“กกต.” เปิดมติคดีฮั้ว สว. ข้อกล่าวหา 1-2 ยกคำร้องแกนนำ ภท. 21 ราย ไม่ส่งคำร้องศาลฎีกา-ไม่ดำเนินคดีอาญา “อนุทิน-เนวิน-ไชยชนก” รอดยกแผง “สิทธิโชค” แจงยิบความเห็น กกต.เสียงข้างน้อย ยันหลักฐานเชื่อมโยงนักการเมือง-พรรคการเมืองชัด แต่ถูกตีตก บางกรณีถูกตัดตอน ลั่นต้องจับช้างทั้งตัวไม่ใช่แค่งา “สว.” ดาหน้าปัดฮั้ว ขอทุกอย่างเป็นไปตาม กม. “อภิสิทธิ์” จี้เปิดคำวินิจฉัยรายบุคคล “นายกฯ” ส่งทนายฟ้อง "ไอลอว์” หมิ่นฯ หาเอี่ยวฮั้ว สว.
ตลอดวันที่ 15 ก.ย.2569 มีความเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง หลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แถลงมติพิจารณาสำนวนการไต่สวนการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) มีมติส่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาคดีฮั้ว สว. ต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง จำนวน 77 คน จาก 427 คน ซึ่งเป็น สว.ปัจจุบัน 26 คน ใน 7 ข้อกล่าวหา
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลา 19.05 น. สำนักงาน กกต.ออกเอกสารข่าวประชาสัมพันธ์ เปิดเผยผลการลงมติพิจารณาสำนวนการไต่สวนการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) โดยข้อกล่าวหาที่ 1 และ 2 มีมติ "ไม่ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา และไม่ดำเนินคดีอาญา" แก่ผู้ถูกร้องทั้งหมด 161 ราย
โดยสรุปผลการลงมติแบ่งตามข้อกล่าวหา 1.ข้อกล่าวหาที่ 1 (พรรคการเมือง/แกนนำ แทรกแซงการเลือก สว.) ฐานความผิด พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. พ.ศ.2561 มาตรา 76 วรรคหนึ่ง (กก.บห.พรรค/สส./ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ช่วยเหลือผู้สมัคร สว.) จำนวนผู้ถูกร้อง 21 ราย (มติยกคำร้องทั้งหมด ไม่ส่งศาลฎีกา)
รายชื่อและสัดส่วนคะแนนมติ กกต. มติเอกฉันท์ (7 ราย) 1.นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล (รองหัวหน้าพรรค) 2.นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ (รองหัวหน้าพรรค) 3.นายไชยชนก ชิดชอบ (เลขาธิการพรรค) 4.นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ (รองเลขาธิการพรรค) 5.น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล (นายทะเบียนสมาชิกพรรค) 6.น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี (เหรัญญิกพรรค) 7.น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย (กก.บห.พรรค)
มติเสียงข้างมาก 5 ต่อ 2 เสียง (12 ราย) 1.นายอนุทิน ชาญวีรกูล (หัวหน้าพรรค) 2.นายเนวิน ชิดชอบ 3.นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ (รองเลขาธิการพรรค) 4.นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล (กก.บห.พรรค) 5.นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ (กก.บห.พรรค) 6.นายชลัฐ รัชกิจประการ (กก.บห.พรรค) 7.นายจักรกฤษณ์ ทองศรี (กก.บห.พรรค) 8.นายกิตติ กิตติธรกุล (กก.บห.พรรค) 9.นายนภินทร ศรีสรรพางค์ (รมช.พาณิชย์) 10.นายพิชัย ชมภูพล (สส.) 11.น.ส.สุขสมรวย วันทนียกุล (สส.)
12.นายภราดร ปริศนานันทกุล (รองหัวหน้าพรรค) มติเสียงข้างมาก 6 ต่อ 1 เสียง (2 ราย) 1.น.ส.พิมพฤดา ตันจรารักษ์ (รองเลขาธิการพรรค) 2.นายธนยศ ทิมสุวรรณ (กก.บห.พรรค)
