
กรุงเทพมหานคร เป็นเมืองหลวงเก่าแก่แห่งหนึ่งของโลก ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานถึง 244 ปี สถานที่ต่างๆไม่ว่าจะเป็นวัดวาอาราม หรือสถานที่สำคัญบางแห่งเคยมีสถานะเป็นวัง ที่พำนักของราชวงศ์และชนชั้นสูงของประเทศมาก่อน กรุงเทพฯ จึงเต็มไปด้วยความเป็นมา มีประวัติศาสตร๋ ศิลปะ วัฒนธรรม และสถาปัตยกรรมที่เป็นเอกลักษณ์ของชาติ สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ กรุงเทพฯเป็นเมืองที่แสนจะมีเสน่ห์ เพราะใจกลางเมืองย่านเกาะรัตนโกสินทร์ อุดมด้วยสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ แต่พอเขยิบออกมารอบนอกไม่ไกลนัก ก็จะพบกับย่านสยามสแควร์ สุขุมวิท หรือพระราม 4 ซึ่งเป็นอีกโลกหนึ่ง เป็นย่านธุรกิจ ช้อปปิ้ง แฮงค์เอาท์ ที่เต็มไปด้วยความทันสมัย สีสัน โดยเฉพาะในยามราตรี
จึงไม่แปลกที่นักท่องเที่ยวต่างชาติ ที่ก่อนมาเที่ยวเมืองไทย ย่อมต้องไม่พลาดที่จะค้นหาข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวในกรุงเทพฯ จะพากันเดินท่อมๆ สู้แดด แวะจุดโน้นจุดนี้ในย่านสนามหลวง

แต่ในมุมของคนไทยบางคนเอง แม้จะรู้ว่ากรุงเทพฯ มีสถานที่สำคัญที่น่าไปสัมผัส เยี่ยมเยือน แต่กลับไม่มีโอกาส วันนี้ จะมาบอกว่า ช่วง ระหว่างวันที่ 29 ตุลาคม 2569 ถึง 28 กุมภาพันธ์ 2570 เป็นจังหวะดีๆ ที่ไม่ควรพลาด ในการทัวร์สถานที่สำคัญเมืองหลวงของเรา เพราะจะได้อรรถรสแบบ 2 in 1 เนื่องจากในช่วงนั้นจะมีเทศกาลศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ Bangkok Art Biennale 2026 ครั้งที่ 5 เข้าไปจัดแสดง แต่งแต้มให้สถานที่สำคัญๆ 11 แห่ง มีสีสัน มีความหมายที่ชวนค้นหาเพราะมีการเชื่อมโยงความหมายกับกรุงเทพฯ

The Crocodile Pond Grotesques ที่กลมกลืนในสระจระเข้ ที่วัดโพธิ์
วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ราชวรมหาวิหาร หรือวัดวัดโพธิ์อรุณราชวราราม ราชวรมหาวิหาร วัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร มิวเซียมสยาม หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC) วัน แบงค็อก (One Bangkok) เซ็นทรัลเวิลด์ สยามพารากอน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร หอศิลป์มหาวิทยาลัยศิลปากร และสมาคมฝรั่งเศสกรุงเทพ (Alliance Française Bangkok) เป็น 11 สถานที่สำตัญ นี้จะมีการแสดงงานอาร์ตศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ Bangkok Art Biennale 2026 กว่า 200 ผลงาน จากศิลปินต่างชาติ 72 คน รวม 29 ชาติ ไปจัดแสดงนั้น

‘นางฟ้า ผจญมาร’” (Angels and Mara) เป็นคอนเซ็ปต์ของการแสดงปีนี้ ที่เหล่าศิลปินต่างชาติ จะต้องตีความก่อนออกมาเป็นผลงานศิลปะ โดยคำว่า”นางฟ้า “ซ่อนความหมายสถานะของกรุงเทพฯ ที่เปรียบเสมือนเป็น”เมืองแห่งนางฟ้า” ที่ต้องผจญมาร อันหมายถึง สภาพการเปลี่ยนแปลงของสังคม วิถีชีวิตผู้คน สิ่งแวดล้อม ที่อาจจะทำให้กรุงเทพฯ แตกต่างไปจากอดีต แล้วเมืองนางฟ้าแห่งนี้ จะต้องฟั่นฝ่าปัญหาและอุปสรรต่างๆ ในโลกยุคใหม่ได้อย่างไร เพื่้อรักษาประวัติศาสตร์และความงดงามของเมืองไว้ให้คงเดิม
เทศกาลศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ Bangkok Art Biennale 2026 ครั้งที่ 5 โดยมูลนิธิ บางกอก อาร์ต เบียนนาเล่ ร่วมกับบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) โดยได้รับความร่วมมือจากพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชนโดยจัดแสดงระหว่างวันที่ 29 ตุลาคม 2569 ถึง 28 กุมภาพันธ์ 2570

