
ประเทศไทย มีแนวทางในการจัดทำแผนแม่บทการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศ ปี พ.ศ.2559 – 2593 ได้กำหนดเป้าหมายในการรักษาป่าไม้ที่มีอยู่ และเพิ่มพื้นที่ป่าของประเทศเป็นร้อยละ 40 ของพื้นที่ประเทศ ซึ่งนโยบายนี้ได้ระบุไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 11 และ 12 ซึ่งการขับเคลื่อนที่สำคัญในการอนุรักษ์ป่าคือ คน เพราะคนได้แสวงหาและใช้ประโยชน์จากป่ามากมาย ไม่ว่าจะเป็นที่อยู่ อาศัย แหล่งอาหาร การเพาะปลูก เป็นต้น
ดังนั้นการสร้างสมดุลให้ ป่ากับคน ได้อยู่ร่วมกันได้ คือแนวทางของการทำ ป่าชุมชน จากข้อมูลป่าชุมชนของกระทรวงทรัพยากรธรรมและสิ่งแวดล้อม ระบุว่า ปัจจุบันมีป่าชุมชนประมาณ 11,327 แห่ง มีชุมชนที่มีส่วนร่วมดูแลอนุรักษ์ และได้ใช้ประโยชน์กว่า 13,028 หมู่บ้าน รวมพื้นที่กว่า 6.29 ล้านไร่ ซึ่งมีการตั้งเป้าขยายการจัดตั้งป่าชุมชนทั่วประเทศเพิ่มขึ้นให้ได้ 15,000 แห่ง รวมพื้นที่ถึง 10 ล้านไร่ โดยมีชุมชนเข้ามาส่วนร่วมในการบริหารจัดการและอนุรักษ์ ที่มีเงื่อนไขคือ ห้ามบุกรุกป่า ห้ามล่าสัตว์ป่า และลักลอบตัดไม้ โดยชุมชนสามารถสร้างรายได้จากแหล่งอาหารในป่า การเพาะปลูก และนำไปสู่ลงทุนด้านสิ่งแวดล้อมในการซื้อขายคาร์บอนเครดิตได้ด้วย
กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) จึงได้ร่วมกับ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ใน “โครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน” ระหว่างกรมป่าไม้ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์กรมหาชน) หรือ อบก. และมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ เพื่อผลักดันกลไกนำป่าชุมชนและพื้นที่ป่าอื่นๆ ขึ้นทะเบียนภายใต้โครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (T-VER) สู่การปฏิบัติจริง พร้อมเชื่อมพลังไตรภาคี รัฐ เอกชน และชุมชนช่วยกันดูแลผืนป่าไทยให้อุดมสมบูรณ์ สร้างรายได้กลับคืนให้ชุมชนจากการขายคาร์บอนเครดิต

วราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทส. กล่าวว่า การอนุรักษ์ ส่งเสริม ฟิ้นฟูทรัพยากรป่าไม้ รวมไปถึงความหลากหลายทางชีวภาพในระบบนิเวศ เป็นภารกิจที่สำคัญอย่างยิ่งและเป็นกลไกสำคัญในการช่วยกักเก็บคาร์บอน เพื่อบรรเทาความรุนแรงของปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่นับวันจะรุนแรงมากขึ้น ใ เนื่องจากป่าไม้เป็นแหล่งสะสมคาร์บอนขนาดใหญ่ของโลก คาร์บอนที่สะสมอยู่นั้นมีปริมาณมากกว่าในบรรยากาศถึง 3.5 เท่า และแนวทางในการอนุรักษ์ที่สำคัญคือ ประชาชนสามารถอยู่ร่วมกับป่าได้อย่างสมดุลและสันติสุข ตามพระราชดำริในหลวงรัชกาลที่ 9
