ไม่เชื่อน้ำยารัฐบาลหนู ปราบปรามยาเสพติด!

งามหน้า! คนไทยส่วนใหญ่ไม่เชื่อน้ำยารัฐบาลอนุทินปราบยาเสพติดได้ อาจารย์สวนดุสิตแนะต้องแก้โทษให้หนักขึ้น โดยเฉพาะกรณีผิดซ้ำ “พลอยทะเล” เตือนอย่ารับฝากสัมภาระ ย้ำกัญชายังเป็นสิ่งผิด กม.ในต่างประเทศ

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 12 กรกฎาคม 2569 สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ได้เผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่องยาเสพติดกับสังคมไทย จากกลุ่มตัวอย่าง 1,337 คน  โดยเมื่อสอบถามว่าประชาชนคิดอย่างไรต่อสถานการณ์ยาเสพติดของไทยในปัจจุบัน พบว่า  75.09% มีการปราบปรามต่อเนื่อง แต่ก็ยังแก้ปัญหาไม่ได้, 65.82% ควรจัดการผู้ค้ารายใหญ่และเครือข่ายต้นตอให้เด็ดขาด และ 62.90% มีข่าวขนยาเสพติดบ่อยครั้ง ปัญหายังคงรุนแรงและน่ากังวล           

เมื่อถามว่า ประชาชนคิดว่าพื้นที่ใดมีความเสี่ยงต่อปัญหายาเสพติดมากที่สุด พบว่า 90.05% ชุมชนแออัด, 76.22% สถานบันเทิง,  61.26% พื้นที่ชายแดน, 43.68% สถานศึกษา และ 43.53% แหล่งท่องเที่ยว เมื่อถามอีกว่าประชาชนคิดว่ายาเสพติดส่งผลกระทบต่อสังคมไทยด้านใดมากที่สุด พบว่า  90.73% ก่อให้เกิดอาชญากรรมและความรุนแรง, 74.50% สร้างความไม่ปลอดภัยในชีวิตประจำวัน และ 61.03% ทำลายความสัมพันธ์ในครอบครัว                   

ถามว่า ประชาชนคิดว่าสาเหตุใดที่ทำให้ปัญหายาเสพติดยังแก้ไม่ได้ พบว่า 75.62% กฎหมาย บทลงโทษไม่รุนแรงพอ, 71.73% เจ้าหน้าที่รัฐมีส่วนเกี่ยวข้อง รับผลประโยชน์ และ  62.23% รัฐบาลไม่เอาจริงเอาจังในการแก้ปัญหา                  สุดท้ายเมื่อถามว่าประชาชนเชื่อมั่นว่ารัฐบาลอนุทินจะแก้ปัญหายาเสพติดได้หรือไม่  พบว่า 48.92% ไม่ค่อยเชื่อมั่น, 29.68% ไม่เชื่อมั่นเลย, 19.60% ค่อนข้างเชื่อมั่น และ 1.80% เชื่อมั่นมาก       

ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า ผลโพลสะท้อนว่าประชาชนรับรู้ว่าภาครัฐมีการปราบปรามยาเสพติดอย่างต่อเนื่อง แต่ยังพบข่าวจับกุมเครือข่ายและของกลางล็อตใหญ่ซ้ำๆ ทำให้ยังมองว่าปัญหาไม่ลดลง ความคาดหวังจึงไม่ได้อยู่แค่จำนวนการจับกุม แต่อยู่ที่การตัดวงจรผู้ค้ารายใหญ่ เครือข่ายข้ามชาติ และผู้ที่อยู่เบื้องหลัง เพื่อให้ผลการปราบปรามนำไปสู่ความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อรัฐบาลให้มากขึ้น

อาจารย์กรทัศน์ ศุขเฉลิม อาจารย์โรงเรียนกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต  กล่าวว่า แม้รัฐบาลเดินหน้าปราบปรามยาเสพติดอย่างต่อเนื่อง แต่ก็แก้ปัญหายาเสพติดไม่ได้  เพราะหนึ่งในหลายปัญหาเกิดจากกฎหมายที่บัญญัติ จากแนวคิดเรื่องผู้เสพคือผู้ป่วยที่กำหนดให้การครอบครองยาเสพติดจำนวนน้อย เช่น ต่ำกว่าจำนวน 5 เม็ด ถือว่าเป็นผู้เสพและผู้ป่วย ซึ่งกฎหมายเปิดช่องให้เจ้าหน้าที่รัฐส่งผู้นั้นไปบำบัดรักษาระยะสั้นที่โรงพยาบาล และให้กลับไปพักรักษาตัวที่บ้านโดยให้รายงานตัวตรวจสารเสพติดในปัสสาวะเป็นครั้งๆ ทำให้บุคคลไม่เกรงกลัวกฎหมาย และกลับมากระทำความผิดซ้ำ

“รัฐบาลควรแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายให้มีบทลงโทษที่หนักขึ้นในกรณีที่เป็นผู้ค้ายาเสพติดจริงและกระทำความผิดซ้ำ โดยไม่คำนึงว่าผู้นั้นครอบครองยาเสพติดจำนวนมากหรือน้อย ซึ่งอาจส่งผลให้ลดร้อยละความเสี่ยงอันดับหนึ่งในด้านต่างๆ เช่น ยาเสพติดในชุมชนแออัด  อาชญากรรมและความรุนแรงจากยาเสพติด  อย่างไรก็ดี แม้กลุ่มตัวอย่าง 48.92% จะไม่ค่อยเชื่อมั่นว่ารัฐบาลนี้สามารถแก้ไขปัญหายาเสพติดได้ แต่ปัญหานี้เป็นปัญหาที่แก้ไขไม่ได้มานานแล้วไม่ว่ารัฐบาลใดๆ ก็ตามในอดีต”

วันเดียวกัน น.ส.พลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีการลักลอบส่งออกกัญชาจากไทยไปต่างประเทศว่า รัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจต่อกรณีดังกล่าว สั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพิ่มมาตรการเข้มตรวจสอบอย่างละเอียด พร้อมย้ำเตือนประชาชน ตลอดจนนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ กรณีการพกพา ลักลอบ หรือรับจ้างนำกัญชา ช่อดอกกัญชา หรือผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของกัญชาออกนอกราชอาณาจักรไทย เป็นความผิดตามกฎหมาย แม้กัญชาจะมีการปลดล็อกในบางส่วนสำหรับการใช้ทางการแพทย์ภายในประเทศไทย แต่การนำออกนอกประเทศยังคงถูกควบคุมอย่างเข้มงวด และเป็นสิ่งผิดกฎหมายร้ายแรงในหลายประเทศปลายทาง

สำหรับผู้ที่พกพา ลักลอบ หรือรับจ้างนำกัญชา ช่อดอกกัญชา หรือผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของกัญชาออกนอกราชอาณาจักรไทย เป็นความผิดตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ดังนี้ 1.ความผิดตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2560 ซึ่งมีอัตราโทษสูงสุดคือ จำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับเป็นเงิน 4 เท่าของราคาของ (รวมค่าอากรแล้ว) หรือทั้งจำทั้งปรับ 2.ความผิดตาม พ.ร.บ.คุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย พ.ศ.2542 ซึ่งมีอัตราโทษสูงสุดคือ จำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ  3.ความผิดตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง สมุนไพรควบคุม (กัญชา) พ.ศ.2568 ซึ่งมีอัตราโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ 4.กฎหมายของประเทศปลายทาง (สากล) กัญชายังคงถูกจัดเป็นยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 1 ในหลายประเทศทั่วโลกและประเทศเพื่อนบ้าน การลักลอบนำเข้ามีโทษตามกฎหมายของประเทศนั้นๆ ซึ่งมีตั้งแต่การจำคุกตลอดชีวิต ไปจนถึงโทษประหารชีวิต

 “รัฐบาลห่วงใยประชาชน เพื่อไม่ให้เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการลักลอบขนกัญชาข้ามชาติ ห้ามรับฝากสิ่งของจากผู้อื่น และตรวจสอบสัมภาระอย่างละเอียดให้แน่ใจว่าไม่มีผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของกัญชา ที่สำคัญห้ามรับส่งสิ่งของข้ามประเทศโดยเด็ดขาด เพื่อความปลอดภัย  เนื่องจากไม่สามารถทราบแน่ชัดได้ว่ามีสิ่งใดซุกซ่อนอยู่ภายในสัมภาระ ทั้งนี้ รัฐบาลขอความร่วมมือประชาชนร่วมป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ หากพบเห็นพฤติกรรมต้องสงสัยผิดปกติ หรือบุคคลที่มีพฤติการณ์ลักลอบนำกัญชาออกนอกประเทศ หรือชักชวนจ้างวานผ่านช่องทางออนไลน์ แจ้งเบาะแสทางสายด่วน  191 และ 1599 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง”.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

จุดสิ้นสุดของยุคตำนาน สู่การเริ่มต้นของราชายุคใหม่

ตลอดเกือบ 20 ปีที่ผ่านมา วงการฟุตบอลโลกถูกขับเคลื่อนด้วยชื่อของนักเตะระดับตำนาน ไม่ว่าจะเป็น ลิโอเนล เมสซี, คริสเตียโน โรนัลโด, ลูกา โมดริช หรือ โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี แต่ฟุตบอลโลก 2026 กลายเป็นเวทีที่แฟนบอลทั่วโลกเริ่มตระหนักว่า วงการลูกหนังกำลังเข้าสู่ “ยุคเปลี่ยนผ่าน” อย่างแท้จริง

พาเหรดบี้คดีฮั้วสว. ขน‘พยาน’แฉ‘เครือข่าย’ ดักคอกกต.-DSIฟอกขาว

ฝ่ายค้านจัดเวที 2 ปี ฮั้ว สว. นำ “พยาน-อดีต ผช.สว.” เปิดชื่อเครือข่ายการเมืองสีน้ำเงิน-สว.ร่วมขบวนการจัดตั้งที่โรงแรมหวังสกัดสีส้ม

ดุสิตโพลเปิดเหตุผล ไทยแก้ปัญหายาเสพติดไม่สำเร็จ

“สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “ยาเสพติดกับสังคมไทย” กลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,337 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม)