นตรงนั้น หรือถ้าพื้นที่รับน้ำลดลง สุดท้ายใครเป็นคนรับผลกระทบ” นายก้องศักดิ์ กล่าว

อนุกรรมการด้านอสังหาริมทรัพย์และที่อยู่อาศัย ของสภาผู้บริโภค จึงเตรียมผลักดันการสื่อสารและรณรงค์ให้ประชาชนได้ รับรู้ เข้าถึง และเข้าใจ ถึงเนื้อหา ข้อมูลของร่างผังเมืองมากขึ้น โดยการเชื่อมโยงให้เห็นว่า ปัญหาที่ดูเหมือนแยกจากกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง น้ำท่วม การลดลงของพื้นที่รับน้ำ อาคารสูงผิดกฎหมายกว่า 100 โครงการ การปล่อยให้เกิดอาคารประเภทดาต้า เซนเตอร์ และ สถานบริการผิดกฎหมาย รวมถึงการเพิ่มความหนาแน่นของเมืองด้วยอาคารหลากประเภท หลายขนาด ที่สามารถแทรกสร้างประชิดกันได้มากขึ้น จนรบกวนกันเองในที่สุด ล้วนเกี่ยวข้องกับการกำหนดอนาคตของกรุงเทพฯ ผ่านผังเมือง

 “เราไม่ต้องการให้ประชาชนรู้ตัวอีกทีเมื่ออาคารขึ้นแล้ว บึงหายแล้ว หรือ เมื่อน้ำเข้าบ้านแล้ว ผังเมืองกทม.ต้องเป็นเรื่องของคนกรุงเทพฯ ทุกคน ไม่ใช่เรื่องของนายทุน เจ้าของที่ดิน หรือผู้ประกอบการรายใหญ่เท่านั้น ก่อนถึงกำหนดวันสุดท้าย ในการยื่นคำร้องขอแก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือยกเลิกข้อกำหนด ตามขั้นตอนการปิดประกาศผัง 90 วัน วันที่ 9 พฤศจิกายน 2569นี้ ประชาชนควรต้องได้รู้ว่าผังนี้กำลังจะเปลี่ยนอะไร ส่งผลกระทบอะไรต่อใครบ้าง และ มีสิทธิส่งเสียงต่ออนาคตของเมืองที่ตัวเองต้องอยไดู้่ทางช่องทางใดบ้าง”

ทั้งนี้ สภาผู้บริโภคเห็นว่า การทบทวนร่างผังเมืองจึงไม่ควรพิจารณา และนำเสนอแค่เพียงศักยภาพทางเศรษฐกิจหรือมูลค่าการพัฒนาที่ดิน แต่ต้องแจ้งบอกถึงเรื่องผลกระทบที่จะเกิดขึ้น และนำเรื่องความสามารถในการรับมือภัยพิบัติ ที่สัมพันธ์กับบริบทของแต่ละพื้นที่ รวมถึงผลกระทบต่อชุมชน และต้นทุนที่ประชาชนต้องแบกรับในระยะยาว มาเป็นเงื่อนไขสำคัญในการพิจารณาและจัดทำขึ้นเป็นผังเมืองที่ใช้ร่วมกัน เพื่อไม่ให้การพัฒนาเมืองในวันนี้กลายเป็นการเพิ่มความเสี่ยงให้คนกรุงเทพฯ ในอนาคต

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

มท.-กทม. ตั้งวอร์รูมช่วยน้ำท่วมแฟลตคลองจั่น ส่งครัวสนามผลิตข้าววันละ 1 หมื่นกล่อง

"มหาดไทย-กทม." ตั้งวอร์รูมสู้ภัยน้ำท่วมแฟลตคลองจั่น ช่วย 2 หมื่นชีวิต สั่งเร่งอพยพคน-ส่งครัวสนามผลิตข้าวให้ได้ 1 หมื่นกล่อง/วัน ย้ำสถานการณ์น้ำดีขึ้นตามลำดับ หากฝนไม่วนกลับมา

เตรียมงบกลาง 2,000 ล้าน ชาว กทม. มีสิทธิรับเยียวยาน้ำท่วม 9,000 บาท ยึดมาตรฐานเดียวทั้งประเทศ

นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี  เปิดเผยภายหลังประชุมคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งในพื้นที่ภาคกลาง ที่มีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เป็นประธาน ว่า สำหรับเกณฑ์เยียวยาพี่น้องกรุงเทพมหานคร

เปิดขั้นตอนผู้ประสบภัยน้ำท่วม กทม. ขอรับเงินช่วยเหลือ ต้องทำอย่างไร

กทม.เปิดขั้นตอนแจ้งความเสียหายและขอรับความช่วยเหลือ หลังประกาศพื้นที่ประสบสาธารณภัยครอบคลุมทั้ง 50 เขต แนะผู้ได้รับผลกระทบเตรียมเอกสาร-เก็บภาพความเสียหายเป็นหลักฐาน พร้อมเปิดหลักเกณฑ์และอัตราช่วยเหลือแต่ละกรณี