
“ดอยปุย” เป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย จังหวัดเชียงใหม่ อยู่สูงจากระดับน้ำทะเลถึง 1,685 เมตร จึงมีอากาศเย็นสบายตลอดทั้งปี ด้วยสภาพความเป็นธรรมชาติ เพราะเป็นป่าสนเขา และป่าดิบเขา ดอยปุยจึงได้ชื่อว่าเป็น”ป่ากลางเมือง หรือป่าหลังบ้านคนเชียงใหม่” เพราะถ้ามองจากจุดสูงสุดของดอย ก็จะเห็นตัวเมืองเชียงใหม่ไม่ไกลนัก
ช่วงหน้าหนาว ถ้าใครต้องการ ขึ้นเหนือมาเชียงใหม่ เพื่อสัมผัสอากาศเย็นๆ ดอยปุย เป็นหนึ่งในทางเลือกที่น่าสนใจ เพราะสามารถแคมป์ได้ที่นี่ แต่ที่น่าสนใจมากกว่าไปกว่านั้น ก็คือ กิจกรรมการเดินศึกษาธรรมชาติบนดอยปุย ซึ่งทำได้ตลอดทั้งปี ไม่ต้องรอหน้าหนาว การเดินป่าศึกษาธรรมชาติบนดอยปุย จะได้ทั้งการดื่มด่ำกับจุดชมวิวสวยๆ แบบพาโนรามา หรือชมแสงแรกยามเช้า และแสงสุดท้ายก่อนพระอาทิตย์ใกล้ตกดิน พร้อมกับการศึกษาธรรมชาติต้นไม้ใบหญ้าบนดอยที่ไม่เหมือนที่ไหน ส่วนใครที่ชื่นชอยดูนก ก๋ไม่ผิดหวังแน่นอน หรือหากต้องการดูวิถีชีวิตชาวม้งก็สามารถทำได้ เพราะมีหมู่บ้านม้ง ให้ไปเยี่ยมชม

ในอดีตดอยสุเทพ-ปุย มีความสำคัญ ในเชิงการศึกษาหาความรู้ด้านพฤกษา เคยได้ชื่อว่าเป็น” ขุมทรัพย์ทางพฤกษาศาสตร์ ” นักวิทยาศาสตร์ระดับตำนาน อย่างดร. ดร.อาเธอร์ คาร์ (Dr. Arthur Kerr) หรือที่คนไทยรู้จักในชื่อ “หมอคาร์” ซึ่งได้รับพระมหากรุณาธิคุณให้ดำรงตำแหน่งเจ้ากรมเพาะปลูก และได้เป็นพระยาแรกนา ผู้ใช้เวลากว่าครึ่งชีวิตอุทิศให้การสำรวจพรรณไม้ทั่วไทย ได้มาสำรวจพืชพรรณ บนดอยสุเทพ- ปุย และเป็นคนแรกที่ระบุชนิดพันธุ์บนดอยแห่งนี้เป็นคนแรก ชื่อของพืชพรรณที่ค้นพบ จึงมีคำต่อท้ายว่า”สุเทพ” หรือ Suthepensis เพื่อบ่งบอกความเป็นพืชเฉพาะถิ่นที่มีแค่ดอยสุเทพ-ปุยเท่านั้น พืชและแมลงบางชนิดของที่นี่ ถูกเก็บรักษาไว้ที่สถาบันระดับโลกมานานกว่า 100 ปี สะท้อนความสำคัญของพื้นที่ในระดับสากล

เมื่อช่วงปลายปีที่แล้ว ได้มีโอกาสเดินทางไปกับบริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ EGCO Group โดย มูลนิธิไทยรักษ์ป่า เนื่องในโอกาสเปิด “เส้นทางศึกษาธรรมชาติยอดดอยปุย” ซึ่งเป็นเส้นทางที่ปรับปรุงใหม่ พร้อมกับการจัดทำ Trail Head ระเบียงชมวิว และป้ายสื่อความหมายธรรมชาติตลอดแนวเส้นทาง ซึ่งส่งมอบให้แก่อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ตามเจตนาเพื่อชูให้เป็น “เส้นทางฯ ป่าหลังบ้านของเมืองเชียงใหม่” เพราะเป็นเส้นทางศึกษาธรรมชาติที่ใกล้ตัวเมืองเชียงใหม่มากที่สุดแห่งหนึ่ง และความเป็นป่าต้นน้ำและแหล่งเรียนรู้ระบบนิเวศเฉพาะถิ่นที่สะท้อนคุณค่าของป่าดิบเขาภาคเหนือ ที่สามารถเข้าถึงได้ง่ายสำหรับทุกคน เพราะการเดินทางไปก็ไม่ยาก ถ้าขับรถยนต์ส่วนตัวขึ้นไปได้จากถนนศรีวิชัย (เส้นทางเดียวกับพระธาตุดอยสุเทพ) โดยขับเลยขึ้นไปอีก 20-30 นาที ก็ถึงแล้ว หรือจะใช้บริการรถสองแถวแดง ตรงหน้าพระธาตุดอยสุเทพ หรือถ้าแข็๋งแรงพอ ก็สามารถเดินเท้าขึ้นไปก็ย่อมได้