2.ข้อกล่าวหาที่ 2 (ผู้สมัคร สว. ยินยอมให้พรรคการเมืองช่วยเหลือ) ฐานความผิด พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. พ.ศ.2561 มาตรา 76 วรรคสอง จำนวนผู้ถูกร้อง 140 ราย ประกอบด้วย สว. ปัจจุบัน (ขณะถูกร้อง) จำนวน 137 คน สว.สำรอง จำนวน 1 คน ผู้มีสิทธิเลือก สว. จำนวน 2 คน
ผลมติ กกต.มีมติเสียงข้างมาก 5 ต่อ 2 เสียง เห็นควรไม่ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา และไม่ดำเนินคดีอาญาแก่ผู้ถูกร้องทั้ง 140 ราย
กกต.เสียงข้างน้อยแจงยิบ
ก่อนหน้านี้ เวลา 17.00 น. นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ กกต. ในฐานะเสียงข้างน้อยในการลงมติคดีฮั้ว สว. ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า ไม่ได้พอใจในมติที่ออกมา แต่จากที่ติดตามข่าวการแถลงของนายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต. ก่อนแถลงข่าวมีการตกลงกันแล้วว่าในการแถลงข่าวจะต้องชี้แจงทีละข้อกล่าวหาว่า กกต.มีมติเสียงข้างมากเท่าไหร่ เพื่อความชัดเจน พร้อมกับยก Press ข่าวของศาลรัฐธรรมนูญที่มีการแจ้งถึงมติในแต่ข้อกล่าวหาที่ชี้มูลว่าเสียงข้างมากเสียงข้างน้อยเป็นอย่างไร
"ในที่ประชุมพูดกันว่าไม่ถึงขนาดต้องบอกชื่อว่าเสียงข้างมากเป็นใคร เสียงข้างน้อยเป็นใคร แต่ขอให้ชัดว่าในแต่ละข้อกล่าวหานั้น กกต.ลงมติเสียงข้างมากเป็นอย่างไร เราเคารพเสียงข้างมากแล้วเสียงข้างน้อยมีกี่เสียง ท่านไปแถลงอาจไม่ได้อยู่ในเสียงข้างมาก ท่านอาจไม่ทราบเหตุผลของเสียงข้างน้อยก็ต้องแถลงเหตุผลของท่านตามที่ท่านลงในซีกของท่าน แต่ขอให้แจ้งว่าในทุกมติไม่ได้เป็นเอกฉันท์ มีเอกสารในเรื่องของซึ่งบางคนที่ยกก็มีเอกสารว่าไม่ได้เกี่ยวข้องไม่ได้มีบทบาทตามข้อกล่าวหา แล้วที่ลงบางอันก็เอกสารว่ามีความชัดเจนเรื่องของพยานบุคคลและหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ เช่นโทรศัพท์และเส้นเงินก็เป็นเอกสารไป" นายสิทธิโชติกล่าว
กกต.เสียงข้างน้อยระบุว่า ส่วนสำคัญในข้อกล่าวหาที่ 1-2 เกี่ยวกับการกระทำของบุคคลในพรรคการเมือง กรรมการบริหารพรรค สส. มติไม่ได้เป็นเอกฉันท์ ซึ่งบางคนที่มีความสำคัญจะมีมติ 5:2 ให้ยกคำร้อง หรือมติข้อกล่าวหาต่อบางคนที่ถูกร้อง 6:1 ส่วนกรรมการบริหารพรรคบางคนที่ไม่เกี่ยวข้องเลย ก็มีมติยกคำร้องเป็นเอกฉันท์ก็มี ย้ำว่าเป็นการพิจารณาตามเนื้อผ้า แต่ไม่ใช่มติ 5:2 ทั้งหมด
ถามว่า ข้อกล่าวหาที่ 1 ที่ 2 ที่จะพัวพันไปถึงกรรมการบริหารพรรค ในฐานะเสียงข้างน้อยมองว่าสามารถเอาผิดได้มากน้อยแค่ไหน นายสิทธิโชติยอมรับว่า ตนและนายชาย นครชัย กกต. เป็นเสียงข้างน้อย ซึ่งเห็นว่าพยานหลักฐานที่ปรากฏค่อนข้างที่จะเชื่อได้ เพราะต้องมองบริบทว่าการกระทำไม่ได้ทำที่จุดเดียว แต่กระจายไปทั้งประเทศ และที่จับได้ไล่ทัน มีอยู่บางจุด ที่กระบวนการในจังหวัดนครศรีธรรมราช ภูเก็ต หนองบัวลำภู อุทัยธานี นครสวรรค์ สุโขทัย มีการประชุมในแต่ละโรงแรมเพื่อจัดทำโพย ซึ่งโพยที่จับได้มี 12 โพย ระบุหมายเลขที่เขียนเอาไว้ ซึ่งคนที่ได้คะแนนสูงสุด 7 อันดับแรกจะอยู่ใน 12 หมายเลข เกิดจากกลุ่มที่มาทำโพยกันและถูกลงโทษด้วย ก็แสดงเห็นว่าการทำโพยนั้นเป็นการทุจริตการเลือกตั้ง และอาจนำไปสู่การยื่นฟ้องอาญา หากเข้าข่ายการกระทำผิดตามมาตรา 77 (1)
