
“จ้าง 300 ให้เลิกร้องเพลงได้ไหม?”
เนี่ย..แม้เพียงประโยคสั้นๆ จากลูกค้าคนหนึ่งในร้านอาหาร ก็ทำเอา “ศิวดล จันทนเสวี” หรือ “ท๊อฟฟี่ 3.50” ศิลปินและเอนเตอร์เทนเนอร์รุ่นเก๋าถึงกับ “หน้าชา”!
โดยเขาโพสต์เล่าว่า.. “เฟล ใน เฟล มานั่งทานร้านลาบข้างบ้าน พี่เต้เจ้าของร้าน เชิญขึ้นร้องเพลงแจมบนเวที ร้องไป 2-3 เพลง เราก็ถามลูกค้าไปว่าอยากฟังเพลงอะไรอีกมั้ยครับ?
ลูกค้าผู้หญิงโต๊ะหน้าเวที ตะโกนขึ้นมาบอก จ้าง 300 ให้เลิกร้อง
“ช็อต!! หน้าชา ยิ้มรับ ร้องต่ออีก 1 เพลงถ้วน” แล้วก็ลงเวทีด้วยการพูดเล่นๆ ว่า เอา 300 ที่พี่จ้างไปจ่ายโต๊ะที่ผมนั่งนะครับ คงทุ่นค่ามิกเซอร์ได้บ้าง
มันคงหมดยุคที่ผมจะใช้เสียงร้องเพลงจริงๆ แล้วสินะ เอาวะ!! เปิดร้านลาบนี่แหละคือคำตอบในตอนนี้ที่อยากทำที่สุด ผลข้างหน้าจะเป็นยังไงค่อยว่ากัน
* แต่เมื่อกี๊ ก็แอบเสียใจนะ ที่ได้ยินกับหูตัวเองหน้าเวที แบบประชิด เห็นหน้าคนพูดชัดๆ แบบนั้น มันทำให้ ความมั่นใจ ความที่ชอบร้องเพลง ความที่ยินดีในการขึ้นแจม มันหายไปในวันนี้ทันที
ขอบคุณพี่ผู้หญิงหน้าเวทีด้วย ที่เตือนสติ ว่าสิ่งนี้มันไม่เหมาะกับเราอีกต่อไปแล้ว จะได้รู้ไว้ว่าใครเรียกขึ้นแจมที่ไหน อย่าเสนอหน้าขึ้นไปอีก
มันคงหมดยุคของเราแล้วจริงๆ เสียใจว่ะ เจอผมที่ไหน ไปนั่งร้านไหน ไม่ต้องเรียกผมขึ้นเวทีแล้วนะครับ
คนพูดเค้าคงพูดตามความรู้สึกจริงๆ แต่คนฟัง ก็หน้าชา รับแรงกระแทกแบบนี้ไม่ไหวจริงๆ อ่อนแอครับ ยอมมมม”
ครับ..ไม่เกิดกับตัวเองย่อมไม่รู้ถึงความรู้สึก ก็ต้องขอเป็นกำลังใจและเห็นใจต่อคุณท๊อฟฟี่ การที่เขาได้รับเชิญจากเจ้าของร้านให้ขึ้นไปร้องเพลงแจมเพื่อสร้างสีสัน (ไม่ได้ค่าตัว)
แต่กลับถูกตอบแทนด้วยการควักเงิน 300 บาทเพื่อไล่ให้ลงจากเวทีนั้น นอกจากจะอับอายขายหน้าแล้ว ยังถือเป็นการถูกดิสเครดิตและบั่นทอนศักดิ์ศรีอย่างรุนแรง!
หลายคนอาจคิดว่า “ศิลปินสายฮา” จะมีภูมิคุ้มกันความเสียใจสูง แต่ในความจริง พวกเขาก็เป็นมนุษย์ที่มีความรู้สึกเปราะบางไม่ต่างจากเรานี้แหละ!
การโดนปฏิเสธต่อหน้าสาธารณชนได้ทำลายความมั่นใจที่สะสมมาทั้งชีวิตให้พังทลายลงในพริบตา!
ซึ่งคนพูดจะแซวเล่นหรือจริงจังหรืออย่างไรไม่รู้ แต่การกระทำนี้ได้สะท้อนถึงการขาดการให้เกียรติในพื้นที่ร่วมกันของสังคมอย่างชัดเจน!
