ผ่าวิกฤตปุ๋ยแพง:หนึ่งทางรอดของเกษตรกรไทยภายใต้สงครามอ่าวเปอร์เซีย

วิน ไตรวิทยานุรักษ์ และ ธงชัย พรรณสวัสดิ์

ภาควิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ประเทศไทยนำเข้าปุ๋ยยูเรียประมาณ 41- 60% ของการนำเข้าปุ๋ยเคมีทั้งหมด คือสูงถึงปีละ 1.5 – 2.6 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่าราว 32,000 ล้านบาท  ซ้ำร้ายกว่านั้นราว 70% ของปุ๋ยยูเรียต้องนำเข้าจากประเทศซาอุดิอาระเบีย โอมาน และกาตาร์ที่ตั้งอยู่บริเวณอ่าวเปอร์เซีย ทำให้มีปัญหาส่งออก ราคาปุ๋ยยูเรียที่ขยับตัวสูงขึ้น 30 – 40% จึงบีบต้นทุนเกษตรกรไทยให้พุ่งสูงขึ้นจนแทบไม่เหลือกำไร

มูลค่าความสูญเสียที่ซ่อนอยู่

การเกษตรของไทยมีเศษวัสดุ เช่น ตอซังข้าว ซังข้าวโพด กิ่งและใบอ้อย เหลือทิ้งอยู่มากถึง 48 ล้านตันในแต่ละปี (กรมพัฒนาที่ดิน 2564) เกษตรกรบางกลุ่มมักเผาทำลายแทนที่จะนำมาใช้ประโยชน์ด้วยติดที่ค่าใช้จ่ายและเวลาที่ไม่อำนวย  ทำให้ดินเสียและเป็นต้นกำเนิดของ PM2.5 รวมทั้งปัญหาการทำการค้ากับต่างประเทศจากการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

ความเสียหายจากฝุ่น PM2.5 : ฝุ่น PM2.5 มีผลกระทบต่อระบบสุขภาพทั้งค่าใช้จ่ายด้านการรักษาและป้องกันโรคที่เพิ่มขึ้นทุกปี ตัวเลขทางการคือประมาณ 3 พันล้านบาทต่อปี หากพิจารณารวมความสูญเสียทางเศรษฐกิจทั้งทางตรงและทางอ้อมอื่นๆ มูลค่านี้จะเพิ่มขึ้นมากทวีคูณ

ธาตุอาหารที่หายไป : การเผาเศษวัสดุการเกษตร ทำให้ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียมในชีวมวลสลายตัวไปในอากาศ   การศึกษาในภาคเหนือพบว่ามีการเผาวัสดุเกษตรเฉลี่ยปีละ 790,400 ตันต่อปี (กรมพัฒนาที่ดิน 2564) คิดเป็นการปล่อยไนโตรเจนไปในอากาศปีละ 3,900 ตัน คิดเทียบเท่ากับปริมาณปุ๋ยยูเรีย 8,500 ตันต่อปี หรือเท่ากับปริมาณการนำเข้าราว 112 ล้านบาทต่อปี หากเทียบสัดส่วนจากพื้นที่เพาะปลูกเพื่อประมาณการสูญเสียในระดับประเทศ จะพบว่าการเผาเศษวัสดุนั้นผลาญเงินเป็นมูลค่าปุ๋ยยูเรียนำเข้าราว 261 ล้านบาท นี่คือความสูญเสียที่แม้จะไม่มากนักก็พึงไม่ให้เกิดขึ้น

5 ข้อดีของการเปลี่ยนซากเกษตรให้เป็นขุมทรัพย์

ขอเสนอให้รัฐจัดให้มีโครงการนำเศษซากเกษตรกรรมนี้มาผสมกับมูลสัตว์ที่มีอยู่แล้วในพื้นที่ ผลิตเป็นปุ๋ยอินทรีย์  ที่มีข้อดีอย่างน้อย 5 ด้านดังนี้

1.ครบเครื่องธาตุอาหาร : ปุ๋ยอินทรีย์ที่ได้จากการหมักซากพืชทางเกษตรกับมูลสัตว์นี้ไม่ได้มีแค่ไนโตรเจน (N) แต่ยังมีฟอสฟอรัส (P), โพแทสเซียม (K) และจุลธาตุอื่นๆ ที่ปุ๋ยยูเรียไม่มี

 2.คืนชีพให้ดิน : ฮิวมัสและอินทรียวัตถุจากซากพืชจะปรับดินให้ร่วนซุย ทำให้ลดการใช้สารเคมีในอนาคต และคืนสภาพธรรมชาติของระบบนิเวศดิน

3.ลดต้นทุนทันที : กรมพัฒนาที่ดินเคยวิจัยใน 9 จังหวัดภาคเหนือ พบว่าวัสดุการเกษตร 1 ตันใช้ผลิตปุ๋ยอินทรีย์ได้ประมาณ 72 กิโลกรัม ต้นทุน 0.35 – 3.40 บาทต่อกิโลกรัม จำหน่ายได้ 5 – 7 บาทต่อกิโลกรัม (กรมพัฒนาที่ดิน 2564)  ในขณะที่ราคาปุ๋ยยูเรียนำเข้าอยู่ที่ 8-26 บาทต่อกิโลกรัมในช่วงสิบปีที่ผ่านมา (ฐานข้อมูลกรมวิชาการเกษตร)

การผลิตปุ๋ยใช้เองได้ในพื้นที่ไม่มีการขนส่งจากนอกพื้นที่ทั้งในประเทศและจากต่างประเทศ ทำให้ลดค่าใช้จ่ายเพิ่มได้อีก

4.อากาศสะอาด : การหยุดเผาลดฝุ่น PM2.5 ได้โดยตรง ลดภาระค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขของประเทศ

5.ช่วยลดโลกร้อน : การไม่เผาซากเกษตรกรรมนอกจากไม่ปล่อยก๊าซคาร์บอนโดยตรงแล้ว ยังไม่ปล่อยก๊าซคาร์บอนทางอ้อมอีกด้วย กล่าวคือ การนำเข้าปุ๋ยจากต่างประเทศต้องมีการขนส่งซึ่งมีคาร์บอนฟุตปรินท์อยู่ในตัว  ต้นทุนส่วนที่ประหยัดได้จากการที่ต้องไปหา carbon offset มาชดเชยคาร์บอนจากการขนส่งนี้  สามารถนำไปเพิ่มในข้อ 3 ได้ด้วย

ปลดล็อกด้วยกลไก”รัฐสนับสนุน – เอกชนบริหาร” (Outsource Model)

ปัญหาหลักคือเครื่องจักรตัด เก็บ และย่อยซากเกษตร รวมทั้งโรงทำปุ๋ยอินทรีย์ปัจจุบันยังมีไม่เพียงพอ อย่างไรก็ตามรัฐบาลไม่ควรและไม่จำเป็นต้องลงทุนจัดหาเครื่องจักรเหล่านั้นเอง แต่ควรใช้กลไก outsource จ้างให้เอกชนเข้ามาดำเนินการแทน ซึ่งเร็วกว่าและทันกับเหตุการณ์ฉุกเฉินรวมทั้งที่จะมีตามมาหลังสงครามอ่าวครั้งนี้ได้ดีกว่า

รัฐต้องมองภาพใหญ่ให้ทันเวลา : เมื่อรัฐมองแบบบูรณาการข้อดีทั้งหมด 5 แล้วรัฐก็ควรอุดหนุนส่วนต่างราคาปุ๋ย หรือให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีอื่น เพื่อให้เกษตรกรซื้อปุ๋ยอินทรีย์ที่ผลิตได้เองในพื้นที่นี้ด้วยราคาถูก อย่างน้อยก็ในช่วงเริ่มต้น

เศรษฐกิจฐานราก : เกิดการจ้างงานคนในชุมชนมาเดินเครื่องจักรและผลิตรวมทั้งใช้ปุ๋ยในพื้นที่ ลดระยะทางและค่าขนส่ง เป็น Zero Kilometer Fertilizer ที่ดีต่อผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน

ข้อสรุปเชิงนโยบาย 5 Wins

รัฐ (Win ที่ 1) :  ลดภาระการนำเข้าปุ๋ย ปัญหาฝุ่นพิษ และการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยไม่ต้องแบกภาระดูแลโครงการเอง

เกษตรกร (Win ที่ 2) : ได้ปุ๋ยดี ราคาถูก ดินดีขึ้น ผลผลิตต่อไร่สูงขึ้นในระยะยาว

เอกชน (Win ที่ 3) : มีโมเดลธุรกิจเขียวใหม่ (new green business) ที่รัฐสนับสนุน และเข้าถึงตลาดเกษตรกรในพื้นที่ได้กว้างขวาง

สิ่งแวดล้อม (Win ที่ 4) : PM2.5 ลดลง ระบบนิเวศในดินฟื้นตัว

ความคุ้มค่า (Win ที่ 5) :  คุ้มมากเมื่อรัฐวิเคราะห์ความคุ้มค่าในภาพรวมทุกมิติ ที่มากกว่าเพียงราคาปุ๋ยโดดๆ

นั่นคือ งานนี้หากนำไปดำเนินการจะได้ทั้งการมีปุ๋ยเพิ่มในพื้นที่ (availability) ราคาถูกลง (economic advantage) และ ความยั่งยืน (sustainability)

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

1 พ.ค.นี้ จุฬาฯ ยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงาน ปีที่ 2 จัดตรวจสุขภาพ และให้บริการด้านต่าง ๆ ฟรี! กลางสยามสแควร์

ด้วยนโยบายที่อยากเปลี่ยนพื้นที่สยามให้เป็นมากกว่าแค่พื้นที่ของวัยรุ่น และนักท่องเที่ยว แต่อยากให้เป็นพื้นที่แห่งโอกาสของคนไทยทุกคน

เดินหน้าส่งเสริม ผลิตปุ๋ยอินทรีย์ใช้เอง ลดต้นทุน-สู้วิกฤตปุ๋ยเคมีขาดแคลน ราคาแพง

จ.บุรีรัมย์ เดินหน้ารณรงค์ส่งเสริม ให้ชาวบ้านและเกษตรกร ได้หันมาผลิตปุ๋ยอินทรีย์ใช้เอง เพื่อเป็นการลดต้นทุนการผลิต และเพื่อนำไปใช้ทดแทนการใช้ปุ๋ยเคมี ที่มีราคาสูงขึ้น ซึ่งเป็นผลกระทบมาจากเหตุสู้รบภูมิภาคตะวันออกกลาง