เส้นทางศึกษาธรรมชาติยอดดอยปุย ที่ปรับปรุง ประกอบด้วยเส้นทางย่อย 3 เส้นทาง ระยะทางไป-กลับประมาณ 5 – 8 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินเท้าประมาณ 2.5 – 5 ชั่วโมง ให้มีความแข็งแรง ความปลอดภัย เป็นมิตรกับระบบนิเวศ และกลมกลืนกับสิ่งแวดล้อม รวมถึงจัดทำ Trail Head 4 จุด ระเบียงชมวิว 3 จุด และป้ายสื่อความหมายธรรมชาติตลอดแนวเส้นทางรวม 24 ป้าย เพื่อให้สอดคล้องกับพฤติกรรมการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวหลายรูปแบบ ได้แก่
เส้นทางย่อยที่ 1 : เส้นทางฯ ยอดดอยปุย (Trailhead ยอดดอยปุย – ดอยหัวหมู) นิเวศประวัติศาสตร์บนยอดดอยปุย ระยะทางไป-กลับ 4.9 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินเท้าไป-กลับประมาณ 3.5 ชั่วโมง เหมาะสำหรับผู้ที่สนใจศึกษาพื้นที่ป่าต้นน้ำบนดอยสูง การจัดการพื้นที่ทางนิเวศวิทยา และการชมวิวทิวทัศน์เมืองเชียงใหม่

เส้นทางย่อยที่ 2 : เส้นทางฯ มรกต (Trailhead มรกต – ดอยหัวหมู) พื้นที่ที่ช่วยฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติให้เชื่อมโยงกัน ระยะทางไป-กลับ 4.5 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินไป-กลับประมาณ 2.5 ชั่วโมง เหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบการดูนก หรือการเดินสัมผัสธรรมชาติเพื่อเติมพลังให้กับตัวเอง
เส้นทางย่อยที่ 3 : เส้นทางฯ ระยะไกล (Trailhead ยอดดอยปุย – ดอยหัวหมู – บ้านขุนช่างเคี่ยน) ระยะทางไป-กลับ 7.5 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินไป-กลับประมาณ 5 ชั่วโมง มีความลาดชัน เหมาะสำหรับผู้ที่ร่างกายแข็งแรง ชอบความท้าทาย และต้องการเรียนรู้ทั้งธรรมชาติและวิถีชุมชน โดยเดินต่อจากดอยหัวหมูที่มีทัศนียภาพสวยงาม ไปตามแนวกันไฟ สู่หมู่บ้านขุนช่างเคี่ยน ชุมชนชาวม้งในพื้นที่ป่าดอยสุเทพ-ปุย ซึ่งปัจจุบันเป็นหมู่บ้านที่มีชื่อเสียงด้านการชมดอกนางพญาเสือโคร่ง หรือ ซากุระเมืองไทย

สมเกียรติ สุทธิวานิช รองกรรมการผู้จัดการใหญ่สายงานบัญชีและการเงิน EGCO Group และรองประธานกรรมการมูลนิธิไทยรักษ์ป่า กล่าวในการเปิดเส้นทางว่า เส้นทางศึกษาธรรมชาติยอดดอยปุย ที่เปิดในคราวนี้ เปรียบเสมือน “เส้นทางฯ ป่าหลังบ้านของเมืองเชียงใหม่” เพราะเป็นเส้นทางศึกษาธรรมชาติที่ใกล้ตัวเมืองเชียงใหม่มากที่สุดแห่งหนึ่ง รวมทั้งเป็นป่าต้นน้ำและแหล่งเรียนรู้ระบบนิเวศเฉพาะถิ่นที่สะท้อนคุณค่าของป่าดิบเขาภาคเหนือ ที่สามารถเข้าถึงได้ง่ายสำหรับทุกคน นักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสทั้งความสวยงามของธรรมชาติและคุณค่าของป่าดิบเขาภาคเหนือ ที่เชื่อมโยงกับวิถีชีวิตของผู้คนในเมืองเชียงใหม่ จนนำไปสู่การเกิดความตระหนักและจิตสำนึกในการร่วมแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและช่วยกันอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน

” การเปิดเส้นทางศึกษาธรรมชาติ ที่ดอยปุยนี้ มาจากความเชื่อที่ว่า “ต้นทางดี จะก่อกำเนิดผลลัพธ์ปลายทางที่ EGCO Group ให้ความสำคัญกับการร่วมดูแลและพัฒนาชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อมให้ยั่งยืนตั้งแต่ต้นทาง โดยได้ก่อตั้งและสนับสนุนการดำเนินงานของมูลนิธิไทยรักษ์ป่า องค์กรสาธารณกุศลเพื่อการอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าต้นน้ำและความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ป่าต้นน้ำที่สำคัญของประเทศมากว่า 23 ปี หนึ่งในภารกิจของมูลนิธิฯ คือ การพัฒนาเส้นทางศึกษาธรรมชาติที่ได้มาตรฐาน เพื่อเป็นห้องเรียนธรรมชาติให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวได้สัมผัสถึงคุณค่าของป่าต้นน้ำและธรรมชาติอย่างใกล้ชิด โดยระหว่างปี 2558 – 2567 มูลนิธิฯ ได้ร่วมกับกรมอุทยานฯ พัฒนาและปรับปรุงเส้นทางศึกษาธรรมชาติมาแล้ว จำนวน 10 เส้นทาง ในอุทยานแห่งชาติ 4 แห่ง ใน 3 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ นครศรีธรรมราช และชัยภูมิ”สมเกียรติกล่าว

อรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช บอกว่า ความร่วมมือระหว่าง กรมอุทยานฯ EGCO Group และมูลนิธิไทยรักษ์ป่า เพื่อพัฒนาและปรับปรุงเส้นทางศึกษาธรรมชาติในพื้นที่อุทยานแห่งชาติต่าง ๆ ให้มีความปลอดภัย แข็งแรง และสะดวกสำหรับการท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2551 จนถึงปัจจุบัน ภายใต้บันทึกข้อตกลงความร่วมมือฉบับที่ 4 ระหว่างปี 2564 – 2569 ถือได้ว่า EGCO Group และมูลนิธิไทยรักษ์ป่า เป็นตัวอย่างของเอกชน ที่มีส่วนร่วมขับเคลื่อนภารกิจของกรมอุทยานฯ ในการอนุรักษ์ ส่งเสริม และฟื้นฟูทรัพยากรป่าไม้ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช


ช่วงกลางเดือนธันวาคม อากาศกรุงเทพฯ ยังเย็นๆ สบายๆ ส่วนสภาพอากาศดอยสุทพ-ปุย ช่วงนั้นอยู่ที่ประมาณ 17-18องศา เรียกว่ากำลังสบายๆ ทำให้การเดินเส้นทาง ดอยปุย-ดอยหัวหมู รวมขาไปและขากลับ 4.9 กม. ซึ่งเป็นเส้นทางที่ไปถึงจุดสูงสุดของดอย ไม่เหนื่อยจนเกินไป ขาขึ้นออกจะไกลกว่าขาลง และต้องใช้พลังงานแรงขาเยอะกว่า เพราะเส้นทางจะค่อยๆ ชันขึ้นเรื่อยๆ บางจุดเล่นเอาหัวใจเต็นถี่ ๆ หอบๆ แต่โดยรวมถือว่าเดินไม่ยาก เพราะระหว่างทางจะมีจุดแวะเป็นระยะ ๆ จุดพักนี้จะมีป้ายให้ข้อมูลเกี่ยวกับป่า ชนิดของพืช ต้นไม้ หรือสัตว์ป่า

ระหว่างทางก็จะพบ”พืขตระกูลสุเทพ” ที่มีเฉพาะที่นี่เท่านั้น เด่นๆ ก็มี เอื้องนิ่มสุเทพ ต้นข้าวสารสุเทพ ผึ่้งกาเหว่าพนจรสุเทพ ผึ้งขุดหลุมสุเทพ ลุงตั๋น มณีโต นักสื่อความหมายธรรมชาติ หนึ่งในภาคีเครือข่ายของมูลนิธิไทยรักษ์ป่า อดีตเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ -ปุย เป็นไกด์นำทางการเดิน เดินไปเล่าไปถึงความสำคัญของป่า และต้นไม้บนดอยแห่งนี้ การพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันของธรรมชาติ ต่างมีส่วนช่วยทำให้ป่ามีสภาพอุดมสมบูรณ์ เช่น ไม้อิงอาศัย ที่เป็นต้นไม้เล็ก อาศัยบนต้นไม้ใหญ่ ไม้เล็กพวกนี้จะไม่แย่งอาหารจากเจ้าของบ้าน อาศัยเพียงการรับแสง และความชื้นเท่านั้น แต่ในเวลาเดียวกัน ก็ช่วยกักเก็บน้ำ ชะลอการไหลบ่าของน้ำ เป็นแหล่งพักพิงของแมลงเล็กๆ และนก