และเหตุการณ์นี้ก็น่าจะเป็นอุทาหรณ์ให้กับคนที่รักการร้องเพลง ชอบขึ้นไปแจมกับวงดนตรี หรือชอบร้องคาราโอเกะตามร้านอาหารได้บ้างไม่มากก็น้อย
เพราะต้องยอมรับความจริงว่า คนที่มานั่งในร้านอาหารไม่ได้มาเพื่อ “ฟังเรา” ทุกคน บางโต๊ะต้องการความสงบเพื่อพูดคุย บางโต๊ะต้องการฟังดนตรีมืออาชีพจากทางร้าน
ดังนั้น การขึ้นไปร้องเพลง (แม้เจ้าของร้านหรือนักร้องนำจะเชิญ) ก็ต้องคำนึงถึงบรรยากาศโดยรวมด้วย
ก่อนจะจับไมค์ ลองสังเกตปฏิกิริยาของลูกค้าโต๊ะอื่นๆ ว่าพวกเขากำลังสนุกร่วมด้วย หรือกำลังเริ่มแสดงความอึดอัดผ่านสายตาและท่าทาง..
การรู้จังหวะว่าควร “พอ” หรือควร “หยุด” แค่ไหนจะช่วยเซฟหน้าและเซฟใจเราได้ดีที่สุด!
อย่างไรก็ตาม การที่คุณท๊อฟฟี่ประกาศ “วางไมค์สำหรับการแจมตามร้านอาหาร” ก็ ไม่ใช่ความพ่ายแพ้..
แต่มันคือการเรียนรู้ที่จะเลือกพาตัวเองไปอยู่ในจุดที่มีคนเห็นคุณค่าและพร้อมจะรับฟังจริงๆ..ต้องไม่ยอมมมมนะท๊อฟฟี่ สู้ๆ!
สุดท้ายแล้ว..อุทาหรณ์จากเรื่องนี้ไม่ได้สอนแค่คนร้องเพลง แต่ได้เตือนคนฟัง และสังคมด้วยว่า หากเราไม่ชอบเพลงที่เขาร้อง หรือไม่อยากฟังสิ่งที่เป็นอยู่
เรามีวิธีปฏิเสธที่นุ่มนวลกว่าการใช้เงินไล่ เช่นว่าการหันไปคุยกันในโต๊ะ เดินไปเข้าห้องน้ำ หรือเลือกที่จะเพิกเฉยเสีย..
ดีกว่าใช้คำพูดฆ่ากัน..ว่ามั้ย!?.
สันต์ สะตอแมน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
จิตใจต่ำกว่าความเป็นมนุษย์?
ตามหลักการและตรรกะทางการเมือง.. หากบุคคลใดต้องการ “วางมือทางการเมือง” อย่างแท้จริง การนิรโทษกรรมในคดีความส่วนตัวก็ไม่มีความจำเป็นต่อการดำรงตำแหน่งหรือบทบาททางการเมืองอีกต่อไป!
อย่าปล่อยให้ถูกหลงลืม!
ลุงโยธินไม่ใช่กรณีแรก และจะไม่ใช่คนสุดท้าย! นี่..ผมกำลังพูดถึง “คุณโยธิน มาพบพันธ์” ซึ่งแน่นอนหลายท่านไม่รู้จัก-ไม่คุ้นหน้า แต่กับผู้ที่ดูหนัง-ละครอยู่บ้าง คงพอจะนึกออก-จำหน้าค่าตา..
ขอได้ตามใจปรารถนา!
“ผมไม่ได้เป็นนักฉวยโอกาส ผมเป็นแค่คนเสนอโอกาส”
พิสูจน์มาตรฐานการตรวจสอบ
คุณคิดอย่างไรครับ? เมื่อ กทม.อ้างว่าโครงการไม่คุ้มค่า ประชาชนควรมีสิทธิได้เห็นผลการศึกษาก่อนหรือไม่?
'นิพิฏฐ์' ฉุน 'สันต์ สะตอแมน' อย่างแรง! 'ถ้าอยู่ใกล้ๆ ผมจะฉีกปากคุณ'
นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อดีตส.ส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความว่า ผมไม่อยากเปิดศึกกับ “สันต์ สะตอแมน” แห่งหนังพิมพ์ไทยโพสต์
ล้มกระดานไปเลย?
“ผมไม่ได้ทำมิจฉาอาชีวะ คุณจะมาว่าอะไรผมกันนักหนา” นี่..เป็นประโยคที่สะดุดตา-สะกิดหูจากปากคุณวีระ ธีรภัทรานนท์ จนอยากจะนำมาขยายความต่อด้วยความเคารพว่า..