“ถ้าเรามองอย่างนี้ทุกพื้นที่ล้วนเกี่ยวข้องกับพรรคพรรคเดียว ไม่มีพรรคการเมืองอื่นเข้ามาแทรกเลย ทุกคนล้วนเป็นสมาชิกพรรคหรือเกี่ยวกับพรรค แล้วในกลุ่มดังกล่าวเมื่อจัดทำโพยเสร็จ ไปสอดคล้องกับพยานที่กลับคำให้การ เพราะให้การครั้งแรกมีการกระทำจากการประชุมพรรคมอบหมาย สส.ในพื้นที่หรือบุคลากรของพรรคดังกล่าวเป็นคนดำเนินการ และมีการดำเนินการเช่นนั้นจริง ผมไม่ได้เชื่อว่าคนคนนี้พูดตัวคนจะมีน้ำหนักเชื่อถือหรือไม่ แต่ผมเชื่อถือว่าคำพูดของเขาได้รับการปฏิบัติและเกิดขึ้นจริงตามคำพูดหรือไม่ ถ้าพิสูจน์ได้จากพยานนี้ว่าเกิดขึ้นจริง เป็นไปตามคำของเขา มันก็น่าเชื่อถือ" นายสิทธิโชติกล่าว
กกต.เสียงข้างน้อยระบุว่า เรื่องเบอร์โทรศัพท์และเส้นเงิน ก็ต้องมาดูว่าพยานปากนี้ให้การว่ามีการติดต่อใครจากพรรคการเมืองนี้ ทั้งสมาชิกพรรคหรือกรรมการบริหารพรรค หรือ สส. ก็มีเงื่อนงำเชื่อมโยงกันอยู่ พอตรวจสำนวนเจอว่าเชื่อมโยงกันจริง ซึ่งหลังประกาศผลมีการนัดประชุม สว.ที่โรงแรมแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ วันที่ 21 และคนที่อยู่ในพรรคการเมืองนั้นมาร่วมประชุม ซึ่งพยานเป็นเลขาฯ ของ สส. และเป็นถึงหน้าห้องรัฐมนตรี และมาเป็น สว. ซึ่งมาเป็นพยานให้ กกต. ว่าวันที่ 21 นั้นมีการนัดประชุม สว.ใหม่ เพื่อกำหนดบุคคลที่จะทำหน้าที่ประธานและรองประธานวุฒิสภา
"มีการเก็บโทรศัพท์ และพบคนสำคัญของพรรคเดินออกมา อาจจะพบถึงหัวหน้าพรรคด้วยซ้ำ แต่เผอิญหัวหน้าพรรคอาจจะอยู่คนละห้อง ไม่ได้อยู่ในห้องที่เก็บโทรศัพท์ พฤติการณ์เหล่านี้รวมถึงการมีโทรศัพท์ติดต่อกันของรัฐมนตรีบางคนภายหลังหรือช่วงเวลาการเลือก มันสอดคล้องกันไปหมด ความเห็นเสียงข้างน้อยเห็นว่ากรณีเช่นนี้ถือว่าเป็นการสนับสนุนให้มีการทำโพยฮั้วในแต่ละจังหวัดตามที่พยานให้การ" กกต.เสียงข้างน้อยระบุ
ชี้หลักฐานพุ่งมัดช้างตัวจริง
นายสิทธิโชติกล่าวว่า ยังมีพยานอีกปากชื่อนายดิเรก ให้การสอดคล้องกับพยานปากนี้ ซึ่งข้อเท็จจริงที่ได้เล่ามาตรงกับพยานที่ 16/26 ซึ่งเป็น 2 คนแล้ว และพยานที่กลับคำให้การ ตนเห็นว่าไม่น่ากลับคำด้วยการถูกข่มขู่ เพราะเขาเป็นใคร ใครจะข่มขู่ก็ได้ เขาเป็นผู้มีบารมี เป็น สส.ของพรรคการเมือง ตอนให้การยังเป็น สส. ใครจะข่มขู่เขา ส่วนอีกคนที่กลับคำให้การก็เป็นพ่อตาของหัวหน้าพรรคการเมืองระดับสำคัญ ใครจะกล้าข่มขู่ และอีกหนึ่งข้อเท็จจริงคือ มีมายื่นหนังสือกลับคำให้การ ตอนนั้นมีการตั้งคณะอนุฯ วินิจฉัยชุดที่ 36 แล้ว คาดว่าจะเป็นวันที่ 30 ตุลาคม 2568 ห่างจากช่วงเวลาที่ให้การนานมาก
"ข้อพิรุธทั้งหลายทั้งปวงที่ฟังมานี้เชื่อว่า เมื่อฟังประกอบกับทุกสิ่ง มองช้างทั้งตัวแล้ว เราจะรู้ว่าช้างตัวจริงอยู่ตรงนี้ ที่เหลือปีกย่อยก็ผิดไป แต่ช้างทั้งตัวอยู่ตรงนี้เมื่อประกอบร่างต้องเป็นอย่างงั้น ความเห็นเสียงข้างน้อยก็เลยเห็นควรว่าผิดตามข้อกล่าวหาที่ 1 และข้อกล่าวหาที่ 2 ซึ่งจะต้องไปด้วยกันข้อกล่าวหาที่ 1 และ 2 ก็มีเท่านี้ เพียงแต่ว่าท่านประธานอาจไม่มีตัวเลขในมือในเวลานั้น ท่านบอกผมในที่ประชุมวันนี้ว่า เป็นความเห็นของเสียงข้างมาก แต่ผมฟังยังไม่เห็นว่าเป็นเสียงข้างมาก การยกคำร้องข้อกล่าวหาที่ 1 และกล่าวหาที่ 2 มติ กกต.ที่ยกคำร้องก็ไม่ได้เป็นเอกฉันท์ ส่วนในบุคคลสำคัญมีแต่มติ 5:2” นายสิทธิโชติกล่าว
ถามว่า กังวลหรือไม่ที่จะมีการฟ้อง 157 กับ กกต. นายสิทธิโชติกล่าวว่า ตนไม่จำเป็นต้องป้องกันตัวเอง ฟ้องตนไปตนก็มีหลักฐานการปฏิบัติหน้าที่ และมีเหตุผลในการเขียนชี้แจงยึดโยงข้อกฎหมายทั้งหมด ซึ่งเป็นคำวินิจฉัยสั้นๆ เหมือนเหตุผลที่ศาลเขียน ว่าเห็นภาพอย่างไรมีพยานอ้างอิงจับต้องได้
