เช็กบิล2อธิบดีสถ. ปปช.ตั้งไต่สวน6พันราย รบ.ฟันดาบสองจริยธรรม

"อนุทิน" ได้รับรายงานแล้วบุกค้นบ้าน "บิ๊กท้องถิ่น" เอี่ยวโกงสอบ ขณะที่ "ปกรณ์" นั่งหัวโต๊ะนัดแรก ทุบโต๊ะตัดเนื้อร้ายออกจากระบบไม่ให้เกิดซ้ำอีก จี้ปลัด สปน.- เลขาฯ ก.พ.ลงดาบสอง "ผิดจริยธรรม" ตัดทอนเข้าระบบการเมือง พร้อมเคาะส่งรายงานล็อตแรกนายกฯ หนู 15 ก.ค. ชุดสอง 27 ก.ค. แจงบทบาทคล้ายโมเดลชุดวิชาคดีบอส ด้าน "ป.ป.ช." รุกคืบ ตั้งไต่สวนคดีทุจริตสอบ ขรก.ท้องถิ่นเป็นคดีพิเศษ พุ่งเป้า 4 กลุ่ม “บิ๊ก สถ.-จนท.จัดแข่งสอบ-นายหน้าเรียกรับเงิน-บุคคลอื่นที่ผิด” ผงะกว่า 6,000 คนอยู่ในร่างแห โผล่ชื่อเมียบิ๊ก ป.ป.ช.ร่วมด้วย

เมื่อวันพุธ เวลา 09.00 น. ที่ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย กรณีการทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ปี 2568 ครั้งที่ 1 โดยมีกรรมการเข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง 

นายปกรณ์กล่าวก่อนการประชุมว่า เป็นเรื่องที่ทำลายความเชื่อมั่นของกระบวนการปกครองส่วนท้องถิ่นอย่างรุนแรง เป็นสิ่งที่รับไม่ได้อย่างยิ่ง มาตรา 251 ของรัฐธรรมนูญ พูดถึงเรื่องนี้ไว้ว่า เรื่องการบริหารงานส่วนบุคคลจะต้องเป็นไปตามระบบคุณธรรม แต่สิ่งที่เกิดขึ้นมันร้ายแรงเกินกว่าที่จะใช้คำว่า ไม่เป็นไปตามระบบคุณธรรมได้

“ฉะนั้นผมคิดว่า คณะกรรมการชุดนี้มีโอกาสสำคัญอย่างยิ่งที่จะล้างบ้านนี้ให้สะอาด เราจะมาดูแลระบบทั้งหมดว่า มีช่องโหว่อย่างไร จะสามารถปิดช่องโหว่เหล่านี้ได้อย่างไร เพื่อไม่ให้เกิดพฤติกรรมชั่วร้ายและน่าละอายเช่นนี้ เพราะการทุจริตเปรียบเสมือนมะเร็งร้าย ระบบท้องถิ่นของประเทศไทย ระบบองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นของประเทศไทยถูกทำลายเสียหายยับเยิน และจะเป็นปัญหาอย่างยิ่งต่อการกระจายอำนาจ ซึ่งเป็นหลักสำคัญของรัฐธรรมนูญ” นายปกรณ์ระบุ 

นายปกรณ์กล่าวด้วยว่า ขอฝากไปยังเลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรง แต่ยังไม่มีคนพูดถึงเรื่องนี้เลย เพราะฉะนั้น สิ่งที่จะต้องตรวจสอบนอกจากกฎหมาย กฎระเบียบ เอาผู้กระทำผิดมาลงโทษตามปกติแล้ว เรื่องมาตรฐานจริยธรรมก็ต้องจัดการอย่างจริงจังด้วย หากสาวถึงใคร ใช้มาตรฐานทางจริยธรรมในการจัดการส่วนที่เกี่ยวข้องด้วย เพราะมาตรฐานทางจริยธรรมร้ายแรงถึงขนาดเป็นรัฐมนตรีไม่ได้ ดังนั้นคนที่เข้ามาโดยระบบแบบนี้และใช้ช่องทางนี้หากิน เราไม่ควรให้อยู่ในระบบการเมืองต่อไปด้วยซ้ำ จึงขอฝากปลัดสำนักนายกฯ และเลขาธิการ ก.พ.ไว้ด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายปกรณ์ได้แถลงหลังการประชุม ซึ่งใช้เวลาประมาณ 30 นาที ว่า กรอบเวลาการทำงานของคณะกรรมการชุดนี้มีเวลา 30 วัน ซึ่งเดือน ก.ค.มีวันหยุดหลายวัน จึงประชุมกันเร็ว เพื่อวางแนว กำหนดวัน และเร่งดำเนินการ โดยรายงานชุดแรกจะออกก่อนวันที่ 15 ก.ค. และจะนำเสนอนายกฯ วันที่ 15 ก.ค. ส่วนรายงานชุดที่ 2 จะเสร็จสิ้นประมาณวันที่ 27 ก.ค. สำหรับกระบวนการ เราจะตั้งคณะทำงานขึ้นมา เพราะส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ได้ดำเนินการไปแล้ว จึงจะให้เป็นหัวหน้าทีม โดยมีองค์ประกอบ ทั้งสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ป.ป.ท. สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา และสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี

นายปกรณ์กล่าวว่า ส่วนที่ใช้เวลาในการประชุมครั้งแรกน้อยนั้น เพราะเรารู้อยู่แล้วว่า ต้องทำอะไร ไม่จำเป็นต้องคุยกันนาน ไม่ต้องเสียเวลาประชุม ตอนนี้ทีมงานทำงานกันเลย ขอย้ำว่า การปกครองท้องถิ่นเป็นเรื่องสำคัญในการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เป็นโครงสร้างพื้นฐานส่วนหนึ่งของการกระจายอำนาจที่เราเรียกร้องกัน แต่การกระจายอำนาจต้องโปร่งใส ชัดเจน ใครที่ทำไม่ดีต้องพ้นจากระบบ ส่วนการดำเนินคดีอาญา คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดำเนินการอยู่ ส่วนเรื่องวินัย กระทรวงมหาดไทยดำเนินการอยู่

งัดโมเดลคดีบอส

"สิ่งที่คณะกรรมการชุดนี้รับผิดชอบคือ จะดูกระบวนการว่า มีช่องโหว่ตรงไหน ต้องปิดตรงไหน รวมถึงจะดูเรื่องการประพฤติผิดจริยธรรมของข้าราชการและท้องถิ่นที่เกี่ยวข้อง ถือเป็นเรื่องสำคัญ ผมคิดว่า ต้องกำจัดคนที่ขาดจริยธรรมให้ออกจากระบบ ป้องกันไม่ให้เข้ามาสู่ระบบมากที่สุด เรามุ่งมั่นทำในเรื่องนี้" นายปกรณ์ระบุ

ผู้สื่อข่าวถามว่า คณะกรรมการชุดนี้จะเหมือนกับกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ในคดีขับรถชนตำรวจเสียชีวิต ที่มีนายวิชา มหาคุณ อดีตกรรมการ ป.ป.ช.เป็นประธานหรือไม่ นายปกรณ์กล่าวว่า โดยสรุปจะเป็นทำนองนั้น เราจะดูว่ากระบวนการทั้งหมดมีช่องโหว่ตรงไหน เพื่อปิดช่องโหว่ไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก รวมไปถึงการเสนอกฎหมายอะไรต่างๆ ว่าควรจะมีหรือไม่ อย่างไร เช่น เมื่อวันที่ 7 ก.ค. พรรคภูมิใจไทยออกมาเปิดเผยว่า เตรียมเสนอร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดในการสอบบรรจุเข้าทำงานในหน่วยงานของรัฐ พ.ศ....ส่วนผู้ที่เกี่ยวข้องหน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบจะไปดำเนินการต่อ ทั้งนี้ ข้อสรุปที่คณะกรรมการชุดนี้ได้ จะรายงานนายกฯ เพื่อมีข้อสั่งการไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

เมื่อถามว่า การดำเนินการเรื่องจริยธรรม จะดำเนินการอย่างไร นายปกรณ์กล่าวว่า เรื่องจริยธรรมเป็นเรื่องสำคัญ โดยมอบหมายให้ปลัดสำนักนายกฯ นำเรื่องนี้เข้าไปหารือในคณะกรรมการการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพราะการกระจายอำนาจที่ดีจะเกิดขึ้นไม่ได้หากปราศจากคนที่สุจริต เราต้องป้องกันไม่ให้คนทุจริตเข้ามาในระบบ และมอบหมายให้เลขาธิการ ก.พ.ไปดูตามกฎหมายว่าด้วยมาตรฐานจริยธรรมว่า สามารถทำอะไรได้บ้าง เพื่อจัดการคนที่ไม่มีจริยธรรมพวกนี้