“สำหรับการออกระเบียบเกี่ยวกับการแบ่งปันคาร์บอนเครดิต เพื่อส่งเสริมให้ภาคเอกชนสนับสนุนการปลูกป่าในพื้นที่ของรัฐโดยผ่านกลไกคาร์บอนเครดิต เพิ่มแหล่งดูดซับก๊าซเรือนกระจกของประเทศ ดังเช่น การร่วมมือผ่าน MOU ในครั้งนี้ จึงเป็นเรื่องดีที่จะนำไปสู่การปฏิบัติได้จริงในพื้นที่ โดยมีมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ที่มีความเชี่ยวชาญและใกล้ชิดกับชุมชน ที่จะช่วยกระตุ้นให้เกิดการปลูกต้นไม้การดูแลเพิ่มมากขึ้น และยังเป็นการเพิ่มความต้องการคาร์บอนเครดิตในประเภทโครงการภาคป่าไม้มากขึ้น สำหรับนำไปใช้ชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กรภาคธุรกิจ” รมว.ทส. กล่าว

ด้าน หม่อมหลวงดิศปนัดดา ดิศกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ กล่าวว่า ตลอดระยะเวลากว่า 50 ปี ทางมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ทำงานเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนทั้งในและต่างประเทศ สร้างรายได้อย่างยั่งยืนควบคู่ไปกับการดูแลป่า เป็นจุดที่เรามีความชำนาญเป็นอย่างมาก เพื่อแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม ผ่านการส่งเสริมการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและป่าอย่างยั่งยืน โดยหวังกระตุ้นให้ทุกฝ่ายเล็งเห็นความสำคัญของการทำธุรกิจที่เบียดเบียนสิ่งแวดล้อมน้อยลง สร้างกระบวนการดูแลรักษาธรรมชาติเพื่อสร้างประโยชน์กลับคืนสู่ชุมชน การสร้างรายได้จากการดูแลป่าเพื่อขายคาร์บอนเครดิตจะเป็นอาชีพใหม่ที่ปรับโมเดลจากการทำลายธรรมชาติ การทำลายป่าไม้เพื่อความอยู่รอด มาสู่การรักษาและพื้นฟูธรรมชาติและมีรายได้อย่างเพียงพอแทน ภายใต้กรอบการทำงานใหม่นี้ทุกคนจะมีส่วนในการช่วยส่งต่อโลกนี้ที่ดีขึ้นและสร้างอนาคตที่ยั่งยืนให้กับลูกกับหลานเราต่อไปด้วย

หม่อมหลวงดิศปนัดดา กล่าวถึงความร่วมมือในบันทึกข้อตกลงในครั้งนี้ว่า จะเกิดความร่วมกับทุกภาคส่วนในการส่งเสริมให้เกิดการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติเพื่อเป็นแหล่งดูดซับก๊าซเรือนกระจกกว่า 1,000,000 ไร่ จากพื้นที่ป่าที่อยู่ในการดูแลของทั้ง 3 กรม ส่งผลให้มีประชาชนได้รับประโยชน์อีกกว่า 1,100 ชุมชน และมีปริมาณคาร์บอนเครดิตรวม 300,000-500,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี สามารถบรรลุเป้าหมายของโครงการฯ ที่จะเข้าไปพัฒนาทั้งการเพิ่มพื้นที่ป่าและสร้างสังคมให้คนในพื้นที่สามารถอยู่ร่วมกับป่าและมีอาชีพ
“ทั้งนี้ทางมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ได้ดำเนินงานเรื่องการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ให้กับป่าชุมชนทั่วประเทศไทยมาแล้วกว่า 33,557 ไร่ เป็นการทำงานร่วมสำนักจัดการป่าชุมชน กรมป่าไม้ และป่ากับชุนชน 32 แห่ง ใน จ.เชียงราย จ.เชียงใหม่ จ.แม่ฮ่องสอน และ จ.พะเยา มีประชาชนได้รับประโยชน์จำนวน 18,700 คน มีปริมาณคาร์บอนเครดิตที่คาดว่าจะได้รับจากโครงการที่ขึ้นทะเบียนโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย(T-VER) กับทางองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกแล้ว 15 แห่ง พื้นที่ตามพ.ร.บ. 19,367 ไร่ แต่พื้นที่ที่ขึ้นทะเบียน T-VER ได้ 18,479 ไร่ คิดเป็นปริมาณคาร์บอนเครดิต 7,798 ตัน รวม 7,798 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี” หม่อมหลวงดิศปนัดดา กล่าว

ข่าวที่เกี่ยวข้อง
รมว.ทส. สั่งลุยดับไฟป่ารอบเขื่อนศรีนครินทร์ ระดม ฮ.ทิ้งน้ำ 41 เที่ยว คุมสถานการณ์ใกล้สงบ
นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) ได้สั่งการติดตามและเร่งรัดการแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควันในพื้นที่กลุ่มป่ารอบเขื่อนศรีนครินทร์ จังหวัดกาญจนบุรี อย่างใกล้ชิด
'สุชาติ' ลุยเชียงดาว ดันแผนปฏิบัติการป้องกันและดับไฟป่าระดับชุมชน เชียงดาวโมเดล
นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ลงพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเชียงดาว อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อติดตามและรับฟังการบรรยายสรุปสถานการณ์ไฟป่าในพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเชียงดาว
จับจริง ปรับสูงสุด! อุทยานแห่งชาติดอยผ้าห่มปก ร่วมกับ อส.ไชยปราการ และ ผวจ.เชียงใหม่ จับผู้ฝ่าฝืนเข้าเขตปิดป่า 9 ราย ลงโทษสถานหนัก ปรับสูงสุดตามกฎหมาย
"สุชาติ ชมกลิ่น" รมว.ทส. สั่งลงโทษสถานหนักกลุ่มผู้ฝ่าฝืนเข้าป่าอนุรักษ์ ล่าสุดอุทยานฯ ดอยผ้าห่มปก สนธิกำลัง อส.ไชยปราการ ภายใต้การอำนวยการของ นายรัฐพล นราดิศร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ จับกุม 9 ชาวบ้านแอบเข้าไปในเขตปิดป่า ย้ำปรับสูงสุดตามกฎหมายเพื่อเป็นเยี่ยงอย่าง ป้องปรามเหตุไฟป่าวิกฤต
รมว.สุชาติ ห่วงใยชาวสระบุรี สั่งตรวจซ้ำคุณภาพอากาศ เหตุไฟไหม้ BWG พบกลับสู่ภาวะปกติ
นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ติดตามสถานการณ์และแสดงความห่วงใยต่อพี่น้องประชาชนในพื้นที่จังหวัดสระบุรี จากเหตุเพลิงไหม้ภายในบริษัท เบตเตอร์ เวิลด์ กรีน (BWG) หมู่ 8 ตำบลห้วยแห้ง อำเภอแก่งคอย ซึ่งประกอบกิจการจัดการของเสียทั้งที่เป็นอันตรายและไม่เป็นอันตราย
'สุชาติ สั่ง คพ.ลุยคุมสถานการณ์ไฟไหม้ BWG สระบุรี เฝ้าระวังสารพิษใกล้ค่าจำกัด-สั่งอพยพประชาชนท้ายลมด่วน'
นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สั่งการด่วนให้กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) เข้าสนับสนุนการระงับเหตุและเฝ้าระวังผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม จากเหตุเพลิงไหม้ภายในบริษัท เบตเตอร์ เวิลด์ กรีน (BWG) หมู่ 8 ตำบลห้วยแห้ง อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี ซึ่งเป็นสถานประกอบการจัดการของเสียทั้งอันตรายและไม่อันตราย
นายก สั่งการ มท.-ทส. ผนึกกำลังคุมเข้ม ป่าสงวน-อนุรักษ์ทุกพื้นที่เสี่ยง ป้องกันไฟป่า
นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินหน้ายกระดับการแก้ไขปัญหาไฟป่าทั่วประเทศอย่างเข้มข้น ครอบคลุมทั้งการควบคุมสถานการณ์ การป้องกัน และการดูแลเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน เ