เมื่อถามว่า มติ กกต.ที่ออกมาไม่ได้เป็นเพียงเสียงข้างน้อยข้างมาก แต่สะท้อนถึงความแตกแยกของ กกต.หรือไม่ นายสิทธิโชติกล่าวว่า กรรมการแต่ละท่านแยกแยะได้ว่าเรื่องนี้เห็นไม่ตรงกัน ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริง เรื่องนี้ไม่ใช่การแบ่งฝักแบ่งฝ่าย แต่ความเห็นไม่ตรงกันด้วยต่างคนต่างมีเหตุผล เหตุผลที่ได้แจ้งไปเป็นการหยิบเล็กหยิบน้อย ของการกระทำแต่ละกลุ่มนำมาวิเคราะห์รวมกัน เพื่อทำให้เห็นว่ามีเบื้องหลังที่มาอย่างไร เหมือนที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยทำการพิจารณาหยิบเล็กหยิบน้อยแล้ววินิจฉัยว่าการกระทำของพรรคการเมืองหนึ่งเป็นบ่อนทำลาย ส่วนเราก็หยิบเล็กหยิบน้อยเพื่อเห็นว่าช้างทั้งตัวเป็นอย่างไร ไม่ใช่แค่จับแค่งวงเมื่อไหร่ จับผสมกันได้หมดนั่นแหละคือช้าง
ซักว่ามติ กกต.ที่ออกมาไม่ได้เป็นเพียงเสียงข้างน้อยข้างมาก แต่สะท้อนถึงความแตกแยกของ กกต.หรือไม่ นายสิทธิโชติกล่าวว่า กรรมการแต่ละท่านแยกแยะได้ว่าเรื่องนี้เห็นไม่ตรงกัน ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริง เรื่องนี้ไม่ใช่การแบ่งฝักแบ่งฝ่าย แต่ความเห็นไม่ตรงกันด้วยต่างคนต่างมีเหตุผล
ถามว่า มติของ กกต. 77 คนที่ออกมาถือว่าเป็นมติเอกฉันท์ทั้งหมดหรือไม่ นายสิทธิโชติกล่าวว่า มีเอกสารอยู่บางกลุ่ม ส่วนการลงมติผู้ถูกกล่าวหา สว. ที่ปัจจุบันดำรงตำแหน่งอยู่ในบางกลุ่ม ไม่เชิงเป็นเอกฉันท์ มีมติ 4:3 แต่ที่เอกฉันท์ไม่ใช่ สว. เป็นโหวตเตอร์ที่มีเส้นเงินชัดเจน หนีไม่ออกลงมติเป็นเอกฉันท์ แต่เสียงข้างน้อยยืนอยู่ 2 ที่จะลงโทษชัดเจน
ซักว่าในการพิจารณาหลักฐานของอนุกรรมการฯ แต่ละชั้น ต้องมีมติในการตรวจสอบพยานหลักฐานต่อหรือไม่ นายสิทธิโชติกล่าวว่า ตอนนี้สำนวนจบแล้ว อยู่ที่ว่าจะส่งศาลฎีกาว่ามีความผิดหรือไม่ด้วยพยานหลักฐานที่มีอยู่ พยานหลักฐานนอกเหนือจากนี้ไม่ได้อยู่ในสำนวน ไม่ได้ควานหาอีก เนื่องจากหมดเวลา ส่วนทางดีเอสไอทำเรื่องฟอกเงิน
"คณะที่ 26 ที่ตั้งขึ้น เนื่องจากพนักงานสืบสวนไต่สวนทุกจังหวัดที่มีการร้องเรียน ทุกคนถูกตัดตอนที่อำเภอหมดเลย ว่าผมมาสมัครเองควักเงินเอง แต่ละคนก็พูดทำนองนี้ว่าผมสนใจในการเมือง แต่ก็เห็นคนอื่นดีกว่าผมก็เลยไม่เลือกตัวเอง ทั้งๆ ที่ตัวเองไม่มีจะกิน ทั้งๆ ที่ตัวเองเป็นลูกจ้างของเจ้านายที่ให้มาสมัคร มันเห็นชัด แต่ก็ถูกตัดตอน แบบนี้ก็ไปไม่ได้แล้ว เพราะฉะนั้นจำเป็นจะต้องใช้ความร่วมมือทางกฎหมาย ว่าต้องขอความร่วมมือจาก DSI ฟอกเงิน เจ้าหน้าที่ตำรวจสืบภาคมานั่งคิดกันตั้งแต่ต้น ผมนำเรียนกับ กกต.ตั้งแต่แรกว่าต้องอย่างนี้ถึงจะทำให้งานไปด้วยกันได้ กกต.ไปเขาไม่ให้ตรวจ แต่พอเจ้าหน้าที่ตำรวจไปเขาก็ให้ความจริง จึงมาจบที่คณะที่ 26" นายสิทธิโชติกล่าว
ถามว่า การออกมาเปิดเผยแบบนี้จะสามารถเปลี่ยนแปลงผลอะไรได้หรือไม่ นายสิทธิโชติกล่าวว่า เปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้ เพราะมติจบไปแล้ว เว้นแต่ว่าเมื่อไปศาลฎีกา ศาลฎีกาจะแก้ปัญหาให้กับบ้านเมืองอย่างไร ซึ่งการไต่สวนของศาลฎีกาสามารถเรียกพยานอื่นๆ ไปไต่สวนได้ แต่ศาลจะดำเนินคดีกับคนที่ไม่ได้ร้องไปได้หรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับศาลจะพิจารณาใช้อำนาจ หรือผู้เสียหายโดยตรงไปยื่นร้องต่อศาล แล้วศาลเห็นว่าควรรับไว้ด้วยก็เป็นดุลพินิจของศาลเพื่อให้บ้านเมืองนี้ไปได้ สุดแล้วแต่ศาลจะมองในมุมไหน ท่านมีอำนาจเยอะ
