"เอกนิติ" นั่งหัวโต๊ะ ไฟเขียวยกเลิกเกณฑ์ภาษีลูกกตัญญู ทำพ่อแม่อดได้บัตรคนจน 11 มิ.ย.นี้ “กมธ.ตรวจสอบเงินกู้ 4 แสนล้านบาท" แค่นัดแรกก็เดือด ฝ่ายค้าน-รัฐบาลรุมแย่งเก้าอี้ สีน้ำเงินส่ง "ศุภชัย" คุมเกม “สุกี้ตี๋น้อย” ปิดปรับปรุงหลังโดนผลกระทบ 60/40 ทำรัฐบาลแบะท่าพร้อมทบทวนเกณฑ์ "ไทยช่วยไทยพลัส" นายกฯ รับข้อเสนอหอการค้าไทยตั้ง "กรอ." เดินหน้ายกระดับขีดความสามารถแข่งขัน
ความคืบหน้าการพิจารณาไต่สวนพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบ จากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 หรือ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทของศาลรัฐธรรมนูญ ตามคำร้องของ สส.พรรคฝ่ายค้าน โดยเมื่อวันที่ 10 มิ.ย. 2569 ศาลรัฐธรรมนูญได้มีการพิจารณาคำร้องดังกล่าว โดยผลการประชุมตุลาการศาล รธน.ที่ประชุมเห็นว่า เพื่อประโยชน์แห่งการพิจารณาจึงให้รอความเห็นและเอกสารหลักฐานจากบุคคลที่เกี่ยวข้อง ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญเรียกไปก่อนหน้านี้
วันเดียวกัน คณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายเงินกู้ตาม พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทที่สภาฯ ตั้งขึ้น มีการนัดประชุมครั้งแรก ครั้งที่ 1 ที่มีนายสุชาติ ธาดาธำรงเวช สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย เป็นประธานที่ประชุมชั่วคราว ได้เปิดให้สมาชิกเสนอชื่อประธาน กมธ. โดยนางปทิดา ตันติรัตนานนท์ สส.สุรินทร์ พรรคภูมิใจไทย เสนอชื่อนายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย เป็นประธาน กมธ.ฯ ขณะที่รองประธาน กมธ.ฯ มีการเสนอให้มีรองประธาน 2 คน โดยนางปทิดา เสนอชื่อนางนันทนา สงฆ์ประชา สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย เป็นรองประธานกรรมาธิการคนที่ 1 และเสนอชื่อนายเผ่าภูมิ โรจนสกุล เป็นรองประธานกรรมาธิการคนที่ 2 ทำให้ น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ทักท้วงขึ้นว่ามีแต่ฝ่ายรัฐบาล ทำไมไม่มีฝ่ายค้าน จากนั้นนายอนุสรณ์ ธรรมใจ สส.กทม. พรรคประชาชน จึงเสนอว่า กมธ.ชุดนี้ควรให้มีรองประธานที่มาจากทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาล เพื่อให้เกิดความสมดุลในการทำงาน ทำให้นายไผ่ ลิกค์ สส.กำแพงเพชร พรรคกล้าธรรม จะเสนอว่าให้ไปนั่งคุยกันก่อนดีหรือไม่ ซึ่งนายชัยชนะ เดชเดโช สส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ เสนอว่าให้ทั้งสองฝ่ายคุยกัน เพราะเป็นกรรมาธิการที่ประชาชนจับตาดูและให้ความสนใจ
จากนั้นนายสุชาติได้สั่งพักประชุมเพื่อให้ทั้งสองฝ่ายไปพูดคุยกัน ภายหลังจากที่กลับมาประชุมอีกครั้ง นางนันทนา จากพรรคภูมิใจไทย ได้เสนอให้มีรองประธาน 5 คน ได้แก่ 1.นางนันทนา 2.นายเผ่าภูมิ 3.นายภัณฑิล น่วมเจิม สส.กทม. พรรคประชาชน 4.นายไผ่ ลิกค์ และ 5.นายชัยชนะ เดชเดโช
