ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ 'IMF-World Bank'ขีดเส้นใต้ ไทยต้องเปลี่ยนผ่านพลังงาน

ในการประชุมประจำปี ของสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศและธนาคารโลก หรือ IMF-World Bank Annual Meetings 2026  ที่มีขึ้นระหว่างวันที่  12-18 ตุลาคม 2569 โดยมีประเทศไทยเป็นเจ้าภาพการประชุม เป็นธรรมเนียมที่จะมีออกบทวิเคราะห์คาดการณ์เศรษฐกิจ ชี้ข้อดีของเสียของประเทศสมาชิก  ในหัวข้อ Press Briefing: Asia and Pacific Department  เพื่อเผยแพร่รายงานแนวโน้มเศรษฐกิจภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก Regional Economic Outlook โดยเฉพาะปัญหาด้านราคาพลังงานยังเป็นความเสี่ยงของภูมิภาคนี้ รวมทั้งประเทศไทย ก็อยู่ในกลุ่มความเสี่ยงนี้ด้วยเช่นกัน

สัญญาณเตือนจากองค์กรด้านการเงินระดับโลกนี้ เป็นสิ่งที่มองข้ามไม่ได้ เพราะพลังงานเปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ ในทุกการขับเคลื่อนกิจกรรมมนุษย์  ซึ่งในประเทศไทย แม้จะมีเจตนารมณ์ขยับเขยื้อน มุ่งไปสู่การเปลี่ยนผ่านพลังงาน ไปที่ทิศทางการลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล  และหันไปให้ความสำคัญกับพลังงานทางเลือกมากขึ้น โดยเฉพาะการสนับสนุนให้ประชาชนติดโซลาร์เซลล์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการใช้เงินกู้  4แสนล้านบาท นับว่าเป็นรูปธรรมมากที่้สุด ในเวลานี้ แต่ก็ยังเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเล็กๆ เท่านั้น

คำถามคือ การ จะทำให้ประเทศไทยเกิดการเปลี่ยนผ่านพลังงานได้นั้น ต้องมีปัจจัยอะไร กรอบทิศทางควรไปทางไหน จึงต้องมาฟังความเห็นของนักวิชาการ และนักรณรงค์ด้านพลังงาน จากกรีนพีซ ประเทศไทย  

ลดพึ่งพาพลังงานนำเข้า เร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด
               

ดร.สนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ กล่าวว่า ปัญหาราคาพลังงานที่ผันผวนสะท้อนข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทย ซึ่งยังต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศ ทั้งน้ำมันราคาแพง และถ่านหินสำหรับผลิตไฟฟ้าจากอินโดนีเซียหรือออสเตรเลีย ซึ่งทำให้ดุลการค้าขาดดุลและสร้างมลพิษในประเทศ เมื่อราคาพลังงานในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลต่อต้นทุนการผลิต ภาระค่าครองชีพของประชาชน และดุลการค้าของประเทศ

ทางออกระยะยาวต้องเร่งกระจายแหล่งพลังงาน ลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล และเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาด โดยใช้ประโยชน์จากศักยภาพของประเทศไทย ทั้งพลังงานแสงอาทิตย์  ประเทศไทยอยู่ในเขต ร้อนควรส่งเสริมเทคโนโลยีการเก็บพลังงานแสงอาทิตย์และการพัฒนาแบตเตอรี่เพื่อเก็บไฟฟ้าไว้ใช้ในเวลากลางคืน พลังงานลม ใช้ประโยชน์จากพื้นที่ภูเขาหรือจังหวัดที่มีลมพัดแรง เช่น นครราชสีมา  และพลังงานจากน้ำใต้ดินหรือน้ำในคลอง แม่น้ำ เช่น ลำตะคอง หรือแม่น้ำเจ้าพระยา  มาปั่นไฟใช้ในท้องถิ่น  ควบคู่กับการพัฒนาเทคโนโลยีกักเก็บพลังงานและแบตเตอรี่ เพื่อให้สามารถนำไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนมาใช้ได้อย่างต่อเนื่อง แม้ในช่วงที่ไม่มีแสงแดดหรือลมอ่อนกำลัง

ขณะเดียวกันไทยได้ไปให้พันธสัญญาในการประชุม COP 30 ที่ตุรกี โดยตั้งเป้าลดการใช้พลังงานฟอสซิลลง 40–45% เพื่อมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี ค.ศ. 2050 เป้าหมายนี้จะต้องถูกบรรจุไว้อย่างชัดเจนในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 (พ.ศ. 2571 – 2575)  เพื่อให้สอดคล้องกับการรายงานในเวทีโลก