เมื่อถามว่า โล่งใจใช่หรือไม่กับสิ่งที่พูด นายสิทธิโชติกล่าวว่า ก็สบายใจขึ้น เพราะเมื่อคืนมีคนโทร.มาหา จึงต้องชี้แจงว่าความจริง มีเสียงมากข้างน้อยอยู่
สว.คดีฮั้วดาหน้าปฏิเสธ
มีรายงานว่า กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษที่ 24/2568 กรณีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว.เตรียมจัดทำหนังสือประสานไปยังสำนักงาน กกต. เพื่อขอรายงานความเห็นวินิจฉัยชี้ขาดของ กกต.ทั้ง 7 คน
น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) โพสต์ถึงการออกมาให้สัมภาษณ์ของนายสิทธิโชค โดยขอบคุณนายสิทธิโชคที่ออกมาแฉ พร้อมระบุว่า มีเรื่องหนึ่งที่ชัดเจนแจ่มแจ้งในวันนี้คือ ขบวนการโกง สว.น่าจะไม่ได้มีเอี่ยวแค่พรรคการเมืองเท่านั้น แต่ยังมี กกต.บางคนที่ร่วมอยู่ในขบวนการโกง สว.นี้ด้วย ชัดแล้วว่า สว.เลือก กกต.มาเพื่อเป่าคดีตัวเองโดยเฉพาะจริงๆ
ที่รัฐสภา เวลา 09.00 น. ในการประชุมวุฒิสภา (สว.) ที่มีนายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา เป็นประธานการประชุม ในการหารือของสมาชิก พบว่า สว.บางคนในรายชื่อ 26 คน ได้เข้าร่วมประชุมปกติ เช่น นายนิพนธ์ เอกวานิช นายสุเทพ สังข์วิเศษ พ.ต.ท.สง่า ส่งมหาชัย นางนงลักษณ์ ก้านเขียว นายสมศักดิ์ จันทร์แก้ว และนายสมหมาย ศรีจันทร์ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ช่วงหนึ่งมี สว.บางคนเดินเข้ามาทักทาย น.ส.อัจฉรพรรณ และได้สวมกอดให้กำลังใจด้วย
นอกจากนี้ บริเวณอาคารรัฐสภามีสื่อมวลชนจำนวนมากมาดักรอสัมภาษณ์ สว.ที่มีชื่อที่ กกต.มีมติสั่งฟ้องทั้ง 26 คน โดยปักหลักตั้งแต่ช่วงเช้าที่ฝั่งวุฒิสภา ตั้งแต่โถงด้านหน้าจนถึงหน้าห้องประชุมจันทรา จนทำให้ สว.ส่วนใหญ่มีอาการแตกตื่น มีการโทรศัพท์แจ้งกันว่ามีสื่อมวลชนมารอทำข่าว
ในช่วงบ่าย สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา โดยฝ่ายอาคารสถานที่ได้จัดตำรวจมา 1 ชุด เพื่อมาตรวจสอบความเรียบร้อย ซึ่งเจ้าหน้าที่แจ้งว่าเป็นปกติเมื่อเกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้ จะต้องอำนวยความสะดวกเรียบร้อยในอาคารรัฐสภา
ด้าน น.ส.อัจฉรพรรณ หอมรส สว. 1 ใน 26 สว.ดังกล่าว ให้สัมภาษณ์ว่า ไม่กังวลเรื่องดังกล่าว เมื่อถามอีกว่า ช่วงเช้ามี สว.เดินเข้าไปกอด เป็นการให้กำลังใจกันหรือไม่ น.ส.อัจฉรพรรณกล่าวว่า กอดกันทุกวันอยู่แล้ว เมื่อถามว่า ใน 26 สว.ได้มีการพูดคุยกันหรือไม่ว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อ น.ส.อัจฉรพรรณกล่าวว่า “ไม่ได้คุย แล้วแต่” ถามย้ำว่า จะแยกการต่อสู้คดี ไม่รวมกลุ่มกันสู้คดีใช่หรือไม่ น.ส.อัจฉรพรรณกล่าวว่า “ใช่ค่ะ”
นายอลงกต วรกี สว. 1 ใน 26 สว. กล่าวว่า ตนยอมรับผลการตัดสินของ กกต.ว่าเป็นไปตามระเบียบกฎหมาย ไม่ได้มีอะไรมากมาย และไม่ได้เกี่ยวกับมั่นใจหรือไม่มั่นใจ ทุกอย่างเป็นไปตามระเบียบกฎหมาย ระเบียบกฎหมายว่าไปอย่างไรก็ว่ากันตามนั้น ถ้า กกต.สั่งมาแล้วก็ต้องส่งไปยังศาลฎีกา
“ผมยอมรับในการตัดสินของ กกต. จะส่งกี่คนก็เป็นเรื่องของ กกต. เป็นไปตามระเบียบกฎหมาย” นายอลงกตกล่าว
