
7 มิ.ย.2569-ศ.ดร.อธิภัทร มุทิตาเจริญ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ โพสต์เฟซบุ๊ก Athiphat Muthitacharoen เรื่อง “เมื่อลดหย่อนพ่อแม่ชนกับบัตรคนจน: บทเรียนของสังคมไทย” เนื้อหาระบุว่า ช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก หลังครม. เห็นชอบให้นำข้อมูลการลดหย่อนพ่อแม่ มาใช้เป็นหนึ่งในเกณฑ์การตัดสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
หลายคนไม่พอใจ เพราะรู้สึกว่ารัฐกำลังบังคับให้พ่อแม่ต้องเลือกระหว่าง “บัตรคนจน” กับ “สิทธิลดหย่อนภาษีของลูก”
บางคนตั้งคำถามว่า ลูกลดหย่อนภาษี ประหยัดได้เพียงไม่กี่พันบาทต่อปี แต่พ่อแม่กลับสูญเสียสิทธิที่อาจจะมีมูลค่าสูงกว่านั้น แบบนี้สมเหตุสมผลแล้วหรือ
เพื่อทำความเข้าใจประเด็นนี้ให้รอบด้านมากขึ้น ผมขอเริ่มด้วยหลักฐานเชิงประจักษ์สำคัญที่สังคมไทยอาจยังรับรู้ไม่มากนัก
นั่นคือ บัตรคนจนของไทยมีปัญหาคัดกรองมาโดยตลอด
งานศึกษาของ ฉัตร คำแสง พบว่า ประเทศไทยมีคนจนอยู่ราว 4-5 ล้านคน แต่มีผู้ได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐมากถึงประมาณ 14.6 ล้านคน หรือมากกว่าจำนวนคนจนกว่า 3 เท่า ขณะที่คนจนจริงเกือบครึ่งหนึ่งกลับไม่ได้รับบัตรเลย พูดง่าย ๆ คือ ระบบมีทั้งปัญหา “รั่วไหล” และ “ตกหล่น” พร้อมกัน
ที่น่าสนใจคือ งานวิจัยของ วีระวัฒน์ ภัทรศักดิ์กำจร ยังพบว่า ราว 70% ของการรั่วไหลของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเกิดจากผู้ได้รับสิทธิที่มีรายได้จริงสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด ปัญหานี้จัดการได้ไม่ง่ายนัก เนื่องจากผู้ถือบัตรจำนวนมากประกอบอาชีพอิสระหรือทำธุรกิจส่วนตัว ทำให้รัฐไม่สามารถสังเกตรายได้ที่แท้จริงได้โดยตรง
นึกภาพง่าย ๆ ว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา รัฐใช้เงินภาษีจำนวนมหาศาลเพื่อช่วยเหลือคนจน แต่เกินครึ่งของคนจที่ได้รับความช่วยเหลือกลับไม่ได้ยากจนจริง ขณะที่คนจนจำนวนไม่น้อยกลับหลุดจากระบบ
ในช่วงที่ประเทศไทยกำลังเผชิญข้อจำกัดทางการคลังมากขึ้นทุกปี และกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว การพยายามทำให้สวัสดิการมุ่งเป้าไปยังคนที่เดือดร้อนจริงมากขึ้น จึงเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงได้ยาก และนี่คือจุดเริ่มต้นของดรามาครั้งนี้
เหตุผลของกระทรวงการคลังในมุมของกฎเกณฑ์
ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา กระทรวงการคลังพยายามปรับปรุงเกณฑ์คัดกรองผู้ได้รับสวัสดิการแห่งรัฐอย่างชัดเจน นอกจากข้อมูลรายได้แล้ว ยังมีการนำข้อมูลสินเชื่อ การถือครองทรัพย์สิน การลงทุนในหุ้นและตราสารหนี้ การทำประกันชีวิต รวมถึงข้อมูลทางการเงินอื่น ๆ มาประกอบการพิจารณา