เมื่อถามอีกว่า กรณีที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ตรวจสอบคะแนนกับกระดาษคำตอบ พบไม่ตรงกันกว่า 5,000 ราย คนเหล่านี้จะต้องออกจากราชการเลยหรือไม่ นายปกรณ์กล่าวว่า เรื่องนี้ต้องรอข้อมูลจากกระทรวงมหาดไทย โดยมอบหมายให้เลขาธิการ ก.พ.ทำหนังสือขอข้อมูลในนามของคณะกรรมการเข้ามา เพื่อประกอบการพิจารณา เพราะเราไม่มีอำนาจวินิจฉัย เนื่องจากเป็นอำนาจของคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) เพื่อดูว่า เมื่อเกิดเหตุเช่นนี้ คุณควรจะต้องทำอย่างไร

นายปกรณ์​กล่าวถึงกรณีที่ประชุม​คณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) มีมติในแผนปฏิบัติการยกระดับการสอบ ก.พ. ภาค ก. เป็นระบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Exam) 100% ว่า e-Exam เป็นวิธีการสอบของ ก.พ.​ ซึ่งมีข้อดีคือไม่ต้องเดินทาง เพราะการสอบ ก.พ.แต่ละครั้ง​ ในภาค ก. มีคนสอบทั้งประเทศ ซึ่งจะมีต้นทุนในการเดินทางไปยังสนามสอบ​ แต่การทำระบบ e-Exam คือสามารถกระจายไปสอบตรงไหนก็ได้ รวมถึงด้านมาตรการในการตรวจข้อสอบ นอกจากจะใช้เครื่องตรวจ จะต้องมีคนตรวจอีก 2 รอบ จึงจะมีการประกาศผลที่ช้า​ แต่เมื่อมีการตั้งคำถามว่าการตรวจ e-Exam ด้วยเครื่องน่าจะเร็ว แต่ต้องย้ำถึงความถูกต้อง ซึ่งหากจะเปลี่ยนการสอบมาเป็นระบบ e-Exam ก.พ.สามารถกำหนดได้เอง​ ทั้งนี้ ระบบการสอบแบบ e-Exam ยังไม่ใช่ 100 เปอร์เซ็นต์ เพราะบางพื้นที่ยังเข้าไม่ถึงอินเทอร์เน็ต​ คาดการณ์ว่าจะทำในอีก 2-3 ปีนี้

วันเดียวกัน เวลา 12.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และ รมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณี ป.ป.ช.และเจ้าหน้าที่ตำรวจกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง บุกค้นคอนโดย่านพระราม 8 ของอดีตรองอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ที่มีส่วนในการร่างทีโออาร์สอบข้าราชการท้องถิ่นว่า เพิ่งทราบเรื่องดังกล่าว ตนเองเพิ่งประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ (กรอ.) ขอให้ถามเรื่องเศรษฐกิจ

ป.ป.ช.ยกคดีพิเศษ

ขณะที่ นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการ ป.ป.ช. ในฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. แถลงความคืบหน้า ตามที่สำนักงาน ป.ป.ช.ได้เคยแจ้งความคืบหน้าที่จะดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีเจ้าหน้าที่ของรัฐ สังกัดกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) กระทรวงมหาดไทยดำเนินโครงการจัดสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2568 โดยแก้ไขคะแนนสอบและเรียกรับเงินจากผู้สมัครสอบเพื่อช่วยเหลือให้สอบผ่าน โดยจะรวบรวมพยานหลักฐานและเสนอต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช.พิจารณาดำเนินการไต่สวนและดำเนินคดีกับบุคคลที่เกี่ยวข้องนั้น เจ้าหน้าที่ได้มีการรวบรวมข้อมูล และพยานหลักฐานในเรื่องดังกล่าวแล้วพบว่า จากข้อเท็จจริงมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า อธิบดี สถ.กับพวกดำเนินโครงการจัดสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2568 โดยแก้ไขคะแนนสอบและเรียกรับเงินจากผู้สมัครสอบเพื่อช่วยเหลือให้สอบผ่าน ซึ่งมีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตต่อไปได้

“อีกทั้งเรื่องดังกล่าวยังเป็นเรื่องกล่าวหาที่มีความสำคัญระดับประเทศที่อยู่ในความสนใจของประชาชน และยังเป็นเรื่องที่มีผลกระทบอย่างกว้างขวาง ซึ่งเข้าลักษณะเป็นคดีพิเศษตามแนวทางในการพิจารณาและการบริหารคดีพิเศษ จึงได้นำเสนอคณะกรรมการ ป.ป.ช.พิจารณารับเรื่องกล่าวหาดังกล่าวไว้ไต่สวนเป็นคดีพิเศษวันนี้” นายสุรพงษ์ระบุ