ต้นไม้หลายอย่าง เราไม่เคยรู้จัก หรือได้ยินชื่อมาก่อน ลุงตั๋น ชี้ไปที่ยอดไม้ บอกว่า บางต้น คือ ฟิล์มมี่มอสและเฟินกูดผา เฟินกูดอ้อม ว่านไก่แดง มณีจันทร์ ซึ่งจะออกดอกสวยห้อยระย้าในหน้าฝน แต่ที่เด่นที่สุดก็เป็นโฮย่าสยาม เป็นพืชเฉพาะถิ่นที่มีดอกรูปดาวสีขาวนวล มีกลิ่นหอมอ่อนๆ เป็นตัวดึงดูดแมลงและผีเสื้อ และยังมีเห็ดที่ขึ้นตามลำไม้ที่หักโค่น บางชนิดคือเห็ดหูหนู ที่เห็นคือ ไม้บางท่อนมีเห็ดหูหนูสีแดงอมน้ำตาลขึ้นเยอะมาก นอกจากนี้ ยังเจอเกาลัดป่าที่ร่วงตามพื้น แม้จะลูกเล็กๆ ไม่ใหญ่เท่าเกาลัดประเทศเมืองหนาว แต่ลุงตั๋นบอกว่ากินได้
พวกเราเดินไปเรื่อยๆ ใช้กำลังขาต่อสู้กับแรงโน้มถ่วงโลก ในที่สุดก็มาถึงจุดสูงสุดของดอยปุย ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของสายน้ำ และชีวิตของคนเชียงใหม่ และน่าจะของคนกรุงเทพฯด้วย เพราะน้ำจากดอยแห่งนี้จะไหลไปรวมกับแหล่งน้ำใหญ่ ที่เป็นต้นกำเนิดของแม่น้ำเจ้าพระยา

ตรงจุดสูงสุดดอยปุยนี้ มีการปักหมุด มีตัวหนังสือระบุบนหมุด อ่านได้ความว่า”หมุดสามเหลี่ยม- กรมแผนที่ “ซึ่งไม่มีคำอธิบายอื่นๆ อีกว่า หมุดที่ปักมีความหมายอย่างไร ทำไมมาปักตรงนี้
หลังจากผ่านจุดสูงสุด เราก็มาถึงลานพลับพลา ตรงจุดนี้เป็นจุดชมวิว ในหลวงร.9 และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เคยเสด็จมาประทับและพระพันปีหลวงทรงปลูกต้นกุหลาบป่า เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2536 แม้อากาศจะไม่เย็นจัด แต่นางพญาเสือโคร่ง ตรงจุดชมวิวแห่งนี้ ผลิดอกเล็กแรกแย้มมาให้เราชมแล้ว ตามกิ่งก้านไร้ใบ มีตุ่มเล็กๆ ที่พร้อมจะผลิบานเป็นดอกเต็มต้น เห็นแล้วชุ่มชื่นใจมาก

ถัดจากจุดชมวิวแห่งนี้ เดินเข้าไปอีกประมาณ 300-400 เมตร เป็นทางที่ลาดลงไป ก็จะถึงจุด ที่เป็นเส้นทางดอยหัวหมู-บ้านขุนช่างเคี่ยน ตรงนี้ เป็นจุดสูง เห็นวิวทิวทัศน์ในมุมกว้าง ทอดสายตาออกไป ด้านหนึ่งจะเห็นอำเภอแม่ริม แต่อีกฝั่งเป็นตัวเมืองของเชียงใหม่
มีการบอกเล่าว่าแถบบริเวณนี้ ซึ่งมองไปข้างล่างจะเห็นหมู่บ้านม้ง และกระโจมปลูกดอกไม้ ในอดีตเคยเป็นพื้นที่ปลูกฝิ่นมาก่อน สภาพป่าเสื่อมโทรม ในหลวงร.9 ทรงชักชวนให้ชาวม้ง หันมาปลูก ลิ้นจี่ กาแฟ ดอกไม้ ข้าวและพืชผักเมืองหนาวแทน นอกจากนี้ ยังทรงนำต้นสนจากประเทศจีนมาปลูกทดแทนป่าที่ถูกถางทำลายไป ทำให้สภาพป่ากลับมาฟื้นคืนสภาพอย่างที่เห็นในปัจจุบัน