จากนั้นนายศุภชัยได้ขึ้นทำหน้าที่ประธาน กมธ.และนัดประชุมทุกวันพุธ พร้อมกับยืนยันจะทำหน้าที่อย่างเต็มที่ เต็มความสามารถและเป็นกลาง โดยมีรายงานว่า การประชุมครั้งถัดไป กมธ.ฯ เชิญหน่วยงานกระทรวงการคลัง ได้แก่ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สสค.) และสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) มาชี้แจงและให้รายละเอียดถึงสภาพเศรษฐกิจภาพรวม รวมถึงรายละเอียด ภาพรวมของโครงการ โดยเฉพาะกรอบโครงการ 2 แสนล้านบาทที่ได้ดำเนินการไปแล้วในโครงการไทยช่วยไทยพลัส
คลังทบทวนเกณฑ์บัตรคนจน
ส่วนเรื่องการทบทวนหลักเกณฑ์ผู้ลงทะเบียนได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐหรือบัตรคนจนรอบใหม่ ที่นายกฯ ส่งสัญญาณให้ทบทวนการตัดสิทธิ กรณีบุตรนำชื่อบิดามารดาไปยื่นลดหย่อนภาษีเงินได้ประจำปี แล้วทำให้บิดามารดาจากที่เคยได้บัตรคนจน แต่หลักเกณฑ์ที่ประกาศออกมาทำให้พ่อแม่จะไม่ได้สิทธิ์ดังกล่าวอีกต่อไป
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.การคลัง บอกว่า จะมีการพิจารณาเรื่องนี้ในการประชุมคณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคมในวันที่ 11 มิ.ย.นี้ โดยประเด็นสำคัญที่จะนำเข้าสู่ที่ประชุมในวันพรุ่งนี้คือ การทบทวนเกณฑ์เรื่องการใช้สิทธิลดหย่อนภาษีของบุตร ที่ส่งผลกระทบต่อสิทธิ์ของคุณพ่อคุณแม่ โดยพบปัญหาว่าเมื่อบุตรนำชื่อบิดามารดาไปใช้ลดหย่อนภาษีเลี้ยงดู ระบบจะตัดสิทธิ์พ่อแม่ทันที ทั้งที่ในความเป็นจริงบุตรบางคนอาจไม่ได้ส่งเสียเลี้ยงดูจริงๆ ทำให้พ่อแม่ที่เดือดร้อนต้องเสียสิทธิ์ในเงินช่วยเหลือรายเดือน ซึ่งทางภาครัฐมีความเห็นใจในจุดนี้ และต้องการปรับปรุงเกณฑ์ให้สะท้อนความเป็นจริงมากขึ้น หลังรัฐบาลได้รับข้อพิจารณาจากความกังวลของสังคมในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา ซึ่งคณะกรรมการฯ ได้รับข้อร้องเรียนเกี่ยวกับความไม่เป็นธรรมในการถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยพบว่าจากจำนวนผู้ถือบัตรปัจจุบัน 13.2 ล้านคน มีบางส่วนที่ไม่ได้เดือดร้อนจริงแต่ยังได้รับสิทธิ์ ในขณะที่มีประชาชนที่ลำบากและเดือดร้อนที่สุดอีกจำนวนมาก ที่ยังเข้าไม่ถึงสวัสดิการในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
เมื่อถามว่า หากมีการปรับปรุงเกณฑ์แล้วจะใช้แค่ปีภาษีเดียวหรือไม่ นายเอกนิติกล่าวว่า เดิมทีการทบทวนสิทธิจะทำทุก 5 ปี ซึ่งครั้งล่าสุดคือปี 2565 แต่ปัจจุบันเรามีฐานข้อมูลที่ละเอียดและชัดเจนมากขึ้น จึงจำเป็นต้องนำมาทบทวนเพื่อให้เกิดความโปร่งใส เพราะเราเห็นภาพคนที่ไม่ได้เดือดร้อนจริงนั่งรถดีๆ มาใช้สิทธิ์ ในขณะที่คนลำบากจริงๆ กลับไม่ได้เข้าสู่ระบบ เรื่องนี้จึงต้องคัดกรองให้ละเอียดขึ้น
นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้ชี้แจงหลักของรัฐบาลในการขับเคลื่อนนโยบาย “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” กล่าวถึงเสียงเรียกร้องให้รัฐบาลขยายเกณฑ์เปิดให้ผู้ประกอบการ SME, กลุ่มโมเดิร์นเทรด, สมาคมภัตตาคารไทย ได้เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทยพลัสอย่างทั่วถึงว่า ความจริงวัตถุประสงค์ของรัฐบาลที่เปิดให้กลุ่มผู้ประกอบการรายเล็กเข้าร่วมโครงการ เพราะต้องการช่วยเหลือคนตัวเล็ก แต่ถ้าหากเปิดให้ใช้สิทธิ์ในโมเดิร์นเทรดได้ เกรงว่าคนก็จะไปใช้จ่ายในโมเดิร์นเทรด เพิ่มขึ้น ทำให้ร้านค้าชุมชนซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายถูกแบ่งสัดส่วนไปเป็นจำนวนมาก ดังนั้นการที่รัฐบาลไปกำหนดเกณฑ์ให้ร้านค้าขนาดเล็กก่อน ก็เพื่อป้องกันคำวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการเอื้อโมเดิร์นเทรด
ผู้สื่อข่าวถามว่า แต่ก็มีคำโต้แย้งว่ากลุ่มผู้ประกอบการที่หลุดเกณฑ์เข้าร่วมโครงการ ก็เป็นกลุ่มคนที่เสียภาษีให้รัฐอย่างถูกต้อง และเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตพลังงานที่มีผลทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้นเช่นกัน ซึ่งยอดขายที่ลดลงจำนวนมากอาจส่งผลกระทบต่อการจ้างงานในอนาคต นายภราดร กล่าวว่า เป็นข้อคิดเห็นที่ต้องนำไปคุยกันในชั้นคณะกรรมการ ว่ามีข้อเสนอแนะและมีข้อห่วงใยแบบนี้ คณะกรรมการจะมีความคิดเห็นอย่างไร
เมื่อถามว่า ขณะนี้มีผู้ประกอบการบางราย เช่น “ตี๋น้อย” ได้รับผลกระทบจากโครงการ จนต้องปิดบางสาขาและรอเปิดให้บริการอีกครั้งหลังโครงการไทยช่วยไทยพลัสสิ้นสุดลงในเดือน ต.ค. นายภราดรกล่าวว่า "อ๋อ ก็รับความเห็นไว้ เพราะเกณฑ์ต่างๆ ทั้งหลายที่กำหนดขึ้นก็ฟังมาจากข้อเรียกร้องของประชาชน ต้องไปประมวลกันว่าแบบไหนที่ประชาชนได้ประโยชน์สูงที่สุด"
เมื่อถามย้ำว่า หากพบว่าผู้ประกอบการได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ รัฐบาลพร้อมทบทวนและปรับหลักเกณฑ์การเข้าร่วมโครงการหรือไม่ นายภราดรกล่าวยืนยันว่า หลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้สามารถทบทวนและปรับเปลี่ยนได้ทั้งหมด หากเห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อภาพรวมของเศรษฐกิจและประชาชนมากที่สุด
อนึ่ง เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา สุกี้ตี๋น้อยที่มีสาขาทั่วประเทศเกินกว่าหนึ่งร้อยสาขา ประกาศว่าเนื่องจากธุรกิจของร้านเป็นผู้ประกอบการรายใหญ่ ไม่สามารถเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทยพลัสได้ จึงทำให้ลูกค้าสุกี้ตี๋น้อยน้อยลงอย่างชัดเจน จึงถือโอกาสที่ลูกค้าน้อยลงปิดปรับปรุงสาขาที่เปิดมาเกิน 6 ปี จำนวน 3 สาขา และจะกลับมาเปิดใหม่เดือน ต.ค.ปีนี้ หลังจบโครงการไทยช่วยไทยพลัส
รัฐบาลถกสภาหอการค้า
ส่วนที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมระหว่างคณะรัฐมนตรี และหน่วยงานเศรษฐกิจ กับหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย นำโดยนายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย นำคณะกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในประเด็นเกี่ยวกับเศรษฐกิจและการค้า