ดังนั้น  รัฐบาลจึงต้องกำหนดทิศทางการเปลี่ยนผ่านพลังงานให้ชัดเจนในแผนพลังงานชาติ ทั้งเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และมาตรการสนับสนุนภาคธุรกิจและประชาชนให้เข้าถึงพลังงานสะอาดได้ในราคาที่เหมาะสม การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวไม่ควรเป็นเพียงการตอบสนองต่อพันธกรณีระหว่างประเทศ แต่ต้องเป็นยุทธศาสตร์เพิ่มความมั่นคงทางพลังงาน ลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาตลาดโลก และสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

 เอไอ-ดาต้าเซ็นเตอร์ ต้องโตควบคู่ความมั่นคงทรัพยากร

 ดร.สนธิ กล่าวว่า การดึงดูดการลงทุนด้านเทคโนโลยี AI และ Data Center ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัลเป็นเรื่องที่ดี แต่ต้องประเมินศักยภาพและความพร้อมในการรองรับของประเทศทั้งระบบไฟฟ้า แหล่งน้ำ ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ตลอดจนความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์อย่างรอบด้าน Data Center ต้องใช้ไฟฟ้าปริมาณมาก และบางระบบต้องใช้น้ำเพื่อระบายความร้อน หากไม่มีการวางแผนรองรับที่เหมาะสม อาจเพิ่มแรงกดดันต่อทรัพยากรที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของประชาชนและภาคเกษตรกรรม โดยเฉพาะในช่วงที่ประเทศเผชิญภัยแล้งหรือขาดแคลนน้ำ

โดยเฉพาะในพื้นที่ EEC รัฐควรแยกการใช้ทรัพยากรน้ำอย่างชัดเจนระหว่างน้ำเพื่อการเกษตร อุปโภคบริโภค กับน้ำเพื่ออุตสาหกรรม รวมถึงจัดหาแหล่งน้ำใหม่รองรับอุตสาหกรรมดังกล่าว  พร้อมกำหนดเงื่อนไขการลงทุนที่ส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดและการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร ผลักดัน Data Center สีเขียว หรือ Green Data Center ที่พ่วงการใช้พลังงานสะอาด เช่น พลังงานแสงอาทิตย์หรือโรงไฟฟ้าพลังงานสะอาด

นอกจากนี้ การขยายตัวของ AI และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลยังทำให้ประเด็นความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์มีความสำคัญมากขึ้น ไทยจำเป็นต้องมีมาตรการคุ้มครองข้อมูลและระบบสำคัญของประเทศ ลดความเสี่ยงจากการโจมตีทางไซเบอร์ และพัฒนาบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญรองรับเทคโนโลยีดังกล่าว การดึงดูดการลงทุนต้องสร้างสมดุล เพื่อไม่ให้การเติบโตของอุตสาหกรรมใหม่กลายเป็นภาระด้านพลังงาน น้ำ และสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

โลกร้อน-เอลนีโญ บททดสอบการคลังเชิงป้องกัน

 ดร.สนธิ กล่าวว่า สภาวะเอลนีโญทำให้เกิดความร้อนแล้ง รุนแรง ส่งผลกระทบต่อปริมาณน้ำและการเกษตร ตอนนี้อินโดนีเซียเกิดไฟป่ารุนแรง สร้างปัญหาฝุ่น PM2.5 ส่วนไทยเอง แม้ขณะนี้เผชิญปัญหาน้ำท่วมรุนแรง เสียหายวงกว้าง ภาครัฐเร่งระบายน้ำอุทกภัย   แต่เมื่อฝนหายไป น้ำแห้ง จะไม่มีน้ำใช้   คาดการณ์ว่า ช่วงเดือนเมษายนปีหน้า อาจเกิดภาวะ “ซูเปอร์เอลนีโญ” ที่มีความร้อนสูงมาก น้ำน้อย    
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นความเสี่ยงที่ส่งผลโดยตรงต่อเศรษฐกิจไทย ทั้งภัยแล้ง น้ำท่วม ความเสียหายต่อผลผลิตทางการเกษตร และความผันผวนของรายได้ประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเกษตรกรและผู้มีรายได้น้อยที่มีข้อจำกัดในการรับมือกับความเสียหาย เมื่อภัยพิบัติเกิดขึ้น รัฐต้องใช้งบประมาณจำนวนมากเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ ฟื้นฟูพื้นที่ และซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐาน  เป็นภาระการคลัง