ได้เวลาพอสมควร ถึงเวลากลับ ซึ่งเส้นทางขาลง เราเดินไปตามทางที่เรียกว่า “ถนนมรกต” เพราะพื้นทางเดินเป็นสีเขียวยาวไปตลอดทาง สีเขียวนี้มาจากไลเคนซึ่งเป็นพืชคล้ายตะไคร่น้ำ ซึ่งขึ้นปกคลุมตลอดทางเดิน เนื่องจากเส้นทางนี้มีความชื้นเหมาะกับการเติบโต การเดินขาลงก็เหมือนคนเมา เพราะตัวเราจะพุ่งไปข้างหน้าตลอด ถ้าเบรกไม่ดีอาจจะโซซัดโซเซได้ หลุดจากทางเดินขาลง ก็ถือว่าเป็นการจบทริปเดินป่าศึกษาธรรมชาติดอยปุย ซึ่งคนนำทางบอกว่า ที่เดินมาเนี่ยแค่เบาๆ หอมปากหอมคอ ถ้าให้หนักจริงๆต้องเป็นเส้นไปถึงบ้านช่างเคี่ยน ที่เป็นหมู่บ้านม้ง ระยะทางรวมๆ 7.5 กม.

ถึงจะเหนื่อย แต่ขอบอกว่าได้อรรถรสมาก ได้ฟังเรื่องราวพืชพรรณ ต้นไม้ สัตว์ บนดอยปุย ซึ่งถือว่าเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ มีตำนานและความเชื่อยาวนานหลายร้อยปี ความสำคัญของป่าบนดอยแห่งนี้ ที่อยู่ในฐานะป่าต้นน้ำ แหล่งรวมพืชเฉพาะถิ่น บางชนิดพบที่เดียวในโลก ทำให้เรารับรู้ถึงคุณค่าของดอยสุเทพ-ปุย ที่หลายคนอาจจะรู้จักแค่การไปสักการะพระธาตุดอยสุเทพ แต่ยังไม่เคยรับรู้ว่า ขุนเขาที่อยู่หลังดอย ก็มีความศักดิ์สิทธิ์และมีพลังของธรรมชาติที่อาจจะสำคัญไม่น้อยกว่าความเชื่อและศรัทธาก็เป็นได้

อยากบอกว่าถ้าใครสนใจมาเดิน ในเส้นทางศึกษาธรรมชาติดอยสุเทพ-ปุย ควรหาไกด์นำทางไว้อธิบายเกี่ยวกับป่า ต้นไม้ พืชรรณ ในป่าไว้ก็จะดีมากๆ เพราะถ้าเดินไปแบบชมนกชมไม้ เราจะก็จะไม่รู้ความหมาย ความสำคัญของต้นไม้ พืชพรรณแต่ละชนิด ที่นับว่ามีความพิเศษมากๆ มีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว หาไม่ได้ในท้องถิ่นอื่น ๆ ส่วนการติดต่อ ก็สามารถติดต่อได้ทางอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ -ปุย โทร. 0 5321 0246, 0 5321 0244, 086 420 5242 และควรติดต่อล่วงหน้าไม่ต่ำกว่า 7-15 วันก่อนมาถึงอุทยาน ฯ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง
สส. รวมพลังเครือข่ายสิ่งแวดล้อม ม้ง 12 หมู่บ้าน ดอยสุเทพ-ปุย และภาคีเครือข่าย Kick off แนวกันไฟ ยกระดับการทำงาน ลดไฟป่า และฝุ่น PM2.5
วันนี้ (29 ม.ค. 2567) กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมพลังเครือข่ายสิ่งแวดล้อม ดอยสุเทพ-ปุย และภาคีเครือข่าย จัด “เวทีเครือข่ายสิ่งแวดล้อมม้ง ดอยสุเทพ - ปุย 12 หมู่บ้าน พร้อม Kick off ทำแนวกันไฟ
เอ็กโก กรุ๊ป โดยมูลนิธิไทยรักษ์ป่า และ วว. ลงนามข้อตกลงความร่วมมือถ่ายทอดงานวิจัยสู่ชุมชน เพื่อส่งเสริมอาชีพและอยู่ร่วมกับป่าอย่างยั่งยืน
มูลนิธิไทยรักษ์ป่า องค์กรสาธารณกุศลซึ่งก่อตั้งและสนับสนุนการดำเนินงานโดย บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ เอ็กโก กรุ๊ป

