สัญญาณไม่ถึง‘หนู’ สยบ‘กธ.’ซบรัฐบาล/ปชน.โหมโรงซักฟอกมีหลักฐานเด็ด

“นายกฯ” ขอใช้เวทีประชุม UNGA 81 ชูไทยกลับสู่จอเรดาร์ของโลก เลี่ยงตอบปม "กธ.” ร่วมรัฐบาล บอกอยู่อเมริกาสัญญาณมาไม่ถึง “ไผ่” โชว์ภาพ “ธรรมนัส” ใส่นาฬิการุ่น  Casio รุ่นเดียวกับ “อนุทิน” ใส่ หลังโดนขับพ้นวิปฝ่ายค้าน บอกไม่ใช่นาฬิกามือหนึ่ง พูดสั้นๆ ถอดจากมือ “ทรงศักดิ์” ปัดดึงกล้าธรรมร่วม รบ.แค่กระแส “เท้ง” ยันไล่ “กธ.” ไม่เสียมารยาท ปัดแจงเข้าทางประเคนเสียงให้รัฐบาล เมินวิจารณ์ใส่นาฬิกาแทนใจ “โรม” ตีปี๊บซักฟอก “ปชน.” มีหลักฐานเด็ดเอาผิดได้จริง “ปชป.” ตามบี้ TH-AI Passport “โสภณ” แจงขอตัว 2 สส.ปชน.ดำเนินคดีต้องผ่านสภา “ณัฐพงษ์” ลั่นลูกพรรคไม่ใช้เอกสิทธิ์ สส.

เมื่อวันที่ 22 ก.ย.2569 เวลา 11.20 น. ตามเวลาท้องถิ่นนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ซึ่งช้ากว่าประเทศไทย 11 ชั่วโมง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์หลังเข้าร่วมการเปิดอภิปรายทั่วไปของการประชุมสมัชชาสหประชาชาติสมัยสามัญ ครั้งที่  81 ณ สำนักงานใหญ่องค์การสหประชาชาติ นครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา ว่า ระยะเวลา 3 วันที่อยู่นครนิวยอร์ก จะได้มีโอกาสพบกับผู้นําประเทศต่างๆ รวมถึงภาคเอกชน สภาธุรกิจ และนักลงทุนต่างๆ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในประเทศไทยมากขึ้น แม้ต่างประเทศรู้จักประเทศไทยอยู่แล้ว แต่การมาสร้างความเชื่อมั่น ก็จะเน้นประเด็นความเป็นหุ้นส่วน และการเป็นประเทศที่มีความพร้อมในทุกๆ ด้าน ทั้งการเป็นส่วนกระจายสินค้าและแหล่งผลิตสินค้าต่างๆ ที่พร้อมรับการลงทุน

นายอนุทินกล่าวว่า สำหรับการกล่าวถ้อยแถลงในที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติ ในวันที่ 24 ก.ย. จะนำเสนออนาคตของประเทศไทยการเป็นศูนย์กลางการค้าการเศรษฐกิจในภูมิภาคอาเซียน และปรับตัวพร้อมรับกติกาโลกใหม่ รวมไปถึงการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ซึ่งไทยมีความพร้อม ตลอดจนมีความพร้อมในการเข้าเป็นภาคีสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยได้รับการยอมรับในสายตานานาชาติ ช่วยส่งเสริมประเทศไทยในการร่วมมือกับนานาประเทศ ในสถานที่ไทยไม่ด้อยไปกว่าประเทศอื่น

ผู้สื่อข่าวพยายามถามถึงกรณีของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า หัวหน้าพรรคกล้าธรรม ที่ขณะนี้มีกระแสข่าวเรื่องการร่วมรัฐบาล นายกรัฐมนตรีร้องทันทีว่า "โอ๊ย ใจเย็นๆ นี่เราอยู่อเมริกา ไกล สัญญาณมาไม่ถึง เอาเรื่องนี้ก่อน"

นายกฯ กล่าวว่า วันนี้เรามาทำงานให้กับประเทศไทยของเรา ซึ่ง 3 วันที่อยู่นิวยอร์ก จะได้มีโอกาสพบกับผู้นําประเทศต่างๆ มากมาย รวมถึงภาคเอกชน สภาธุรกิจ และนักลงทุนต่างๆ ขอเวลาที่อยู่ที่นี่ที่ได้มีโอกาสพบคนทั้งโลก สร้างความเชื่อมั่นในประเทศไทยมากขึ้น ซึ่งต่างประเทศรู้จักประเทศไทยอยู่แล้ว แต่มาสร้างความเชื่อมั่น โดยเน้นเรื่องความเป็นหุ้นส่วน และการเป็นประเทศที่มีความพร้อมในทุกๆ ด้าน ทั้งการเป็นส่วนกระจายสินค้าและแหล่งผลิตสินค้าต่างๆ ที่พร้อมรับการลงทุน