ถามว่า พร้อมเข้าไปชี้แจงหรือไม่ นายอลงกตถามย้อนกลับว่า เป็นคุณจะละเมิดอำนาจศาลหรือ เป็นไปไม่ได้ ก็ว่ากันไปตามกฎหมาย ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ หากมีคำสั่งให้ตนหยุดปฏิบัติหน้าที่ก็ให้เป็นไปตามอำนาจของศาล ตนไม่ได้เป็นผู้สูงศักดิ์ เราอยู่ใต้คำวินิจฉัยของ กกต.อยู่แล้ว ไม่ได้มีปัญหาอะไร
นายวิวรรธน์ ไกรพิสิทธิ์กุล 1 ใน 26 สว. กล่าวเช่นกันว่า ยืนยันไม่มีส่วนเกี่ยวข้องคดีฮั้ว สว. ตนเป็น สว.เชียงใหม่ แต่ถูกพาดพิงมีเส้นเงินเกี่ยวข้องกับนายวิเชียร ชัยสถาพร อดีต สว.ลำพูน ที่เป็นน้องชายของตนที่พ้นตำแหน่ง สว. เพราะผิดเรื่องแจ้งเท็จคุณสมบัติผู้สมัคร สว. แต่ กกต.ไปจับโยงสำนวนคดีของคณะอนุกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 โดยไปเชื่อมโยงคำให้การของพยานคนหนึ่งชื่อ "อาทร" ใส่ร้ายว่าตนและน้องชายมีการจ่ายเงินให้พยานรายนี้ นำไปจ่ายให้ผู้สมัคร สว.รายอื่นๆ เพื่อล็อบบี้คะแนนเลือก สว. อนุฯ ชุดที่ 26 พยายามเชื่อมโยงว่าตนมีเส้นเงินเกี่ยวข้องกับน้องชาย ทั้งที่ไม่เกี่ยวข้องด้วย
นายสมหมาย ศรีจันทร์ 1 ใน 26 สว. กล่าวว่า ตนยินดีหากผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร แต่เรายังทำหน้าที่ของเราอยู่ พร้อมทำตามกฎหมาย หากออกก็ต้องตามรัฐธรรมนูญ เบื้องต้นยังไม่ได้พูดคุยกับทนายความแต่อย่างใด และยังไม่มีการรวมกลุ่มกับ สว.คนอื่นเพื่อหารือแนวทางต่อสู้คดี
มาร์คจี้เปิดคำวินิจฉัย
ที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรค ปชป. แถลงถึงมติ กกต.คดีฮั้ว สว.ว่า ตนตั้งข้อสังเกตว่า กกต.ตัดสินใจส่งเรื่องให้ศาลฎีกาเพื่อดำเนินการกับบุคคลทั้งสิ้น 77 คน เป็นจำนวนที่น้อยกว่าข้อสรุปของคณะอนุกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 ที่เสนอให้ดำเนินการกับบุคคล 229 คน ที่ครอบคลุมกลุ่มต่างๆ ที่มีความหลากหลายมากกว่านี้ โดยเฉพาะคณะกรรมการบริหารของพรรคการเมือง และยังเป็นจำนวนที่น้อยกว่าความเห็นของเลขาธิการ กกต.อีกด้วย
นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ในส่วนของพรรคการเมืองที่เข้าไปเกี่ยวข้อง น่าสังเกตว่าทางประธานจะแถลงว่ามี 7 ข้อหา โดยข้อหาที่ 1 เกี่ยวข้องโดยตรงกับพรรคการเมือง อาจจะเกี่ยวพันไปถึง ข้อหาที่ 2 คือผู้ที่ยินยอมให้พรรคการเมืองเข้าไปช่วยเหลือ โดยพูดถึงเฉพาะการพาดพิงของพยาน ซึ่งความจริงแล้วการพิจารณาข้อกล่าวหาที่ 1 ถึง 7 ต้องดูภาพรวมด้วย และปรากฏชัดเจนว่าเมื่อลงไปพิจารณาข้อหาที่ 3 ถึง 7 ถึงขั้นตัดสินที่จะส่งศาล 77 คน มันมีพฤติกรรมที่มีลักษณะเป็นขบวนการอย่างชัดเจน มากกว่าเป็นความผิดรายบุคคล ยิ่งกว่านั้นที่ กกต.ใช้คำว่าผู้อื่นที่มีการยื่นศาลไปหลายคนเป็นบุคลากรของพรรคการเมืองพรรคเดียวกันหมด
“การที่ไปให้น้ำหนักกับเรื่องของพยานที่กลับคำให้การ โดยจะมีคำอธิบายที่ขัดแย้งกับข้อเท็จจริง และทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับกระบวนการทำงานของ กกต.คือที่ว่าคำให้การของพยานที่เป็นปฏิปักษ์ต่อพรรคภูมิใจไทย เพราะถูกขับออกและไปอยู่พรรคกล้าธรรม โดยใช้คำว่า ซึ่งขัดแย้งกับพรรคภูมิใจไทย ทั้งที่ความจริงแล้วพรรคกล้าธรรมและพรรคภูมิใจไทยไม่ได้ขัดแย้งกันถึงขนาดนั้น” หัวหน้าพรรค ปชป.กล่าว