นายอนุทินกล่าวเปิดการประชุมว่า จากการเดินทางไปเยือนประเทศเวียดนามและเข้าร่วมงาน ASEAN Forum ที่ผ่านมา รัฐบาลได้มีการพาผู้แทนภาคเอกชนไทยและนักลงทุนรายใหญ่ไปร่วมงานด้วย เช่น กลุ่มอมตะ เซ็นทรัล และกลุ่ม WHA ที่ผ่านมาภาคเอกชนของไทยมีการเดินทางไปยังประเทศเพื่อนบ้าน แต่ส่วนใหญ่ยังเป็นการเดินทางไปในฐานะนักลงทุนส่วนบุคคล รัฐบาลจึงมีแนวคิดที่จะปรับปรุงรูปแบบการร่วมคณะเดินทางไปต่างประเทศ โดยจะเน้นการเชิญตัวแทนในนามสภาหรือองค์กรธุรกิจอย่างเป็นทางการ เพื่อให้สภาฯ สามารถจัดสรรผู้ที่เหมาะสมเข้าร่วมคณะ ซึ่งจะช่วยให้การเจรจาธุรกิจมีประสิทธิภาพและประสบความสำเร็จดียิ่งขึ้น
นายกรัฐมนตรีกล่าวย้ำว่า รัฐบาลชุดนี้มีความเชื่อมั่นว่าการจะทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างแข็งแกร่งและต่อเนื่อง จำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากภาคเอกชน โดยรัฐบาลพร้อมทำหน้าที่เป็นผู้สนับสนุนและผลักดัน เพื่อให้ได้เงื่อนไขทางการค้าที่ดีที่สุดในการเปิดตลาดต่างประเทศ ขณะเดียวกันก็ต้องอาศัยการตัดสินใจลงทุนและการเปิดช่องทางตลาดใหม่ๆ จากภาคเอกชนทั่วโลก ขอให้คณะกรรมการหอการค้าฯ หารือและสอบถามข้อสงสัยกับคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องอย่างเต็มที่ เพื่อคลี่คลายประเด็นปัญหาต่างๆ ที่ยังคั่งค้าง และร่วมกันวางแนวทางพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศต่อไป
หลังการหารือเสร็จสิ้นลง นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ข้อเสนอของภาคเอกชนมีทิศทางสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลในหลายมิติ โดยรัฐบาลได้เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายสำคัญอย่างต่อเนื่อง ทั้งการเร่งเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) กับประเทศคู่ค้าและภูมิภาคสำคัญ การดึงดูดการลงทุน การยกระดับผู้ประกอบการ SMEs การพัฒนาและแปรรูปภาคเกษตร การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและการประยุกต์ใช้ AI ตลอดจนการส่งเสริมเศรษฐกิจสีเขียว และการปรับปรุงกฎระเบียบภาครัฐให้โปร่งใส สะดวก และเอื้อต่อการดำเนินธุรกิจมากยิ่งขึ้น
นายกรัฐมนตรีย้ำว่า รัฐบาลพร้อมรับฟังข้อเสนอจากภาคเอกชนอย่างใกล้ชิด และจะเร่งผลักดันความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคธุรกิจ เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศและสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน รัฐบาลเชื่อว่าการทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างมีศักยภาพ จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะภาคเอกชนซึ่งเป็นกลไกสำคัญของการลงทุนและการจ้างงาน การหารือในวันนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เพื่อร่วมกันสร้างเงื่อนไขที่ดีที่สุดในการขยายการค้า การลงทุน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
จ่อตั้ง 'กรอ.' ยกระดับร่วมมือ