เวลา 13.45 น. (ตามเวลาท้องถิ่นนครนิวยอร์ก) นายอนุทินหารือผู้บริหารระดับสูงจาก 3 สถาบันการเงินและกองทุนชั้นนำของสหรัฐอเมริกา Bank of America Microsoft และ PIMCO ณ อาคาร Bank of America Tower นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา โดยแสดงความพร้อมของไทยในการเปิดรับเงินทุนและความร่วมมือจากนักลงทุนระหว่างประเทศ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจากที่นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ประธานวิปฝ่ายค้าน ยืนยันการไล่พรรคกล้าธรรมออกมาจากการร่วมเป็นวิปฝ่ายค้านแล้ว เวลา 20.12 น. วันที่ 22 ก.ย.ที่ผ่านมา นายไผ่ ลิกค์ สส.กำแพงเพชร ในฐานะเลขาธิการพรรคกล้าธรรม ได้โพสต์ภาพ ร.อ.ธรรมนัสนั่งรับประทานอาหาร โดยเป็นที่น่าสังเกตว่า ที่ข้อมือสวมใส่นาฬิการุ่น Casio ซึ่งเป็นรุ่นเดียวกับที่นายอนุทินสวมใส่ พร้อมข้อความระบุว่า “ไม่ใช่นาฬิกามือหนึ่ง พูดสั้นๆ ถอดจากมือ จบนะครับ”

ทั้งนี้ สำหรับนาฬิกา CASIO สลักชื่อหน้าปัดหลัง "อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี" และภาษาอังกฤษ “Anutin Charnvirakul” รวมถึงมีภาพ ร.อ.ธรรมนัสสวมใส่เปรียบเหมือนของแทนใจก่อนร่วมรัฐบาล ซึ่งมีรายงานว่า ร.อ.ธรรมนัสสวมใส่มานานแล้ว ได้รับมาตั้งแต่วันที่ 13 ส.ค.2569 และมีภาพปรากฏตั้งแต่วันที่ 24 ส.ค.2569 ร.อ.ธรรมนัสสวมใส่ระหว่างลงพื้นที่ช่วยแก้ปัญหาน้ำท่วมที่จังหวัดน่าน

มีรายงานว่า ผู้ที่ได้รับนาฬิกาดังกล่าวจะเป็นคนทำงานใกล้ชิดกับนายอนุทินเท่านั้น อาทิ รัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทย นายพลพีร์ สุวรรณฉวี, นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์, นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์, นายภราดร ปริศนานันทกุล, นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รวมถึงนายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย และนายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย

โดยนายอนุทินชื่นชอบและสะสมนาฬิกาเป็นประจำอยู่แล้ว ช่วงลงพื้นที่หาเสียงและตรวจโครงการไทยช่วยไทยฯ ตามตลาดห้างร้านต่างๆ เมื่อเจอนาฬิกา CASIO รุ่นที่ชอบ ก็จะซื้อสะสมไว้ มีทั้งรุ่นสีเงินและสีดำ และนำไปสลักชื่อ ราคารวมประมาณเรือนละ 1,900 บาท ซึ่งนาฬิกา CASIO AE-1200WH (CASIO Royale) ที่ ร.อ.ธรรมนัสสวมใส่ขณะนี้ มีรายงานว่านายอนุทินซื้อมาช่วงลงพื้นที่ดูราคาสินค้าห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งย่านบางกะปิ เมื่อวันที่ 4 เม.ย.2569

เท้งลั่นไล่ กธ.ไม่เสียมารยาท

ขณะที่ นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกระแสข่าวพรรคภูมิใจไทย (ภท.) เตรียมดึงพรรคกล้าธรรม (กธ.) ร่วมรัฐบาลว่า เป็นเพียงข่าว แต่เรื่องข้อเท็จจริงในการหารือกันตนยังไม่ได้ยินเลย ซึ่งทุกวันนี้นักข่าวได้ข้อมูลมาตนไม่ทราบว่าเป็นการบูรณาการความคิดเองหรือไม่

ถามถึงกรณีภาพ ร.อ.ธรรมนัสสวมนาฬิกาสลักชื่อนายอนุทินนั้น นายทรงศักดิ์กล่าวว่า ในทางการเมือง นักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งต้องผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนมาร่วมรัฐบาล ถือเป็นเรื่องปกติ ตนเป็นผู้แทนหลายสมัย เห็นว่าเป็นปกติธรรมดา ไม่ต้องไปคิดมาก เพราะรัฐบาลพยายามสร้างความมั่นคงแข็งแรงให้กับรัฐบาล พร้อมกำหนดนโยบายที่เกิดผลสูงสุดกับประเทศชาติ