นายอภิสิทธิ์กล่าวต่อว่า สิ่งที่เราเรียกร้องคือต้องการให้ กกต.เปิดคำวินิจฉัยส่วนบุคคลพร้อมเหตุผลอย่างละเอียด ให้เห็นว่าแต่ละท่านมีเหตุผลอะไรมารองรับในส่วนของคำวินิจฉัยของตน และจากการวิเคราะห์ดูรายชื่อต่างๆ จะสังเกตเห็นว่าบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองที่ถูกดำเนินการในครั้งนี้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะไม่ได้ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มเดียวกับกรรมการบริหารพรรค เมื่อมีการชี้ว่ามีการกระทำผิดตามกฎหมายมาตรา 77 ซึ่งเป็นความผิดทางอาญา หมายความว่าคดีที่อยู่ในกลุ่มสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ต้องเดินต่อเนื่อง
“ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมามีข่าวออกมาเป็นระยะว่ามีความพยายามที่จะโยกย้ายผู้ที่เกี่ยวข้องกับการทำสำนวนในคดีนี้ เพื่อให้พ้นจากความรับผิดชอบ เป็นสิ่งที่เราจะจับตาดูและเรียกร้องว่ารัฐบาลไม่ควรเข้าไปแทรกแซงการดำเนินการของดีเอสไอในคดีนี้” นายอภิสิทธิ์กล่าว
หัวหน้าพรรค ปชป.กล่าวว่า พรรคจะยื่นฟ้องไปที่ศาลอาญาคดีทุจริตฯ ซึ่งเราอยากทำเร็วที่สุด ตอนนี้มี สว.สำรองติดต่อมาบ้างแล้ว แต่เข้าใจว่าหลายกลุ่มน่าจะมีการได้รับการช่วยเหลือทางกฎหมายจากกลุ่มอื่นด้วย แต่เราได้แสดงท่าทีไปชัดเจนว่าพร้อมที่จะสนับสนุน ที่พรรคไม่ได้เป็นผู้ยื่นเองนั้น เพราะโดยหลักผู้เสียหายจะมีข้อจำกัดน้อยกว่า และที่ผ่านมาหลายครั้งที่เรามีการยื่นตรวจสอบมักจะถูกยกคำร้อง โดยอ้างว่าผู้ร้องไม่ใช่ผู้เสียหาย ซึ่งถือเป็นปัญหาในเชิงกฎหมายที่ต้องช่วยกันสะสางต่อไป เพราะมองว่าหลายเรื่องเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะและความเสียหายก็เกิดขึ้นกับทุกคน
นายกฯ ฟ้องไอลอว์หมิ่นฯ
วันเดียวกัน ที่ศาลอาญา นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ประธานฝ่ายกฎหมายของพรรค ได้รับมอบอำนาจจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรค ภท. มอบหมายให้นายสิทธิโชค สิงหเสนี ทนายความ เป็นผู้แทนยื่นฟ้องนายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ หรือเป๋า ไอลอว์ (iLaw) ในข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา กรณีมีการพาดพิงว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีฮั้ว สว. ซึ่งนายยิ่งชีพให้สัมภาษณ์ที่รัฐสภาเมื่อวันที่ 21 ก.ค.2569
นายสิทธิโชคกล่าวว่า คดีนี้ยื่นฟ้องในนามนายกฯ ไม่ใช่ในนามพรรค ภท. ในข้อหาหมิ่นประมาทฯ และศาลนัดไต่สวนมูลฟ้อง วันที่ 14 ธ.ค.2569 เวลา 09.00 น. ซึ่งสาเหตุที่ต้องฟ้องเนื่องจากนายยิ่งชีพให้ข้อเท็จจริงที่รัฐสภา โดยกล่าวถึงการมีส่วนเกี่ยวข้องของนายกฯ ซึ่งฝ่ายนายกฯ เห็นว่าไม่ใช่ข้อเท็จจริง
ถามว่า การยื่นฟ้องเกิดขึ้นหลัง กกต.มีมติเมื่อวันที่ 14 ก.ย. ทนายความนายกฯ ยืนยันว่าไม่เกี่ยวข้องกัน เนื่องจากทีมทนายจัดทำร่างฟ้องไว้ก่อนแล้ว เพียงรอว่านายกฯ จะมอบหมายให้ดำเนินการเมื่อใด ไม่ควรนำเหตุการณ์มาเชื่อมโยงกัน โดย คดีนี้ไม่ใช่การฟ้องเพื่อปิดปาก
ส่วนที่ สน.ปทุมวัน นายสนธิญา สวัสดี นักเคลื่อนไหวทางการเมือง ก็เดินทางเข้าแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษให้พนักงานสอบสวน สน.ปทุมวัน ตรวจสอบการจัดชุมนุมบริเวณหน้าหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ช่วงเย็นของวันที่ 13 ก.ย.ที่ผ่านมา ว่ามีการกระทำใดที่เข้าข่ายฝ่าฝืน พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558 มาตรา 7 หรือไม่ โดยให้ตรวจสอบบุคคลที่เกี่ยวข้อง 4 ราย ได้แก่ นายยิ่งชีพ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ และ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.ของพรรคประชาชน
ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และ รมว.คมนาคม แกนนำพรรค ภท. กล่าวถึงกรณีมีหลายคนพยายามเชื่อมโยงบุคคลที่อยู่ในรายชื่อที่ กกต.ส่งฟ้องเป็นเครือข่ายของนายพิพัฒน์ว่า ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับ สว. ตรงนี้เราต้องแบ่งแยกอย่างชัดเจน นายกฯ ได้แจ้งมาโดยตลอดว่าพรรค ภท.ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง และไม่สามารถไปยุ่งเรื่อง สว.ได้ เพราะ สว.ไม่ได้สังกัดพรรคการเมือง
“ที่บอกว่าใครเป็นฐานของใคร อะไร อย่างไรนั้น ในฐานะที่พวกเราเป็นคนการเมือง ก็ต้องมีเพื่อนฝูงเป็นเรื่องปกติ ไม่ได้ปฏิเสธว่าเราไม่รู้จักกัน แต่เราไม่สามารถไปสนับสนุนหรือให้การช่วยเหลือได้ ซึ่งหากฝ่ายค้านจะนำคดีฮั้ว สว.ไปอภิปรายไม่ไว้วางใจ เราก็ต้องตอบความเป็นจริง” นายพิพัฒน์กล่าว
นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ และ สส.อ่างทอง พรรค ภท. กล่าวถึงกรณีที่ไอลอว์ระบุว่า นายเอกราช ช่างเหลา อดีต สส.ขอนแก่น พรรคกล้าธรรม ซึ่งเป็นพยานที่ 16/26 ซัดทอดว่านายภราดรเป็นผู้ริเริ่มและคิดค้นกระบวนการฮั้ว สว.ว่า ตนได้เห็นข้อมูลดังกล่าวตั้งแต่ สส.พรรค ภท.ได้อภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 แล้ว และได้พบว่าพยานที่ 16/26 ได้กลับคำให้การ และมีการกล่าวหาว่าตนเป็นผู้คิดค้นระบบและร่วมมือกับคณะกรรมการบริหารพรรค
“ขอถือโอกาสบอกแบบตรงไปตรงมาว่าผมคงไม่ฉลาดที่จะคิดค้นระบบให้ได้มาซึ่ง สว.ทั้งหมดขนาดนั้น อีกทั้งเมื่อวันที่ 14 ก.ย.69 ประธาน กกต.ได้พูดชัดว่า คำกล่าวหาของพยานที่ 16/26 มีจริง แต่เมื่อไปตรวจสอบกับพยานแวดล้อมอื่น หลักฐานอื่น หรืออื่นๆ ยิ่งทำให้ประธาน กกต.ไม่เชื่อคำให้การของพยานที่ 16/26 ขอยืนยัน ผม กก.บห.ของพรรค ภท. ไม่เกี่ยวข้องกับการได้มาซึ่ง สว.” นายภราดรกล่าว.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ศึกใน7เสือฉีกหน้าฝ่ายค้าน สังคมรุมขยี้มติกกต.
หลังจากเสร็จการลงมติ กกต.ในคดีฮั้วสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ซึ่งเป็นคดีประวัติศาสตร์ ที่ใช้เวลาดองเค็มข้ามปี พร้อมคำตัดสินจากผู้ถูกร้องระดับมหากาพย์ 427 ราย
เปิดฉากUNCLOS สีหศักดิ์ฟาดเขมร อย่าริฮุบ‘เกาะกูด’
“สีหศักดิ์” กล่าวเปิดประชุม UNCLOS ปูพื้นปัญหาขัดแย้ง ซัดการเมืองภายในกัมพูชามีอิทธิพลต่อการปลุกกระแสว่าถูกกลั่นแกล้ง
เฮไทยพลัสต่ออีก2เดือน
"ศุภจี" เผยข่าวดี นายกฯ สั่ง “เอกนิติ” หาทางต่อ “ไทยช่วยไทยพลัส” 2 เดือน
อึ้ง1.1หมื่นบริษัทนอมินี มท.เต้นกวาดล้างจบก.ย.
"พลพีร์" ถก "ศุภจี-รุทธพล" ล้างบางนอมินีทุนเทาต่างชาติ ขยายผลนิติบุคคลต้องสงสัยกว่า 1 หมื่น
‘ไทย-เวียดนาม’แน่นแฟ้น
"ในหลวง-พระราชินี" ทรงร่วมพิธีรับเสด็จอย่างเป็นทางการ ณ อาคารรัฐสภาเวียดนาม ทอดพระเนตรการสวนสนามของกองทหารเกียรติยศ มีพระราชปฏิสันถารกับประธานาธิบดีเวียดนาม
สบายใจได้พูดความจริง! 'สิทธิโชติ' กกต. เสียงข้างน้อย ยันเส้นเงินโยงนักการเมืองถูกตัดตอน
เปิดใจ กกต. เสียงข้างน้อย "สิทธิโชติ" ยันหลักฐานเชื่อมโยงนักการเมือง-พรรคการเมืองชัด แต่ถูกตีตก บางกรณีถูกตัดตอนตั้งแต่ระดับอำเภอ เชื่อ ออกมาพูดไม่มีอะไรเปลี่ยน ทุกอย่างอยู่ที่ดุลพินิจศาลฎีกา