ต้องยอมรับเลยว่าในหนึ่งวัน เราคงเดินท่อมๆ ตามดูงานได้ไม่ครบ 11 แห่ง เลยขอพาไปสำรวจ 3 จุดหมาย ในย่านสนามหลวง ที่มีงานอาร์ต จัดแสดง ได้แก่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร หอศิลป์มหาวิทยาลัยศิลปากร และวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ราชวรมหาวิหาร ศาสนสถานสำคัญที่โดดเด่นด้วยคุณค่าทางสถาปัตยกรรมและจิตรกรรม

เดินทางมาถึงพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ภายในพระที่นั่งอิศราวินิจฉัยพื้นที่จัดแสดงผลงาน สิ่งแรกที่สัมผัสได้คือความสง่างามของท้องพระโรงวังหน้า ซึ่งสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 ภายในมีพระที่นั่งบุษบกเกรินและพระแท่นราชบัลลังก์เศวตฉัตรเป็นองค์ประกอบสำคัญ ท่ามกลางสถาปัตยกรรมเก่าแก่เหล่านี้ มีผลงานศิลปะร่วมสมัยจัดวางอยู่ตามจุดต่าง ๆ

ผลงานที่สะดุดตาตั้งแต่แรกเห็นคือ Square ของหลิว เจี้ยนฮัว ประติมากรรมสามเหลี่ยมสีดำขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ด้านหน้าพระแท่นราชบัลลังก์เศวตฉัตร เมื่อมองใกล้ ๆ จะเห็นพื้นผิวมันวาวคล้ายโลหะเหลว ทั้งที่ทำจากเซรามิก ความเงางามยังสะท้อนภาพเพดานสีชาดและจุดสีทองภายในพระที่นั่ง ทำให้ผลงานดูกลมกลืนกับองค์ประกอบโดยรอบไม่ใช่เพียงวัตถุที่นำมาตั้งแสดงเท่านั้น ส่วนฝั่งตรงข้ามคือ The Bellow ของวายุพัด รัตนเพชร ประติมากรรมศีรษะขนาดใหญ่ที่อ้าปากราวกับกำลังตะโกน แต่กลับไม่มีเสียงให้ได้ยิน เมื่อยืนพิจารณาท่าทางดังกล่าวชวนให้ตั้งคำถามว่า ตัวละครกำลังหวาดกลัว เจ็บปวด หรือกำลังเผชิญกับความรู้สึกบางอย่างที่ไม่อาจถ่ายทอดออกมาเป็นคำพูด

ต่อมาเป็นผลงาน Angel ของซุน หยวน และเผิง หยู่ ประติมากรรมทูตสวรรค์ชราที่นอนคว่ำหน้าอยู่บนพื้น รายละเอียดของผิวหนังและร่างกายสมจริงจนต้องหยุดมอง เพราะแตกต่างจากภาพทูตสวรรค์ที่คุ้นเคยในฐานะสิ่งศักดิ์สิทธิ์และงดงาม ผลงานนำเสนอภาพของความชราภาพ ความอ่อนแรง และความสิ้นหวัง ขณะที่เสียงเพลงกล่อมเด็กภาษาเจ๊ะเหจากผลงานของปฐมพล เทศประทีปก็ดังคลออยู่ภายในพระที่นั่ง ช่วยเพิ่มบรรยากาศการชมงาน โดยบทเพลงร่วมสมัยทั้งสี่บทเชื่อมโยงกับภาษา ศาสนา และวัฒนธรรมท้องถิ่น ใกล้กันมีพระฉายาลักษณ์สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผลงานของปิแอร์และฌิลส์ ซึ่งสื่อถึงการถวายความเคารพและการสักการะ เมื่อพิจารณาร่วมกับพื้นที่โดยรอบ ก็ยิ่งเห็นความสัมพันธ์ระหว่างผลงานกับบริบทของสถานที่ได้ชัดเจนขึ้น

ถัดมาผลงานของธีรพล สีสังข์ นำแรงบันดาลใจจากวัตถุทรงคุณค่าในอดีต ทั้งมงกุฎจำลองของรัชกาลที่ 4 และเครื่องเพชรราชวงศ์ฝรั่งเศส มาถ่ายทอดผ่านเส้นใยโลหะที่ถักทออย่างประณีต ก่อนปิดท้ายด้วยผลงานผ้าทอแจ็กการ์ดของมาร์เกรต อายเคอร์ ที่นำภาพจากวัฒนธรรมร่วมสมัยมาผสมผสานกับเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ โดย Then We Take Berlin นำตัวละครเต่านินจามาอยู่ในฉากกรุงเบอร์ลินที่มีร่องรอยสงคราม ส่วน It’s A Digital World 1 และ *It’s A Digital World 4 สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของโลกดิจิทัลและบทบาทของอัลกอริทึมกับปัญญาประดิษฐ์ การเดินชมผลงานภายในพระที่นั่งแห่งนี้จึงทำให้ได้เห็นศิลปะหลากหลายรูปแบบ ประวัติศาสตร์และความเชื่อในอดีตยังสามารถเชื่อมโยงกับวิถีชีวิตและสังคมในปัจจุบัน

เดินทางต่อมายังจุดที่ 2 หอศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ซึ่งตั้งอยู่ภายในพื้นที่อนุรักษ์ของวังท่าพระ โดยใช้อาคารท้องพระโรง ตำหนักกลาง และตำหนักพรรณรายเป็นพื้นที่จัดแสดงงานศิลปะ ผลงานชิ้นแรกที่จะพบคือ The Shadows of My Light: Self Defense ของโซเนีย ฮัมซา ภาพถ่ายตนเอง 3 ชิ้นที่ใช้กล้องถ่ายรูปบดบังร่างกายบางส่วน สะท้อนแนวคิดเรื่องการเปิดเผยตัวตนและการปกป้องตัวเอง จากนั้นเมื่อเดินเข้าสู่ห้องที่มีแสงสลัว สายตาก็สะดุดกับ Love is in the Air ของเมล ชิน ผลงานที่นำตัวละครคล้ายกระสือและกระหังจากคติพื้นบ้านมาเล่าใหม่ผ่านองค์ประกอบคล้ายลูกบอลดิสโก้และเครื่องสานไทย ความแปลกตาของผลงานทำให้เราเริ่มมองตัวละครที่เคยถูกมองว่าน่ากลัวในมุมที่แตกต่างออกไป

อีกห้องจัดแสดงจะพบจอภาพที่ฉายเรื่องราวโดยไม่มีเสียงใน Tha Tien Art Project ของสาครินทร์ เครืออ่อน ซึ่งนำตำนานการต่อสู้ระหว่างยักษ์วัดแจ้งกับยักษ์วัดโพธิ์มาตีความใหม่ผ่านภาพยนตร์เงียบ 2 เรื่อง แม้ไม่มีเสียงประกอบ แต่ภาพที่ปรากฏก็ชวนให้ติดตามเรื่องราวจนจบ ขึ้นไปยังชั้นสอง จะเห็นผลงานของปิแอร์และฌิลส์ ศิลปินที่สร้างภาพบุคคลจากแวดวงดนตรี แฟชั่น และศิลปะ โดยผสมผสานแรงบันดาลใจจากประวัติศาสตร์ ศาสนา และวัฒนธรรมหลากหลาย ขณะเดียวกัน ผลงานวิดีโอจัดวาง 7 จอของอแมนดา คูแกน แสดงภาพศิลปินที่เคลื่อนไหว ล้มลง และลุกขึ้นซ้ำ ๆ การได้ยืนดูภาพเหล่านี้ต่อเนื่องกันทำให้สัมผัสได้ถึงความเหน็ดเหนื่อยและความพยายามของร่างกาย ราวกับกำลังเฝ้ามองการต่อสู้ที่ไม่มีจุดสิ้นสุด

ในห้องถัดมา ผลงานของสุดาภรณ์ เตจา พาเราย้อนสำรวจประวัติศาสตร์ล้านนาและความทรงจำของผู้สืบเชื้อสาย ผ่านวิดีโอเกี่ยวกับการตัดผม การเสริมผม และการถักเปีย ประกอบกับเสียงเพลงพื้นบ้าน บทสวด และเพลงกล่อมเด็กของภาคเหนือ รายละเอียดเหล่านี้ทำให้บรรยากาศการชมแตกต่างจากห้องก่อนหน้า และชวนให้สนใจความสัมพันธ์ระหว่างพิธีกรรมกับวิถีชีวิตของผู้คน ห้องถัดไปคือ Withered Leaves Hanging by the Tree ผลงานของธี ศิลปินชาวเมียนมา ซึ่งใช้ภาพถ่ายและข้อความถ่ายทอดชีวิตท่ามกลางความไม่แน่นอนทางการเมือง ทั้งเรื่องการเดินทางผ่านด่านตรวจ ความทรงจำเกี่ยวกับบ้านที่ถูกทำลาย และความกลัวที่กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน เมื่ออ่านเรื่องราวเหล่านี้ไปพร้อมกับชมภาพ ทำให้เห็นว่าประสบการณ์ของผู้คนที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งนั้นไม่ได้อยู่ไกลตัวอย่างที่คิด

