ไทยเรียนรู้โมเดลชาตินวัตกรรม หวังก้าวกระโดดสู๋อันดับที่ 30

ส่งเสริมสตาร์ทอัพไทยสู่ตลาดโลก

ผลการจัดอันดับดัชนีนวัตกรรมโลก (Global Innovation Index) ในปี 2566 ภายใต้ธีมผู้นำนวัตกรรมท่ามกลางความไม่แน่นอน ที่เป็นผลมาจากความผันผวนทางเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อ รวมถึงความขัดแย้งทางภูมิศาสตร์ที่ยังคงส่งผลกระทบต่อนวัตกรรมในห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งประเทศไทยก็ยังสามารถรักษาอันดับที่ 43 คงเดิมจากปีที่แล้วเอาไว้ได้ เห็นถึงสัญญาณการเตรียมพร้อมเพื่อเติบโตอย่างก้าวกระโดด

แต่เป้าหมายที่ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA ได้ตั้งเป้าไว้คือการผลักดันนวัตกรรมไทยสู่อันดับ 1 ใน 30 ของโลกให้ได้ภายในปี 2575  เพื่อขับเคลื่อนนวัตกรรมไทยให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก โดย NIA ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ใหม่ ภายใต้แนวคิด Create the Dot – Connect the Dot – Value Creation ผ่านกลไก Groom Grant Growth และแนวทาง 2 ลด 3 เพิ่ม ได้แก่ ลดความเหลื่อมล้ำ ด้วยการมุ่งเน้นนวัตกรรมแบบเปิดผ่านการเปิดรับแนวคิดใหม่จากสตาร์ทอัพและเอสเอ็มอี เพื่อเติมเต็มจุดอ่อนหรือปัญหาด้านสังคมและเศรษฐกิจให้มากขึ้น ลดอุปสรรคการเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากนวัตกรรมให้กับทุกภาคส่วน และแก้ไขกฎระเบียบที่อาจเป็นอุปสรรคต่อการเติบโต

เพิ่มโอกาสการเข้าถึงแหล่งเงินทุนทั้งจากภาครัฐและเอกชน เพิ่มจำนวนนวัตกรและผู้ประกอบการฐานนวัตกรรม เพื่อให้เกิดการจ้างงาน การเพิ่มขึ้นของ GDP และเป็นการสร้างภาพลักษณ์ชาตินวัตกรรม รวมถึงเพิ่มศักยภาพของผู้ประกอบการฐานนวัตกรรม ให้มีโอกาสขยายตลาด และสร้างแบรนด์นวัตกรรมสัญชาติไทยที่พร้อมแข่งขันกับนวัตกรรมจากต่างประเทศ

จากที่กล่าวข้างต้นการพานวัตกรรมไทยไปสู่ตลาดโลกจึงไม่ใช่แค่การพัฒนาภายในประเทศ แต่ยังต้องเรียนรู้โมเดลจากประเทศที่เป็นชาตินวัตกรรม โดยทาง NIA ได้จัดเสวนา 15 ปี สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) ทิศทางก้าวสู่ปีที่ 16 กับความร่วมมือระดับนานาชาติส่งออกผู้ประกอบการนวัตกรรมไทยสู่ตลาดโลก  ที่ระดมวิทยากรผู้เชี่ยวชาญด้านระบบนิเวศนวัตกรรมทั้งไทยและต่างประเทศ ร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ มุมมอง และประสบการณ์ในหลากหลายประเด็น ที่จะนำไปต่อยอด และขยายผล เพื่อให้เกิดนวัตกรรม ที่สามารถสร้างผลกระทบสูงต่อระบบเศรษฐกิจและสังคมไทย

ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA กล่าวว่า ตลอดระยะวลา 15 ปีที่ NIA มีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบนวัตกรรมแห่งชาติ โดยได้ให้ทุนผู้ประกอบการไปกว่า 3,500 ล้านบาท จำนวน 3,133 โครงการ ซึ่งมีมูลค่าการลงทุนกว่า 50,000 ล้านบาท โดยการให้ทุนผู้ประกอบการของ NIA จะไม่ได้เข้าไปเป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์หรือทรัพย์สินทางปัญญา(IP) จึงทำให้ผู้รับทุนสร้างมูลค่าการลงทุนหรือต่อยอดผลงานในการบริหารจัดการผลิตภัณฑ์ เพื่อให้เกิดความอยากในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ในหลายประเทศที่สนับสนุนสตาร์ทอัพในการพัฒนานวัตกรรมปัจจัยที่ทำให้ประสบความสำเร็จคือ การมองตลาดต่างประเทศเป็นหลัก ดังนั้นไทยจะต้องมีการกำหนดอุตสาหกรรมที่ชัดเจนในการส่งออกผลิตภัณฑ์ไปตลาดต่างประเทศ โดยในปีนี้เป็นปีที่ให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนภายใต้แนวคิดได้แก่  Groom Grant Growth และปีนี้ได้เพิ่ม  Global  เป็น 4G ซึ่งจะเน้นหนัก เพื่อส่งเสริมผู้ประกอบการให้เติบโตในตลาดต่างประเทศมากขึ้น