หลายเกณฑ์เหล่านี้ สังคมแทบไม่ได้ตั้งคำถาม เพราะค่อนข้างสะท้อนฐานะทางเศรษฐกิจได้โดยตรง หากมีเงินลงทุนจำนวนมาก มีสินทรัพย์ทางการเงิน หรือมีศักยภาพทางเศรษฐกิจในระดับหนึ่ง ก็เป็นเรื่องสมเหตุสมผลที่รัฐจะพิจารณาว่า บุคคลนั้นอาจไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายหลักของสวัสดิการสำหรับผู้มีรายได้น้อย
ดังนั้น ดรามาครั้งนี้จึงไม่ได้เกิดจากการที่รัฐพยายามคัดกรองคนจน แต่เกิดจากการที่รัฐเลือกใช้ “การลดหย่อนภาษีบิดามารดา” เป็นหนึ่งในตัวชี้วัดความจำเป็นทางเศรษฐกิจ
ในสายตาของผู้กำหนดนโยบาย เหตุผลคือ หากผู้สูงอายุคนหนึ่งมีบุตรที่มีรายได้ถึงขั้นเสียภาษี และบุตรคนนั้นใช้สิทธิลดหย่อนบิดามารดา ย่อมเป็นสัญญาณหนึ่งว่าครอบครัวนั้นอาจมีศักยภาพในการดูแลกันเองมากกว่าครัวเรือนที่ไม่มีใครช่วยเหลือเลย
ในเชิงนโยบาย นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมข้อมูลดังกล่าวจึงถูกนำมาใช้ประกอบการคัดกรอง
แต่ในมุมของความรู้สึก ประชาชนก็มีเหตุผลไม่แพ้กัน ระบบกำลังใช้ “การลดหย่อนภาษี” เป็นสัญญาณบ่งชี้ว่า ผู้สูงอายุรายนั้นอาจไม่ได้อยู่ในกลุ่มที่ควรได้รับความช่วยเหลือจากรัฐ ซึ่งในทางปฏิบัติ นี่อาจไม่ใช่ตัวชี้วัดที่เหมาะสมนัก
ในชีวิตจริง มีลูกจำนวนมากที่ดูแลพ่อแม่อย่างเต็มที่ แต่ก็มีลูกบางคนที่ใช้สิทธิลดหย่อนโดยไม่ได้ส่งเสียเลี้ยงดูจริง ขณะเดียวกัน ผู้สูงอายุจำนวนไม่น้อยแม้จะมีลูก แต่ยังต้องพึ่งพารายได้ของตนเอง หรือยังต้องอาศัยสวัสดิการจากรัฐในการดำรงชีวิต
ดังนั้น ความโกรธของสังคมจึงไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะคนจำนวนมากไม่ได้รู้สึกว่ารัฐกำลังคัดกรองคนจน แต่รู้สึกว่ารัฐกำลังใช้ตัวชี้วัดที่อาจไม่สะท้อนความเป็นจริงของแต่ละครอบครัว และเมื่อเกิดความผิดพลาด ผลกระทบกลับตกอยู่กับผู้สูงอายุที่เปราะบางที่สุด
ที่สำคัญ ผลกระทบไม่ได้หยุดอยู่แค่เรื่องสวัสดิการ แต่ยังอาจลามไปถึงความสัมพันธ์ในครอบครัว พ่อแม่บางคนเริ่มลังเลว่าจะอนุญาตให้ลูกใช้สิทธิลดหย่อนดีหรือไม่ ลูกบางคนรู้สึกไม่สบายใจที่การใช้สิทธิตามกฎหมายของตนอาจส่งผลต่อสวัสดิการของพ่อแม่ ทั้งที่เป้าหมายของนโยบายสาธารณะที่ดี ควรเป็นการทำให้ประชาชนเข้าถึงสิทธิได้ง่ายขึ้น ลดภาระในการพิสูจน์ตัวตน และลดต้นทุนที่ประชาชนต้องแบกรับจากการอุทธรณ์หรือแก้ไขความผิดพลาดของระบบ
ท้ายที่สุดแล้ว ผมหวังว่าการถกเถียงครั้งนี้จะไม่จบลงเพียงแค่ว่า รัฐควรถอยหรือควรเดินหน้าต่อ แต่เป็นโอกาสให้สังคมไทยหันกลับมาตั้งคำถามร่วมกันว่า สวัสดิการของรัฐกำลังไปถึงคนที่เดือดร้อนจริงมากน้อยเพียงใด และเราจะออกแบบระบบคัดกรองอย่างไรให้ทั้งแม่นยำ เป็นธรรม และคำนึงถึงต้นทุนที่ประชาชนต้องเผชิญ
อ้างอิง
ฉัตร คำแสง (2566) “‘บัตรคนจน’ ที่คนจนจริงครึ่งหนึ่งเข้าไม่ถึง: 5 ปี นโยบายบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” 101PUB Policy Flash.
วีระวัฒน์ ภัทรศักดิ์กำจร (2565). “การวิเคราะห์การกระจายผลกระโยชน์ของโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ”. โครงการ Social Monitoring สถานการณ์ความเหลื่อมล้ำในประเทศไทย โดย ธร ปีติดล และคณะ. สนับสนุนโดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (สกสว.).
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
เช็กด่วน! บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 2569 ยืนยันสิทธิแล้ว 8.45 ล้านราย
รัฐบาลเปิดตรวจสอบสถานะบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2569 หลังมีผู้ยืนยันสิทธิสำเร็จแล้วกว่า 8.45 ล้านราย คิดเป็นกว่า 95% ของผู้ลงทะเบียนทั้งหมด พร้อมนัดประกาศผลตรวจสอบคุณสมบัติ 17 กรกฎาคมนี้
คลังปัดเช็กบิลย้อนหลัง ลุยเกณฑ์บัตรคนจนต่อ!
“ปลัดคลัง” ยันไม่มีตรวจสอบภาษีย้อนหลัง กรณีใช้สิทธิลดหย่อนภาษีแล้วไม่อุปการะบุพการี เดินหน้าเกณฑ์คัดกรองบัตรคนจนเข้มตามเดิม เชื่อคนจะหลุดสิทธิมากสุดจากเครดิตบูโร หวังปี 2571 ใช้ระบบภาษีติดลบได้
เตือนเจอร้านค้าโกงสแกน 'ไทยช่วยไทยพลัส' ไม่ต้องซื้อ แจ้ง สคบ. จับได้
'ศุภมาส' เตือนเจอร้านค้าโกงสแกน 'ไทยช่วยไทย 60:40' ไม่ต้องซื้อ-สั่ง แจ้ง สคบ.ตรวจจับ เผยยังไม่ได้รายงานร้านอาหารจีนรับหยวน-เมินเงินไทย
'ทนายดัง' ร้องนายกฯ ปราบมาเฟียป่าตอง แฉ 'ว.' รีดค่าคุ้มครอง
'ทนายชุมสาย' ร้อง 'อนุทิน' ปราบมาเฟียป่าตอง แฉ 'นาย ว.' ตั้งตัวเป็นผู้มีอิทธิพล-รีดค่าคุ้มครอง ด้าน 'พลอยทะเล' รับเรื่อง ชงนายกฯ ลงพื้นที่สางปัญหา ย้ำนโยบายรัฐบาลปราบให้สิ้นซาก
ไทยถึงทางสองแพร่ง! บี้ผู้นำเลือกปราบโกงชาติ หรือยอมจำนน
นายสมชาย แสวงการ รองประธานมูลนิธิส่งเสริมการป้องกันและการปราบปรามทุจริต (GAF) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า ประเทศไทยถึงทางสองแพร่ง ปราบปรามทุจริตคอร์รัปชันหรือยอมจำนน?