เดินเขื่อมไปอีกอาคารได้จัดแสดงผลงานของวู ฮันนา ซึ่งเปลี่ยนองค์ประกอบของห้องครัวและห้องอาหารให้กลายเป็นเรือโจรสลัด พร้อมนำรูปทรงคล้ายอวัยวะภายในมาใช้สื่อถึงการแย่งชิงและการดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด ส่วน Gold Rush ของชนาธิป ฉันท์วิภว ถ่ายทอดเรื่องอัตลักษณ์ การย้ายถิ่น และการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม ผ่านภาพเขียนที่จัดวางร่วมกับผืนนาข้าวแห้ง บันได และเสาไฟ ก่อนมาถึงผลงานของอัน เซ็ง ที่นำเสนอภาพบุคคล ดอกไม้เหี่ยวเฉา และภูมิทัศน์ เพื่อสะท้อนความเปราะบางของชีวิตและความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ

ลัดเลาะต่อมายังวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร หรือวัดโพธิ์ ชมผลงาน The Bellow ของวายุพัด รัตนเพชร ซึ่งนำมาจัดแสดงจากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร บริเวณใกล้พระพุทธไสยาส หรือพระนอน ท่ามกลางบรรยากาศของศิลปกรรมไทยและจีนที่งดงาม
เดินต่อไปยังสระจระเข้ พื้นที่สวนที่ประดับด้วยพรรณไม้ มีภูเขาจำลองและเจดีย์ขนาดเล็กอยู่โดยรอบสระ ขณะที่กลางน้ำมีรูปปั้นจระเข้คอนกรีตเป็นองค์ประกอบสำคัญ ที่นี่จัดแสดงผลงาน The Crocodile Pond Grotesques ของแม็กซ์ ฮูเปอร์ ชไนเดอร์ ประติมากรรมทองเหลืองลวดลายแปลกตาที่ได้รับแรงบันดาลใจจากความเชื่อมโยงอันเหนือจริงระหว่างพืชน้ำกับรูปปั้นจระเข้ ผสานกลิ่นอายศิลปะแบบโกรเตสก์เข้ากับภูมิทัศน์เก่าแก่ของวัดโพธิ์อย่างน่าสนใจ

ศิลปินเปรียบผลงานนี้เป็นเสมือนจดหมายรักรูปปั้นที่ส่งถึงสถานที่แห่งศรัทธา ผ่านการผสมผสานพืชพรรณ สัตว์ เรื่องเล่าปรัมปรา และความทรงจำทางประวัติศาสตร์ จนเกิดเป็นความแปลกใหม่ที่ชวนให้มองพื้นที่คุ้นเคยในมุมที่แตกต่างออกไป
โดยสรุปทั้งเนื้อหาผลงานของศิลปิน กับสถานที่จัดแสดงร้อยรัดเป็นเนื้อเดียวโดยเฉพาะในพื้นที่มีประวัติศาสตร์ การชมผลงานจึงเป็นโอกาสให้ผู้ชมได้เรียนรู้ทั้งตัวงานและเรื่องราวของสถานที่ควบคู่กัน ขอแนะนำเลยว่า ออกไปเดินสำรวจความงามที่ซ่อนอยู่ในสถานที่คุ้นเคยกันเถอะ เพราะบางครั้ง การทำความรู้จักเมืองให้ลึกซึ้งกว่าเดิม ก็เริ่มต้นได้จากการลองมองสิ่งเดิมผ่านสายตาของศิลปะ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ไทยเบฟ สานต่อปณิธานแห่งการ “ให้” พร้อมขับเคลื่อน โครงการ ไทยเบฟ…รวมใจต้านภัยหนาว ปีที่ 26
บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) สานต่อปณิธานแห่งการ “ให้” ภายใต้ โครงการ “ไทยเบฟ…รวมใจต้านภัยหนาว” ที่ได้ดำเนินการเพื่อช่วยเหลือพี่น้องผู้ประสบภัยหนาวมาอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 26 ตอกย้ำแนวคิด (BEYOND THE GREEN BLANKET… A SUSTAINABLE
ไทยเบฟ ส่งพลังน้ำใจช่วยน้ำท่วม
บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ร่วมส่งพลังน้ำใจช่วยเหลือผู้ประสบอุกภัยน้ำท่วมจากอิทธิพลของพายุไต้ฝุ่นยางิ ในโซนภาคเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย ด้วยการส่งน้ำดื่ม และของใช้จำเป็นต่างๆ ช่วยเหลือผู้ประสบภัย ประกอบด้วย