“จุดอ่อนของนวัตกรรมไทยคือ การพัฒนาขึ้นมาเป็นผลิตภัณฑ์ที่จำหน่ายในประเทศยังยากอยู่ แม้จะมีการขึ้นทะเบียนบัญชีนวัตกรรม กับทางสวทช. หรือการรับรองสินค้า Made in Thailand กับสภาอุตสาหกรรม แต่จุดสำคัญคือการสนับสนุนให้เกิดการใช้นวัตกรรมไทยทั้งภาครัฐและภาคเอกชน จะช่วยให้เกิดความต้องการของตลาดภายในประเทศ ส่งผลให้ผู้ประกอบการมีโอกาสเติบโต และเก็บเป็นผลงานให้ภาครัฐนำไปขายสินค้าและบริการในตลาดต่างประเทศได้ รวมถึงมีการกำหนดทิศทางกลยุทย์ะแนวทางปฏิบัติการขับเคลื่อนที่ระบุชัดเจน นำไปสู่ความร่วมมือกับต่างประเทศที่จะพานวัตกรรมไทยประสบความสำเร็จในตลาดโลก” ผอ.NIA กล่าว

นวัตกรรมที่ได้รับการสนับสนุนจาก NIA

ปรับโมเดลนวัตกรรมไทยให้มีศักยภาพ เป็นอีกหนึ่งทางออกที่่ช่วยขับเคลื่อนนวัตกรรมไทย ผอ.NIA แสดงความเห็นว่า จากการรับฟังแนวทางการขับเคลื่อนของชาตินวัตกรรม ที่ผลมีการจัดอันดับดัชนีนวัตกรรมโลกอยู่ในอันดับต้นๆ อย่าง สวีเดน อันดับที่ 3, สิงค์โปร์ อันดับที่ 5, จีน อันดับที่ 12 และลิทัวเนีย อันดับที่ 34   ซึ่งลิทัวเนีย เป็นประเทศที่มีขนาดเล็กกว่าไทยเยอะมาก แต่สามารถผลักดันโมเดลนวัตกรรมให้อยู่อันดับสูงได้ เพราะความแข็งแกร่งในการพัฒนาผู้ประกอบการ ผลิตภัณฑ์ และที่สำคัญคือ การมองตลอดต่างประเทศเป็นหลัก เห็นได้ชัดจากที่ลิทัวเนียมีผู้ประกอบการด้าน FinTech มากถึง 400 ราย ส่วนไทยมีประมาณ 70-80 ราย ดังนั้นลิทัวเนียจึงมองเห็นแนวทางในการร่วมมือกับไทยสร้าง FinTech Hub โดยเฉพาะเรื่อง Cyber Security และด้านไลฟ์สไตล์ ที่ไทยมีความเก่งทางด้านนี้ ซึ่งอาจจะมีข้อตกลงในด้านการลงทุนคือ ต้องลงทุนบริษัทไทยหรือสตาร์ทอัพไทย เพื่อก่อให้เกิดการเรียนรู้ เป็นการขยายตลาดผ่านการร่วมลงทุนระหว่างประเทศ

ส่วนประเทศสวีเดน ที่จะมีการขยายตลาดนวัตกรรมด้าน Climate Tech ร่วมกัน เพราะสวีเดนมีการคิดค้นพัฒนานวัตกรรมด้านการวัดค่าการปล่อยคาร์บอน ที่อาจจะครอบคลุมเกี่ยวสภาวะโลกร้อน ในอนาคตก็จะเกิดการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ร่วมกัน ซึ่งขณะนี้ไทยได้เริ่มพัฒนาเพื่อให้เกิดสตาร์ทอัพในกลุ่มนี้มากยิ่งขึ้น โดยความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

แนวทางการพาสตาร์ทอัพไทยสู่ตลาดเกาหลีนวั

เป้าหมายการขยายตลาดนวัตกรรมไทยไปตลาดต่างประเทศในปีนี้ ผอ.NIA กล่าวว่า การขยายตลาดนวัตกรรมเกษตร ที่คนไทยถือว่ามีศักยภาพอย่างมาก ไปยังประเทศที่ต้องการอย่าง แอฟริกาใต้ ตะวันออกกลาง ที่มีความต้องการในการเรียนรู้การทำเกษตร ไทยสามารถเข้าถึงได้ง่ายกว่าการขยายไปยังตลาดยุโรป เพราะเทคโนโลยียังไม่สามารถแข่งขันได้  หรือ อุตสาหกรรม Health Tech ในกลุ่มผู้สูงอายุไปยังประเทศญี่ปุ่นและเกาหลีใต้, medical Tech และ AI ลุกตลาดเยอรมนี, Smart City ในตลาดออสเตรเลีย ซึ่งประเทศเหล่านี้ไม่เพียงแค่การขยายตลาด แต่เป็นเรียนรู้กลุ่มเป้าหมายและองค์ความรู้ในการกลับมาพัฒนานวัตกรรมของไทย