“ 1 ตุลาคม2569ที่ผ่านมา ประกันภัยพิบัติแห่งชาติ เริ่มคุ้มครองแล้ว น้ำท่วม วาตภัย แผ่นดินไหว ครอบคลุม 30 ล้านหลังคาเรือน วงเงิน 1.55 หมื่นล้านบาท เป็นการหว่านแห เมื่อเกิดภัยพิบัติได้เงินเลย แต่นโยบายการคลังควรปรับจากการจัดสรรงบประมาณเพื่อเยียวยาหลังเกิดเหตุ ไปสู่การลงทุนเชิงป้องกันมากขึ้นเพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานป้องกันภัยแล้งและน้ำท่วมมากกว่าเยียวยาปลายเหตุ   ไม่ว่าจะเป็นระบบบริหารจัดการน้ำ โครงสร้างพื้นฐานรับมือภัยแล้งและน้ำท่วม ระบบเตือนภัยล่วงหน้า ตลอดจนการพัฒนาฐานข้อมูลแผนที่ความเสี่ยง และวางแผนรับมือภัยพิบัติ ตอนนี้แผนที่ความเสี่ยงยังไม่ชัดเจน ทุกหน่วยงานต้องร่วมมือกัน เจาะถึงระดับตำบล  จะช่วยลดความเสียหายได้จริง ลดภาระงบประมาณในระยะยาว

การคลังยั่งยืนปกป้องเศรษฐกิจ-ประชาชน

ดร.สนธิ กล่าวว่า ประเทศไทยเติบโตต่ำสุด แต่เราเอางบประมาณไปใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่ายไปหรือไม่ เงินที่กู้มารัฐต้องดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศเข้ามา ผูกกับเงื่อนไขการจ้างงาน และการทำโครงการขนาดใหญ่ เพื่อสร้างรายได้ให้คนในประเทศ   ขณะเดียวกันการพัฒนาคนต้องเป็นส่วนหนึ่งยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ โดยมหาวิทยาลัยและสถาบันการศึกษาต้องปรับหลักสูตรให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานในอนาคต ทั้ง AI, Big Data  เทคโนโลยียานยนต์สมัยใหม่ ไปจนถึง ภัยพิบัติ เพื่อป้อนแรงงานเข้าสู่ตลาดที่เปลี่ยนไป    นโยบายการคลังที่ยั่งยืน ต้องใช้จ่ายงบประมาณคำนึงถึงมิติทางเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และประชาชน 4 มิติ นำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน

รับวิกฤตอนาคต ต้องวางแผนก่อนความเสียหายเกิด

 ดร.สนธิ กล่าวว่า ทิศทางเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไปต้องเดินหน้าอย่างสมดุล ทั้งการสร้างความมั่นคงทางพลังงาน การใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีโดยไม่ละเลยข้อจำกัดด้านทรัพยากร การเตรียมพร้อมต่อภัยพิบัติ และการพัฒนาคนให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง       หัวใจสำคัญ คือ การใช้นโยบายการคลังเป็นเครื่องมือสร้างภูมิคุ้มกันให้ประเทศ ไม่ใช่เพียงเครื่องมือกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น  ต้องจัดลำดับความสำคัญของงบประมาณให้สอดคล้องกับความเสี่ยงในอนาคต เปิดเผยข้อมูล และคุ้มครองประชาชนกลุ่มเปราะบางจากผลกระทบที่เกิดขึ้น

 ” เพราะความยั่งยืนทางการคลังไม่ได้หมายถึงการรักษาวินัยการคลังอย่างเดียว แต่ต้องทำให้ประเทศมีทรัพยากรเพียงพอสำหรับรับมือวิกฤตในอนาคตอย่างเป็นระบบ  ลดความเสียหายก่อนเกิดเหตุ และรักษาคุณภาพชีวิตของประชาชนไปพร้อมกับการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างมั่นคงในระยะยาว”ดร.สนธิ กล่าว

กรีนพีซไทย มองไทยเปลี่ยนผ่านพลังงานทำได้ยาก

มนูญ วงษ์มะเซาะห์  นักรณรงค์ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและพลังงาน กรีนพีซ ประเทศไทย  กล่าวว่า ไทยมีความเสี่ยงด้านพลังงานนานแล้ว ยิ่งเกิดปัญหาสงครามช่องแคบฮอร์มุซ ก็ยิ่งทำให้เกิดความผันผวนในราคาน้ำมันมากยิ่งขึ้น ซึ่งไทยมีการนำเข้าก๊าซLNG 30% มากกว่า 50% ของจำนวนนี้ คือ การนำมาผลิตไฟฟ้า ซึ่งปัญหาสงครามช่องแคบฮอร์มุซ ที่ยังไม่จบ จะทำให้เราต้องเผชิญความเสี่ยงด้านราคาพลังงานต่อไปอีก จากความเห็นด้านพลังงานไทย ของไอเอ็มเอฟและเวิลดิ์แบงก์  ในมุมของประชาชน ต้องหันมาตั้งคำถาม เรื่องสืทธิ์การมีประชาธิปไตยเลือกใช้ด้านพลังงาน ว่าสามารถเลือกพลังงานแบบไหนก็ได้  เช่นต้องการติดโซลาร์เซล์ ก็ควรติดได้ ไม่ต้องติดปัญหาเรื่องสายส่งไฟฟ้าที่มีการผูกขาดจากรัฐ  ปัจจุบันเราเลือกใช้ได้แต่พลังงานฟอสซิล จากสายส่งกฟผ. ดังนั้น ถ้ามองวิกฤติพลังงาน และการเปลี่ยนผ่านที่จะไปสู่การใช้พลังงานอื่นๆ ของไทย ต้องเริ่มจากการมีประชาธิปไตยสิทธิ์ในการเลือกของประชาชนก่อนเป็นอันดับแรก  ไม่ใช่การให้โอกาสเอกชน ได้สัมปทานโรงไฟฟ้าใหม่ ซึ่งอยู่ภายใต้แผนการพัฒนาผลิตไฟฟ้า  

นักรณรงค์ มองอีกว่า หากมองพลังงานอนาคตในระยะยาว เราต้อวมองปัญหาในวันนี้  และมองไปถึงปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วย แต่อนาคตที่ไอเอ็มเอฟมาวางให้เรา โดยเมื่อวันที่  12 ตุลาคม ไอเอ็มเอฟบอกว่า ประเทศไทยจะเติบโตได้ต้องมีการพัฒนาเทคโนโลยี ซึ่งหมายถึงการพัฒนาด้านดาต้าเซ็นเตอร์ หรือเอไอ ที่จะเป็นตัวทำให้ GDP โต เป็นมูลค่าเศรษฐกิจใหม่ให้กับประเทศไทย  แต่ถ้าย้อนกลับมาดูร่างแผนพัฒนาผลิตไฟฟ้า 2026 ที่เพิ่งเปิดรับฟังความคิดเห็นไปเมื่อวันที่ 8 กันยายน ที่ผ่านมา เรากลับพบว่า ร่างฯตัวใหม่ กำลังคาดการณ์ความต้องการใช้ไฟที่สูงเกินความจำเป็น ที่เป็นอย่างนี้ก็เพราะการลงทุนด้านดาต้าเซ็นเตอร์ ทำให้มีความต้องการพลังงานไฟฟ้าสูง และพลังงานไฟฟ้าเหล่านี้ก็มาจากพลังงานฟอสซิล และก๊าซแอลเอ็นจี  สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าอนาคตพลังงานของไทยที่ยังเป็นปัญหา คือเกิดติดล็อก กับการใช้ฟอสซิล

มนูญ มองอีกว่า ในภาพใหญ่ปัญหาพลังงานของไทย  จึงเข้าลักษณะปัญหาเก่ายังไม่ถูกแก้ไข  แต่กลับเพิ่มปัญหาใหม่เข้ามา  ซึ่งเมื่อก่อนเราคาดการณ์ ว่าอีอีซี จะเป็นตัวทำให้เศรษฐกิจประเทศเติบโต แต่ทุกวันนี้คนภาคตะวันออกยังเจอปัญหาต่างๆ หลายด้าน  ทั้งปัญหาสิ่งแวดล้อม มลพิษสะสมทั้งน้ำ อากาศ  สิ่งเหล่านี้ไม่เคยไปรวมอยู่ในGDP ที่โตขึ้น ต้นทุนความเสียหาย สูญเสียเหล่านี้ ไม่เคยถูกนับหักกลบลบหนี้ใน  GDPเลยตั้งแต่ไหนแต่ไร ดังนั้น การมองอนาคตพลังงานในวันนี้  ปัญหาสำคัญ จึงยังขึ้นอยู่กับคนเพียง 1 % ของประเทศ ส่วนอีก 99 % คือคนที่จ่ายค่าพลังงาน