ด้านนายพจน์กล่าวขอบคุณนายกรัฐมนตรีและรัฐบาล ที่เปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้าหารือและเสนอแนวทางความร่วมมือ โดยระบุว่าเป็นครั้งแรกที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับการรับฟังข้อเสนอจากภาคเอกชนอย่างเป็นระบบ เพื่อนำไปสู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศร่วมกัน โดยภาคเอกชนได้เสนอข้อเสนอแนะ 6 ประเด็นสำคัญ ได้แก่
1.ข้อเสนอเพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศ อาทิ การแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันแห่งชาติ, การปฏิรูปภาคเกษตร, การเจรจาการค้าระหว่างประเทศ, การสนับสนุนสินค้า Made in Thailand พร้อมเสนอในการจัดตั้งคณะกรรมการร่วมภาครัฐและภาคเอกชนรายสาขา เช่น พาณิชย์, เกษตร, ท่องเที่ยว, AI, พลังงาน, โลจิสติกส์ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม 2.ข้อเสนอเร่งด่วนเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย อาทิ การกระตุ้นกำลังซื้อและการบริโภค การลดต้นทุนพลังงานและค่าครองชีพ การเสริมสภาพคล่องของ SMEs และการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือน เป็นต้น 3.ข้อเสนอการเพิ่มประสิทธิภาพการลงทุนภาครัฐ โดยเฉพาะด้านโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของภาครัฐ ทั้งระยะสั้นและระยะยาว เพื่อความคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อเศรษฐกิจของประเทศ
4.มาตรการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานในอุตสาหกรรมเข้มข้น (เร่งด่วน) อาทิ การลดขั้นตอนและค่าใช้จ่ายในการนำเข้าและขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าวทุกสัญชาติที่มีนายจ้างและอยู่ในประเทศไทย และการวางแผนทดแทนแรงงานต่างด้าวในระยะยาว เป็นต้น 5.การยกระดับแพลตฟอร์มศิลปะและวัฒนธรรมของชาติ เช่น การปรับปรุงหลักเกณฑ์เขตปลอดอากรประเภทหอศิลป์ เพื่อยกระดับประเทศไทยสู่ศูนย์กลางนิทรรศการ การค้า การลงทุน และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ระดับภูมิภาค และ 6.แผนพัฒนาเศรษฐกิจภูมิภาค 5 ภาค ครอบคลุมกลุ่มประเภทธุรกิจสำคัญทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย ประกอบด้วยด้านการเกษตรและอาหาร เช่น โครงการมหานครผลไม้เมืองร้อน ด้านท่องเที่ยวและบริการ เช่น โครงการยกระดับความปลอดภัยนักท่องเที่ยว ด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม เช่น โครงการแก้ไขปัญหาหมอกควัน PM2.5 และไฟป่าภาคเหนือ
“เห็นควรให้จัดตั้ง กรอ.พร้อมคณะอนุกรรมการกลั่นกรอง โดยจะได้นำประเด็นการหารือต่างๆ มาเพื่อเดินหน้าความร่วมมือ และขอชื่นชมการจัดงาน THAIFEX - Anuga Asia ซึ่งสร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศไทยได้อย่างมากว่า ภาคเอกชนไทยถือเป็น back สำคัญให้กับประเทศ” นายพจน์ระบุ