ณัฐวัฒน์ จารุโชคทวีชัย

การส่งเสริมผู้ประกอบการออกสู่ตลาดเกาหลีใต้ ณัฐวัฒน์ จารุโชคทวีชัย ผู้จัดการสำนักงานประเทศไทย Y&ARCHER  ว่า  ภาพรวม Startup Ecosystem  ของตลาดเกาหลีใต้ ที่มีกระทรวง SME และ Startup ในการควบคุมดูแลโดยมีสตาร์ทอัพเกาหลีใต้ที่จดทะเบียนกว่า 650,000 ราย มีมูลค่ากว่า 211 พันล้านเหรีญสหรัฐ และมี Unicorn ถึง  22 สตาร์ทอัพ  ซึ่งนับว่าเป็นตลาดที่ค่อนข้างใหญ่ อย่างไรก็ตามแม้จะมีบริษัทใหญ่ที่สัดส่วน GDP มากถึง 70% แต่มีการจ้างงานเพียง 5% รัฐบาลเกาหลีใต้จึงได้สร้างสตาร์ทอัพขึ้นมาเพื่อช่วยให้คนมีงานทำ เพราะสตาร์ทอัพที่จัดตั้งขึ้น 1 บริษัท ต้องจ้างพนักงานอย่างน้อย 5-10 คน

ณัฐวัฒน์ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ผู้ประกอบการที่จะเข้าไปขยายตลาดจะต้องไม่ลงทุนในด้านที่แข็งแกร่งของเกาหลีใต้ เช่น ไอซีที ไฟฟ้า เครื่องกล ชีวภาพ/เครื่องมือแพทย์ ซึ่งขณะนี้รัฐบาลเกาหลีใต้ได้ทำให้สตาร์ทอัพโตในประเทศ จุดหมายต่อไปคือการไปสู่ตลาดโลก โดยดึงสตาร์ทอัพจากต่างประเทศเข้ามามีส่วนร่วม ผ่านโปรแกรม K-STARTUP Grand Challenge และ COMEUP Stars ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์มากยิ่งขึ้น ดังนั้นการพาสตาร์ทอัพไทยไปสู่ตลาดเกาหลีใต้โดยการผ่านความร่วมมือกับทางมหาวิทยาลัยหรือองค์กร ซึ่งคาดว่าในปีนี้จะมีการลงทุนสตาร์ทอัพเพิ่ม 3 ราย และปีหน้าเพิ่มเงินลงทุนเป็น 2 เท่า และมองว่าในอนาคตทั้งสตาร์ทอัพไทยและเกาหลีสามารถร่วมมือกันได้ในการพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยี.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

NIA เดินหน้าขับเคลื่อนไทยสู่ 'ชาตินวัตกรรม' เปิดรับสมัคร 'รางวัลนวัตกรรมแห่งชาติ 2569' ปลุกพลังนวัตกรไทยสานต่อพระอัจฉริยภาพ 'พระบิดาแห่งนวัตกรรมไทย'

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA ภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและ นวัตกรรม (อว.) ประกาศเปิดรับสมัครผลงานนวัตกรรมเข้าร่วมประกวด “รางวัลนวัตกรรมแห่งชาติ ประจำปี 2569 (National Innovation Awards 2026)” รางวัลอันทรงเกียรติสูงสุด

โมเดลสร้างเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรม ‘นิลมังกร’ แปลงร่างคนตัวเล็กให้กลายเป็นฮีโร่ของเศรษฐกิจท้องถิ่นไทย

ในโลกธุรกิจระดับสากล องค์กรที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจแบบก้าวกระโดดมักถูกขนานนามว่า “ยูนิคอร์น” ซึ่งเน้นการเติบโตแบบทวีคูณ แต่สำหรับเมืองไทย สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ

กรมส่งเสริมวัฒนธรรม จับมือสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) ลงนาม MOU ส่งเสริมวัฒนธรรมไทยผ่านนวัตกรรมสร้างสรรค์

เมื่อเวลา 11.00 น. ของเมื่อวานนี้ (10 ก.ย.68) ที่สุราลัย ฮอลล์ ชั้น 7 ไอคอนสยาม เขตคลองสาน กทม. กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม ร่วมกับสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA