รพ.จุฬาฯ เตรียมทดสอบยาชีววัตถุในผู้ป่วยมะเร็งปอด PD-L1

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มีความก้าวหน้าของการรักษาโรคมะเร็งด้วย “ยาภูมิคุ้มกันบำบัด” (immunotherapy) เข้ามาเปลี่ยนแนวทางการรักษาโรคมะเร็งอย่างมีนัยสำคัญ ช่วยยืดอายุและเพิ่มโอกาสในการควบคุมโรคได้มากขึ้น แต่ในอีกด้านหนึ่ง ราคาของยานี้ยังอยู่ในระดับสูง กลายเป็นกำแพงสำคัญที่ทำให้ผู้ป่วยจำนวนมากไม่สามารถเข้าถึงการรักษาที่มีประสิทธิภาพได้ ท่ามกลางข้อจำกัดด้านงบประมาณของระบบสาธารณสุขไทย

 ความพยายามในการพัฒนายาชีววัตถุรักษามะเร็ง ภายในประเทศจึงกลายเป็นความหวังใหม่ ล่าสุด คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จับมือสภากาชาดไทย และเครือข่ายพันธมิตรทางคลินิก เดินหน้าผลักดันงานวิจัยสู่การทดลองในมนุษย์ พร้อมลงนามความร่วมมือกับคณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช เพื่อเปิดทางให้ผู้ป่วยไทยเข้าถึงนวัตกรรมการรักษาที่มีคุณภาพในต้นทุนที่เหมาะสมยิ่งขึ้นในอนาคต

นพ.ไตรรักษ์ พิสิษฐ์กุล

นพ.ไตรรักษ์ พิสิษฐ์กุล ผู้อำนวยการศูนย์ชีววิทยาระบบแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (CUSB) คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า โครงการนี้เริ่มต้นจากความตั้งใจที่จะพัฒนายาชีววัตถุรักษามะเร็งที่ คนไทยสามารถเข้าถึงได้ตั้งแต่ปี 2562  และตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา ทีมวิจัยได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การ พัฒนาเซลล์ตั้งต้นในการผลิตยา การออกแบบกระบวนการผลิต ไปจนถึงการขยายขนาดการผลิตในระดับ อุตสาหกรรม ภายใต้ข้อจำกัดด้านทรัพยากร แต่ด้วยความร่วมมือจากหลายภาคส่วน โดยเฉพาะการสนับสนุน จากประชาชนไทย ทำให้โครงการสามารถเดินหน้ามาได้อย่างต่อเนื่อง

“ในกระบวนการพัฒนายา โดยทั่วไปในต่างประเทศมักใช้เวลานานหลายปีหรืออาจยาวนานเป็นสิบปี เนื่องจากต้องผ่านขั้นตอนการทดสอบอย่างเข้มงวด ทั้งในระดับห้องปฏิบัติการและการทดลองในสัตว์ ก่อนจะสามารถก้าวเข้าสู่การทดลองในมนุษย์ได้ สำหรับโครงการนี้ใช้ระยะเวลาในการพัฒนาประมาณ 8 ปี โดยผลการทดลองในสัตว์พบว่ายาสามารถยับยั้งหรือทำให้ก้อนมะเร็งยุบลงได้ในระดับใกล้เคียงกับยาต้นแบบ ทั้งนี้ จากการทดลองในสัตว์จำนวน 10 ตัว พบว่ามะเร็งยุบลงในอัตรา 100% ครบทั้ง 10 ตัว ยาที่พัฒนาขึ้นเป็นยากลุ่มภูมิคุ้มกันบำบัด ซึ่งมีกลไกในการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้กลับมาทำหน้าที่ต่อสู้กับเซลล์มะเร็งได้อีกครั้ง ด้วยคุณสมบัติดังกล่าว ยาจึงมีศักยภาพในการนำไปใช้รักษามะเร็งได้หลากหลายชนิด และไม่ได้จำกัดอยู่เพียงมะเร็งประเภทใดประเภทหนึ่ง” นพ.ไตรรักษ์ กล่าว

ความก้าวหน้าที่สำคัญในปัจจุบัน  นพ.ไตรรักษ์ กล่าวว่า ทีมสามารถพัฒนาจนได้ผลิตภัณฑ์ยาชีววัตถุรักษามะเร็งใน ระดับมาตรฐาน GMP และดำเนินการในขั้นตอนการบรรจุเป็นผลิตภัณฑ์ยาสำเร็จรูป ด้วยความร่วมมือกับ สภากาชาดไทย ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่ทำให้โครงการสามารถเข้าสู่ระยะการวิจัยในมนุษย์ได้ จากผลการวิเคราะห์คุณภาพยาชีววัตถุรักษามะเร็งของเรา พบว่าอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้ และขณะนี้อยู่ระหว่าง การทดสอบเพิ่มเติมเพื่อยืนยันความเทียบเท่ากับยาของต่างประเทศตามหลักวิชาการ  ซึ่งถือเป็นอีกขั้นตอนสำคัญในการประเมินความปลอดภัยและประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ เกิดขึ้นได้จากการสนับสนุนของประชาชนไทยที่ร่วมกันผลักดันและให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง การวิจัยในมนุษย์อย่างมีคุณภาพในระยะถัดไป

นพ.ไตรรักษ์ กล่าวต่อว่า เรื่องค่าใช้จ่ายของยา มีการประเมินว่าหากสามารถพัฒนายาได้เอง ราคาจะลดลงได้ประมาณ 10 เท่า จากเดิมที่อยู่ในระดับหลักหลายหมื่นบาทต่อการรักษา ซึ่งการจะทำให้ผู้ป่วยเข้าถึงยาได้จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือสปสช. เพื่อให้สามารถบรรจุยาเข้าสู่ระบบสิทธิการรักษาได้ โดยเป้าหมายคือทำให้ราคายาอยู่ในระดับที่ภาครัฐสามารถสนับสนุนได้ จนผู้ป่วยไม่ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายเอง ขณะเดียวกัน ยาที่ใช้รักษาอยู่ในปัจจุบันเป็นการนำเข้าซึ่งยังอยู่ภายใต้สิทธิบัตร และคาดว่าจะหมดอายุในช่วงปลายปี 2571 หลังจากนั้นเป็นโอกาสสำคัญที่ทำให้ยามีราคาถูกลงและประชาชนสามารถเข้าถึงได้มากขึ้น

 ดังนั้นในช่วงเวลาก่อนสิทธิบัตรหมด ทีมวิจัยจะเดินหน้าทดลองและพัฒนายาอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งระดมทุนสนับสนุนงานวิจัยเพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็นการจัดกิจกรรมหรือแคมเปญต่าง ๆ เพื่อให้การพัฒนายาดำเนินไปได้อย่างรวดเร็ว ภายหลังจากการวิจัยในมนุษย์ โครงการมีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนการนำยาดังกล่าวไปใช้ในระบบ บริการสุขภาพของประเทศอย่างเหมาะสม ภายใต้กรอบการกำกับดูแลที่เกี่ยวข้อง ความร่วมมือในครั้งนี้จึงเป็น ต้นแบบของการพัฒนายาชีววัตถุในประเทศไทย ที่เกิดจากการบูรณาการองค์ความรู้ ทรัพยากร และความ ร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อมุ่งสู่การยกระดับการรักษาและความมั่นคงด้านสุขภาพของประเทศ

ศ.ดร.นพ.วิโรจน์ ศรีอุฬารพงศ์

ในการเตรียมความพร้อมสู่การวิจัยในมนุษย์  ศ.ดร.นพ.วิโรจน์ ศรีอุฬารพงศ์ สาขามะเร็งวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า หลังจากที่ได้ผลิตภัณฑ์ตัวอย่างแล้ว ขั้นตอนถัดไปคือการขออนุมัติการวิจัยในมนุษย์ โดยต้องผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัย ซึ่งเป็นความร่วมมือของทั้งสองสถาบัน จากนั้นจึงจะเปิดโครงการวิจัย ซึ่งคาดว่าจะเริ่มได้ภายในประมาณ 3 เดือนหลังจากนี้ โดยจะเปิดรับผู้ป่วยเข้าร่วมโครงการ ภายใต้เกณฑ์เบื้องต้นคือเป็นผู้ป่วยมะเร็งปอดที่มีการแสดงออกของโปรตีน PD-L1 มากกว่า 50% เพื่อเพิ่มโอกาสในการตอบสนองต่อการรักษา ผู้เข้าร่วมโครงการจะไม่เสียค่าใช้จ่าย ได้รับยา พร้อมการติดตามความปลอดภัยและประเมินประสิทธิภาพอย่างใกล้ชิด โดยตั้งเป้าหมายในปีแรกไว้ที่ 20 ราย จากทั้ง 2 สถาบัน  และหลังจากนั้นจะมีการรายงานผลลัพธ์เบื้องต้นของการศึกษา

ศ.ดร.นพ.วิโรจน์ กล่าวถึงสถานการณ์ปัจจุบันผู้ป่วยมะเร็งปอดประมาณ 100 ราย จะพบผู้ที่มีค่า PD-L1 สูงในระดับดังกล่าวราว 20–25 ราย สำหรับค่าใช้จ่ายของยามาตรฐานในปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 80,000–100,000 บาทต่อรอบการรักษา (ทุก 3 สัปดาห์) และยังไม่ครอบคลุมในสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ โดยมีเพียงผู้ป่วยบางกลุ่ม เช่น ข้าราชการ ที่สามารถเข้าถึงได้ อย่างไรก็ตาม สำหรับโครงการวิจัยนี้ ผู้ป่วยจะไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายและอยู่ภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิดของแพทย์

ด้านประสิทธิภาพ ศ.ดร.นพ.วิโรจน์ กล่าวว่า หากรักษาด้วยเคมีบำบัดเพียงอย่างเดียว ผู้ป่วยมักควบคุมโรคได้เฉลี่ยประมาณ 8 เดือน แต่หากใช้ยาภูมิคุ้มกันบำบัดชนิดนี้ ระยะเวลาการควบคุมโรคเฉลี่ยจะมากกว่า 2 ปี และมีผู้ป่วยประมาณ 15–20% ที่สามารถมีชีวิตอยู่ได้นานถึงเกือบ 5 ปี ยาดังกล่าวสามารถใช้เดี่ยวหรือใช้ร่วมกับเคมีบำบัดได้ ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของผู้ป่วยแต่ละราย โดยกลไกของยาจะช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันของร่างกายให้กลับมาทำงานในการต่อต้านเซลล์มะเร็งที่เคยถูกยับยั้งไว้ หากผลการวิจัยในปีแรกแสดงให้เห็นถึงความปลอดภัยและประสิทธิภาพที่ดี ก็มีแผนจะขยายการเข้าถึงยาไปสู่โรคอื่น ๆ รวมถึงพัฒนาแนวทางการเข้าถึงยาในวงกว้างมากขึ้น ซึ่งอาจไม่จำเป็นต้องอยู่ในรูปแบบการจำหน่ายทั่วไป แต่จะอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วนและสถาบันที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงการรักษาได้อย่างเหมาะสมและยั่งยืนต่อไป

นพ.ยศวัจน์ รุ่งโรจน์วัฒนา

 นพ.ยศวัจน์ รุ่งโรจน์วัฒนา อาจารย์สาขามะเร็ง วิทยาคณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช กล่าวว่า ในภาพรวมของการรักษาโรคในปัจจุบัน ไม่เฉพาะแต่มะเร็งเท่านั้น แนวโน้มของการแพทย์สมัยใหม่ได้ให้ความสำคัญกับยาชีววัตถุหรือยาแอนติบอดี ซึ่งเป็นยาที่ผลิตโดยใช้เทคโนโลยีจากเซลล์สิ่งมีชีวิต ทำให้มีความซับซ้อนและทันสมัยสูง ยาประเภทนี้ต้องผ่านกระบวนการพัฒนาและควบคุมคุณภาพตามมาตรฐานสากล รวมถึงการกำกับดูแลโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้มั่นใจในประสิทธิภาพและความปลอดภัยก่อนนำมาใช้กับผู้ป่วยจริง

สำหรับกลไกการออกฤทธิ์ของยาที่กำลังพัฒนา นพ.ยศวัจน์ กล่าวว่า อาศัยหลักการของภูมิคุ้มกันบำบัด โดยปกติร่างกายมนุษย์มีระบบภูมิคุ้มกันที่สามารถตรวจจับและทำลายเซลล์มะเร็งได้ แต่เซลล์มะเร็งมีกลไกในการหลบเลี่ยงการทำงานของภูมิคุ้มกัน หนึ่งในกลไกสำคัญคือการสร้างโปรตีน PD-L1 ซึ่งไปยับยั้งการทำงานของเซลล์ภูมิคุ้มกัน ยาที่พัฒนาขึ้นจึงเป็นแอนติบอดีที่เข้าไปยับยั้งการทำงานของโปรตีนดังกล่าว ทำให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายสามารถกลับมาทำลายเซลล์มะเร็งได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น จึงเลือกศึกษายาในผู้ป่วยที่มีการแสดงออกของ PD-L1 ในระดับสูง เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีเป้าหมายของการรักษาชัดเจนและมีแนวโน้มตอบสนองต่อยาได้ดีที่สุด

รศ.ดร.นพ.จิรุตม์ ศรีรัตนบัลล์ คณบดี คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ และ ผู้อำนวยการโรงพยาบาล จุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ระบุว่าโครงการนี้คือความร่วมมือเพื่อลดช่องว่างระหว่างศักยภาพการรักษาและ โอกาสในการเข้าถึงยา โดยผลักดันงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยสู่การใช้จริง เพื่อเสริมศักยภาพด้านยาชีววัตถุของ ประเทศในระยะยาว

ศ.นพ.สุทธิพงษ์ วัชรสินธุ ผู้ช่วยเลขาธิการสภากาชาดไทย และผู้อำนวยการสถานเสาวภา สภากาชาดไทย กล่าวว่า สภากาชาดไทยทำหน้าที่ผสานความเชี่ยวชาญด้านการวิจัยจากคณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ เข้ากับความพร้อมด้านการผลิตและบริหารจัดการชีววัตถุ เพื่อขับเคลื่อนงานวิจัยเข้าสู่ระยะการวิจัยใน มนุษย์อย่างเป็นระบบ มุ่งหวังเป็นต้นแบบการบูรณาการระหว่างหน่วยงานเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงการรักษาได้ อย่างเท่าเทียม

ผศ.นพ.จักราวุธ มณีฤทธิ์ คณบดี คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช กล่าวว่า วชิรพยาบาลพร้อมสนับสนุนบุคลากรและโครงสร้างพื้นฐานเพื่อขับเคลื่อนงานวิจัยจากห้องปฏิบัติการ สู่การศึกษาทางคลินิกในผู้ป่วยจริง ภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยและข้อมูลที่มีคุณภาพ ถือเป็นก้าวสำคัญใน การรวมองค์ความรู้เพื่อสร้างโอกาสให้ผู้ป่วยไทยเข้าถึงนวัตกรรมการแพทย์ที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

ผศ.นพ.จักราวุธ มณีฤทธิ์-รศ.ดร.นพ.จิรุตม์ ศรีรัตนบัลล์-ศ.นพ.สุทธิพงษ์ วัชรสินธุ

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

จุฬาฯ ดัน Soft Power ไทย ปั้นสยามสแควร์สู่ “World Dance Carnival” เทศกาลเต้นนานาชาติครั้งแรกกลางกรุงเทพฯ

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เดินหน้าผลักดัน Soft Power ไทย ผ่านการสร้างเทศกาลสร้างสรรค์ระดับนานาชาติ “World Dance Carnival” ขึ้นในวันที่ 7 มีนาคม 2569 ที่เปลี่ยน Siam Square Walking Street ให้กลายเป็น World Cultural Street แห่งการเต้นใจกลางกรุงเทพฯ เปิดพื้นที่ให้ผู้คนจากหลากหลายประเทศได้มาร่วมแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมผ่านศิลปะการเคลื่อนไหว