ถามย้ำว่า ร.อ.ธรรมนัสสวมนาฬิกาเหมือนนายกฯ ถือเป็นการส่งสัญญาณอะไรหรือไม่ นายทรงศักดิ์กล่าวว่า ต้องถาม ร.อ.ธรรมนัส เมื่อถามถึงความชัดเจนเรื่องการปรับ ครม. นายทรงศักดิ์กล่าวว่า ยังไม่ทราบต้องถามนายกฯ

ที่รัฐสภา นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีฝ่ายค้านกังวลยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจปลายเดือน ก.ย.นี้ หากมีเรื่องฮั้ว สว.จะถูกประธานสภาฯ ตีตกว่า ไม่ตีตกหรอกครับ เป็นสิทธิ์ของฝ่ายค้านที่จะตรวจสอบ แต่ต้องตรวจสอบว่าเข้าข้อบังคับหรือไม่ หากเข้าข้อบังคับก็สามารถทำได้ทั้งหมด

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.แบบบัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านฯ กล่าวถึงกรณีพรรค ปชน.ปรับพรรค กธ.ออกจากวิปฝ่ายค้านว่า การทำงานในระบบรัฐสภาใครที่ไม่ได้เป็นพรรคร่วมรัฐบาลย่อมทำหน้าที่ฝ่ายค้านทั้งหมด สิ่งที่เราคาดหวังคือการทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างเต็มที่ จริงๆ เราอาจจะเห็นการออกมาแสดงความเห็นจากตัวแทนพรรคกธ.ว่าเราดำเนินการไปเลยโดยที่ไม่มีการพูดคุยกันมาก่อน ดูเหมือนเสียมารยาททางการเมือง ไม่ได้ให้เกียรติพรรค กธ.หรือไม่

 “ยืนยันพรรค ปชน.ไม่ได้ทำแบบนั้น แต่ในความจริงแล้วนายพริษฐ์ วัชรสินธุ ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้าน ได้ดำเนินการประสานงานกับพรรคร่วมฝ่ายค้านทุกพรรค โดยเฉพาะพรรค กธ. ซึ่งมีการอัปเดตกับพรรค และส่งกลับมาที่ผมโดยตลอด และก่อนที่นายพริษฐ์จะมีการโพสต์เฟซบุ๊กออกไป เราก็พยายามประสานไปยังพรรค กธ. แต่ผมไม่สามารถที่จะรู้ได้ว่าการประสานภายในพรรค กธ.เป็นอย่างไร ยืนยันโดยหลักแบบนี้ว่าเราอยากเห็นพรรคฝ่ายค้านทุกพรรคทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลอย่างเต็มที่ ในฐานะฝ่ายค้านไม่ใช่รัฐบาล” นายณัฐพงษ์กล่าว

ถามว่า จะเป็นการประเคนเสียงให้รัฐบาลหรือถูกวิจารณ์ว่าเหมือน MOA ภาค 2 หรือไม่ ผู้นำฝ่ายค้านฯ กล่าวว่า ควรสอบถามพรรค กธ.โดยตรงว่าจะเพิ่มเสียงให้ฝั่งใด ปัจจัยสำคัญคือการเคารพการทำงานของวิปฝ่ายค้านด้วยกัน โดยสาระสำคัญเป็นไปตามที่นายพริษฐ์ชี้แจง

“ที่ผ่านมาพูดคุยกันมาตลอดว่าจะลงมติร่างงบประมาณอย่างไร แต่เมื่อถึงเวลาจริงกลับอ้างว่าหารือกันในพรรค กธ.แล้วเปลี่ยนท่าทีในวันนั้น ซึ่งมองว่าไม่ใช่กระบวนการที่ถูกต้อง หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป การทำงานของประธานวิปฝ่ายค้านและผู้นำฝ่ายค้านฯ จะยากลำบาก” ผู้นำฝ่ายค้านฯ ระบุ

ถามกรณีนาฬิกา ร.อ.ธรรมนัสใส่สลักชื่อนายอนุทิน นายณัฐพงษ์กล่าวว่า ขออ้างอิงคำให้สัมภาษณ์ของนายอรรถกร ศิริลัทธยากร โฆษกพรรค กธ. ที่ระบุความสัมพันธ์ส่วนตัวระหว่าง ร.อ.ธรรมนัสกับนายอนุทินไม่มีข้อขัดแย้งและดำเนินไปด้วยดีมาตลอด

“ความสัมพันธ์จะเป็นอย่างไรก็เป็นอีกเรื่อง แต่การทำหน้าที่ในสภาผู้แทนราษฎรเป็นตัวชี้วัดมากกว่าว่าทำหน้าที่ สส.ฝ่ายค้านหรือรัฐบาล”  นายณัฐพงษ์กล่าว