 นอกจากนี้ อีกหนึ่งคำแนะนำของ IMF และWorld Bank ที่เป็นความชัดเจนมากๆ คือ การแก้วิกฤตสภาพภูมิอากาศ ด้วยการซื้อขายคาร์บอนเครดิต ประเด็นนี้เป็นเรื่องที่เชื่อมโยงกับพลังงานโดยตรง เพราะการเอาคาร์บอนเครดิต มาเป็นกลไกลดก๊าซเรือนกระจก  เพื่อสู่เป้าหมาย Net Zero ในปี 2050 จะสร้างความสูญเสียให้กับพี่น้องที่เป็นปราการด่านหน้า ในมิติสังคม ทรัพยากร วัฒนธรรม  ขนเผ่้าพื้นเมือง อยู่กับป่า  

มนูญ กล่าวอีกว่า อีกประการ คือ การที่คาร์บอนด์เครดิตไปอยู่ในรูปของเทคโนโลยี หรือการใช้เทคโนโลยีกักเก็บ ต้นทุนเหล่านี้จะไปถูกรวมอยู่ในบิลค่าไฟประชาชนทุกคน  กลไกเหล่านี้ เป็นสิ่งที่ IMF และWorld Bank  แนะนำประเทศไทย ให้เปลี่ยนรูปแบบการพัฒนาไปในทิศทางนั้น

“แม้ว่าเราจะเคยได้ยินข่าวพี่น้องที่ได้รับผลกระทบจากโครงการคาร์บอนด์เครดิตว่าเป็นอย่างไร หรือแม้แต่เรื่องค่าไฟแพงที่เราพูดมาตลอดเราต้องการถูกลง ยุติธรรม แต่เรากลับสร้างเทคโนโลยีใหม่ ที่เป็นต้นทุนโครงสร้างพื้นฐาน ไปผูกอยู่ในค่าเอฟที   ที่จะเพิ่มในอนาคตอีก ดังนั้น อนาคตพลังงานของไทย มนูญ ระบุว่า คือ การไม่สามารถเปลี่ยนได้  แต่กลับเป็นการใช้ กลลวงแก้วิกฤตโลกเดือดมาเปิดทางให้อุตสาหกรรมพลังงาน มาใช้พลังงานฟอสซิล  ซึ่งจะก่อวิกฤตสภาพอากาศต่อไปในอนาคต  โดยประชาชนจะต้องเผชิญกับการสูญเสียจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศ”มนูญกล่าว

นักรณรงค์ฯจากกรีนพีซ ให้ข้อมูลอีกว่า  เมื่อวันที่  15 ตุลาคม 2569 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติแสะสิ่งแวดล้อม มอบให้อธิบดีกรมเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือกรมโลกร้อน มารับข้อเสนอเงินสนับสนุนจาก World Bank  มาสนับสนุนโครงการคาร์บอนเครดิต และเร่งให้ไทยออกกฎหมายลดโลกร้อน ไปสู่ Net Zero ในปี 2050 ซึ่งในมุมของกรีนพีซ คัดค้านมาตลอด เพราะมองว่ากฎหมายฉบับนี้ ไม่ได้สู้โลกร้อน แต่เหมือนกับการสนับสนุนให้อุตสาหกรรมมีการฟอกเขียวตัวเอง ผ่านกลไกคาร์บอนเครดิต ที่ทำผ่านภาคป่าไม้และเทคโนโลยี รวมถึงระบบการรับซื้อโดยสมัครใจของคาร์บอนเครดต  ซึ่งมองว่าเป็น Climate Injustice หรือความไม่เป็นธรรม ในการแก้ปัญหาสภาพภูมิอากาศ  เพราะไม่ได้แก้ที่ต้นตอปัญหาจริงๆ แต่เป็นการใช้กลลวงคาร์บอนเครดิต เปิดทางให้อุตสาหกรรม มีการใช้พลังงานฟอสซิลทั้งน้ำมัน และถ่านหิน ต่อไป  