นางสุขสมรวย วันทนียกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ในฐานะประธานคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (กทบ.) ได้รับความร่วมมือร่วมใจจากชาวกองทุนฯ ในการเดินหน้าโครงการ "ไทยช่วยไทย เพิ่มทุน ดอกเบี้ยคนละครึ่ง” โดยมีหลักการคือ รัฐบาลเพิ่มทุนให้กองทุนหมู่บ้าน และให้กองทุนหมู่บ้านปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้ให้สมาชิกลดลงอย่างน้อยครึ่งหนึ่ง เพื่อลดภาระดอกเบี้ยให้ประชาชนโดยตรง ภายใต้กรอบวงเงินกว่า 4,452,000,000 บาท จะเริ่มให้แต่ละกองทุนส่งคำขอภายในเดือน มิ.ย.-ก.ค. นี้ โดยหากกองทุนใดส่งเอกสารครบถ้วนเรียบร้อย ทางสำนักงานกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (สทบ.) จะเร่งดำเนินการจัดสรรงบประมาณไปเพิ่มทุนให้โดยเร็ว
“เรามีกองทุนหมู่บ้านกว่า 79,610 กองทุน ซึ่งครอบคลุมประชาชนกว่า 12 ล้านคนทั่วประเทศ ถือเป็นกลไกสําคัญของภาครัฐในการสร้างโอกาส สร้างอาชีพ และเสริมสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจฐานราก จึงคาดว่า โครงการนี้จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้คนไทยตามนโยบายของรัฐบาลได้ เนื่องจากมีสมาชิกที่จะได้ประโยชน์จากโครงการนี้กว่า 8 ล้านคน” รมต.ประจำสำนักนายกฯ ระบุ.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
‘จังโก้’เจ้าภาพต้อง3แต้ม เปิดหัว‘ฟุตบอลโลก2026’
ทัวร์นาเมนต์ฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกอย่าง "เวิลด์คัพ 2026" ที่สหรัฐอเมริกา, เม็กซิโกและแคนาดาร่วมกันเป็นเจ้าภาพ จะรูดม่านเปิดฉากอย่างเป็นทางการในคืนวันที่ 11 มิถุนายนนี้ ตามเวลาท้องถิ่นของทวีปอเมริกาเหนือ
‘กพต.’กางแผนดับไฟใต้ ปรับ‘กอ.รมน.-ศอ.บต.’
คณะผู้แทนพิเศษฯ ประเดิมถกดับไฟใต้นัดแรก "เลขาฯ สมช." เผยจัดระเบียบกลไก "กอ.รมน.-ศอ.บต." ยันไม่รื้อยุทธศาสตร์ จชต. โจรใต้เหิมยิงข่มขู่เจ้าหน้าที่ป่าไม้ ขณะลาดตระเวนเทือกเขาบูโด
พ้อการเมืองโหดร้าย ‘ลูกเนวิน’เคลียร์ปมแม่ บี้‘อธิบดีปค.’แจงสภาฯ
“ศาล รธน.” ยังรอความเห็นพยานผู้เชี่ยวชาญ-ผลศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม
ไม่กังวลเขมรได้รถถังจีน ขอคนไทยมั่นใจกองทัพ
"อนุทิน" แจงจีนส่งรถถังให้กัมพูชาไม่เกี่ยวกับไทย ยันไม่กังวลกองทัพไทยพร้อม
'เอกนิติ' เผยบอร์ดสวัสดิการแห่งรัฐ ประชุมพรุ่งนี้ ปรับเกณฑ์ให้สะท้อนความเป็นจริงมากขึ้น
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงความคืบหน้าการพิจารณาหลักเกณฑ์ของผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐว่าตามที่นายกรัฐมนตรีได้มอบนโยบายให้มีการทบทวนเกณฑ์การตัดสิทธิ์พ่อ-แม่ที่ลูกใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีว่าจะมีการพิจารณาเรื่องนี้ในการประชุมคณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม ในวันที่ 11 มิ.ย.นี้
แม้วถอดEMบินดูไบ พท.แก้ร่างรธน.ยึดสสร.ปี40/ส้มฟ้องปปช.‘ช่วยน้ำเงินด้วย’
“ทักษิณ” ถอดกำไล EM แล้ว “กรมคุมประพฤติ” บริการถึงบ้านจันทร์ส่องหล้า