นายสุรพงษ์กล่าวว่า คณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้พิจารณาแล้วมีมติให้ดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริง กรณีดำเนินโครงการจัดสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2568 โดยแก้ไขคะแนนสอบและเรียกรับเงินจากผู้สมัครสอบเพื่อช่วยเหลือให้สอบผ่านไว้ไต่สวนเป็นคดีพิเศษ โดยตั้งคณะกรรมการไต่สวนตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 51 เพื่อดำเนินการไต่สวนกลุ่มบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ดังนี้ 1.ผู้บริหารระดับสูงของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น 2.กลุ่มบุคคลที่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีหน้าที่เกี่ยวกับการจัดสอบและประกาศผลสอบ 3.กลุ่มบุคคลที่ไม่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ได้แก่ กลุ่มบุคคลที่แก้ไขคะแนนของผู้เข้าสอบกลุ่มนายหน้าเรียกรับเงินจากผู้เข้าสอบ และกลุ่มบุคคลที่ได้รับการแก้ไขคะแนนในกระดาษคำตอบ 4.บุคคลอื่นที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด

เลขาธิการ ป.ป.ช.กล่าวว่า ทั้งนี้ ในการดำเนินการไต่สวนเรื่องกล่าวหาข้างต้น สำนักงาน ป.ป.ช.จะได้ประสานความร่วมมือไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เพื่อขอพนักงานเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานดังกล่าวมาเป็นผู้ช่วยเหลือคณะกรรมการไต่สวนต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่มบุคคล 4 กลุ่มที่ถูก ป.ป.ช.ไต่สวน มีจำนวนมากถึง 6,014 คน โดยในกลุ่มผู้บริหารระดับสูงกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น มีชื่อของ 2 อดีตอธิบดีคือ 1.ร.ต.ท.ภพชนก ชลานุเคราะห์ ที่ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น วันที่ 29 ก.ค.-11 พ.ย.2568 2.นายธีรุตม์ ศุภวิบูลย์ผล ที่เป็นอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ระหว่างวันที่ 12 พ.ย.2568-24 มิ.ย.2569 ขณะที่กลุ่มเจ้าหน้าที่รัฐที่มีหน้าที่การจัดสอบและประมวลผล มีผู้ถูก ป.ป.ช.ไต่สวน 22 คน

  โดยปรากฏชื่อนางวรสุดา รัตนสุคนธ์ ผู้แทนปลัดกระทรวงมหาดไทย ในฐานะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) ที่เป็นภรรยาของนายแมนรัตน์ รัตนสุคนธ์ กรรมการ ป.ป.ช.ร่วมอยู่ด้วย ทำให้นายแมนรัตน์ขอถอนตัวออกจากที่ประชุมคดีพิเศษ เนื่องจากมีส่วนได้ส่วนเสียในการพิจารณา ส่วนกลุ่มบุคคลที่แก้ไขคะแนนผู้เข้าสอบ กลุ่มนายหน้าเรียกรับเงินจากผู้เข้าสอบ ถูกไต่สวน 33 คน ส่วนที่เหลือเป็นบุคคลอื่นที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ลุ้นศาลชี้ชะตาพรก.กู้เงิน

"ครม.อนุทิน" ลุ้น! ศาล รธน.ลงมติชี้ขาด "พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน" ขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ "ปชน." วาง 2 ฉากทัศน์ ชี้รุนแรงสุด

สภา306เสียงไฟเขียวนิรโทษ

มติสภาฉลุย 306 เสียงไฟเขียวร่าง  กม.นิรโทษกรรม ตาม สว.แก้ไข ปิดช่องเยาวชนถูกฟ้องคดี ม.112 ยื่นยุติคดี

'ปกรณ์' ชี้แผนยกระดับสอบ ก.พ. ภาค ก ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ทำได้ในอีก 2-3 ปี

นายปกรณ์​ นิลประพันธ์​ รองนายกรัฐมนตรี​ กล่าวถึงกรณีที่ประชุม​คณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) มีมติในแผนปฏิบัติการยกระดับการสอบ ก.พ. ภาค ก. เป็นระบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Exam) 100% ว่า e-Exam เป็นวิธีการสอบของ ก.พ.​

ผศ.ดร.วันวิชิต ชี้ข่าวลือนายกฯ อยู่ไม่ยืดเป็นกระแสที่ถูกปั่น ไร้น้ำหนัก มั่นใจไม่กระทบเสถียรภาพรัฐบาล

ผศ.ดร.วันวิชิต บุญโปร่ง อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต แสดงความคิดเห็นต่อกระแสข่าวที่วิพากษ์วิจารณ์ว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล อาจอยู่ได้ไม่นาน