“กรณีโรงไฟฟ้าแม่เมาะ ที่ใช้ถ่านหิน ควรหยุดตั้งแต่ปีที่แล้ว แต่ในร่างแผนพัฒนาผลิตไฟฟ้า 2026 กลับให้มีการผลิตต่อไปจนถึงปี  2050 ที่เป็นปี Net Zero อันนี้เป็นอนาคตที่เราจะเปลี่ยนผ่านพลังงานไม่ได้ รวมถึงคำแนะนำของIMF และWorld Bank ที่จะมาสร้างผลกระทบเพิ่มเติม อดีต World Bank แนะนำแปรรูป กฟผ.และเปิดให้มีการแข่งขัน เพราะมองว่าไฟฟ้าเป็นสินทรัพย์ ซึ่งต่อมามีการเปิดทางให้เอกชน ร่วมผลิตไฟฟ้า ในรูปของสัญญาระยะยาว 25ปี ภายใต้สัญญานี้ กำหนดให้มีค่าความพร้อมจ่ายหรือค่า PA ให้เอกชน ต่อให้เอกชนไม่ได้เดินเครื่องผลิตไฟฟ้าเลย หรือเดินเครื่องไม่ถึง 100 %  เราก็ต้องควักกระเป๋าจ่ายค่าตอบแทนนี้ที่จะไปรวมอยู่ในบิลค่าไฟของเรา “

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ไทยพร้อมเต็มที่เจ้าภาพประชุม IMF-World Bank 2026

ไทยพร้อมเปิดฉาก IMF-World Bank 2026 “เอกนิติ” นำทีมขึ้น 4 เวทีใหญ่ระดับโลก พร้อมนำประเทศไทยถกทวิภาคี 30 นัดหมายกับคีย์แมนการเงิน-การคลังระดับโลกเปลี่ยนเวทีการเงินโลกเป็นโอกาสเศรษฐกิจไทย

'โทนี แบลร์' ให้คำปรึกษา 'รัฐบาลอนุทิน' ยกระดับเศรษฐกิจไทย

'อนุทิน' หารือ 'โทนี แบลร์' อดีตนายกฯ อังกฤษ 3 สมัย ดึงประสบการณ์ TBI ร่วมยกระดับเศรษฐกิจไทย–ขีดความสามารถการแข่งขันในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

'คมนาคม' ชง 2 โครงการใช้งบพรก.กู้เงิน เปลี่ยนรถสาธารณะเป็นอีวี 2.4 หมื่นล้าน ช่วยค่าน้ำมันกลุ่มขนส่ง 6 พันล้าน

“สิริพงศ์” เผยคมนาคม ชง 2 โครงการเปลี่ยนผ่านพลังงาน “DLT พร้อมซัปพอร์ต - เปลี่ยนรถน้ำมันเป็น EV" ใช้งบพ.ร.ก.เงินกู้วงเงิน 3 หมื่นล้านบาท

รัฐบาลเดินหน้าทันที 2 แสนล้านเปลี่ยนผ่านพลังงาน!

'รัชดา' ย้ำหลังสภาไฟเขียว พ.ร.ก.กู้เงิน รัฐบาลเดินหน้าทันที 2 แสนล้านเปลี่ยนผ่านพลังงาน 'ไม่กู้มากอง–ไม่ตีเช็คเปล่า' ทุกบาทมีเป้าหมาย ประชาชนได้ประโยชน์จริง

'เอกนิติ' ชี้หากไม่มี พรก.กู้เงินไทยเจอวิกฤตเศรษฐกิจแน่!

'เอกนิติ' ยืนกรานพ.ร.ก.กู้เงิน 4แสนล้านจำเป็น ยกตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาส2 ฟ้องดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุลเกือบ 6 แสนล้าน หากยังหยุดไม่อยู่ได้เผชิญวิกฤติเศรษฐกิจแน่ ย้ำไม่มีตีเช็คเปล่า โวหากเปลี่ยนผ่านพลังงานสำเร็จ ประเทศไทยดีกว่าเดิม

'พิพัฒน์' ลุยของบ 'พรก.เงินกู้' เปลี่ยนรถโดยสารสาธารณะเป็นระบบไฟฟ้า เร่งเสนอภายใน ส.ค.นี้

นายพิพัฒน์​ รัชกิจประการ​ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวถึงความคืบหน้าการเสนอโครงการเปลี่ยนผ่านรถโดยสารสาธารณะ จากรถสันดาปเป็นรถ EV โดยใช้งบประมาณจาก พ.ร.ก.เงินกู้​ 2 แสนล้านบาท​ว่า​ เรื่องนี้ตนได้หารือกับ​นายเอกนิ