โรมตีปี๊บซักฟอกหลักฐานเด็ด

ส่วนนายพริษฐ์กล่าวว่า หลังพรรค กธ.ลงมติร่าง พ.ร.บ.งบ 2570 ขัดต่อมติวิปฝ่ายค้านแล้ว ประกอบกับท่าทีที่ไม่ชัดเจนของพรรค กธ.ที่จะร่วมยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจหรือไม่ จึงเป็นเหตุให้ตนได้หารือกับตัวแทนพรรค กธ.ว่าจะหาทางออกร่วมกันอย่างไรดี และนำมาสู่ข้อสรุปการปรับสัดส่วนวิปฝ่ายค้าน

"ข้อเท็จจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ คือการลงมติที่ขัดต่อมติฝ่ายค้าน ซึ่งเหตุผลที่บอกว่าอยากให้ประเทศมีงบประมาณ ผมคิดว่าไม่ได้สมเหตุสมผลทั้งหมด เพราะในมุมของฝ่ายค้าน อย่างพรรค ปชน.ที่ลงมติไม่เห็นด้วยก็ไม่ได้หมายความว่าไม่เห็นชอบที่ประเทศจะมีงบประมาณ แต่ไม่เห็นด้วยกับการจัดสรรงบประมาณแบบนี้ รวมไปถึงฝ่ายค้านก็พยายามมีมติรองรับความเห็นที่แตกต่างได้ โดยให้โหวตงดออกเสียง เหตุผลที่ 2 คือท่าทีความไม่ชัดเจนว่าจะมีการร่วมยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจหรือไม่ หรือแม้กระทั่งลงไปแล้ว จะมีมติอย่างไร เราใช้เกณฑ์นี้เป็นองค์ประกอบในการตัดสินใจ ไม่ได้เอาองค์ประกอบอื่นที่เราก็รับรู้อยู่แล้วตั้งแต่ต้นมาเป็นเกณฑ์หลักในฐานะประธานวิปฝ่ายค้าน หากปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปก็จะทำงานลำบาก” ปธ.วิปฝ่ายค้านระบุ

นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรค ปชน. กล่าวถึงความคืบหน้าการอภิปรายไม่ไว้วางใจว่า คงต้องมีการพูดคุยกับพรรคร่วมฝ่ายค้าน ทั้งการกำหนดรายชื่อรัฐมนตรีและญัตติ เพราะก่อนที่จะกำหนดรายชื่อรัฐมนตรี ต้องเคลียร์ให้ชัดก่อนว่าจะอภิปรายทั้งคณะหรือรายบุคคล ซึ่งกรณีหากเป็นรัฐมนตรีรายบุคคล ต้องมีการกำหนดข้อหาด้วย จึงต้องมีการสรุปและกำหนดวันที่จะยื่นญัตติ และเมื่อได้ญัตติแล้ว คงจะได้พูดคุยกับวิป 3 ฝ่ายเพื่อกำหนดวันที่ชัดเจนต่อไป

“ครั้งนี้เป็นครั้งหนึ่งที่การอภิปรายไม่ไว้วางใจมีเรื่องที่ต้องอภิปรายหลายเรื่อง และยังมีเรื่องที่คาดไม่ถึง ซึ่งเราได้รวบรวมเอาไว้ แต่สิ่งสำคัญที่ไม่แพ้กันคือพยานหลักฐาน ยืนยันว่าการอภิปรายของพรรคฝ่ายค้าน โดยเฉพาะพรรค ปชน.ไม่ใช่การพูดลอยๆ ยกเมฆกันมา แต่ทั้งหมดต้องตั้งอยู่บนพยานหลักฐานที่เอาผิดได้จริง” นายรังสิมันต์กล่าว

ถามว่าการไม่มีพรรค กธ.อยู่ในวิปฝ่ายค้านจะทำให้เสียงฝ่ายค้านลดลงจะมีผลหรือไม่ นายรังสิมันต์กล่าวว่า จำนวนมือฝ่ายค้านก็สู้ไม่ได้อยู่แล้ว แต่พยานหลักฐานจะเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด และเป็นพลังให้ฝ่ายค้านทำหน้าที่นี้ให้ดีที่สุด การที่พรรค กธ.จะอยู่ตรงไหนเป็นเรื่องที่เขาเป็นคนเลือก ส่วนที่เหลือเป็นเรื่องทางธุรการและกระบวนการ

“เขาอยู่ฝ่ายค้านหรือจะเป็นผู้สนับสนุน นายกฯ อนุทินเขาเป็นคนเลือก เราไม่ได้เลือกให้เขา เรื่องวิปฝ่ายค้านเป็นแค่กระบวนการ ซึ่งเกิดขึ้นไปแล้วไม่มีประโยชน์อะไรที่กายจะอยู่กับเรา และใจไปอยู่กับเขา” นายรังสิมันต์กล่าว

ขณะที่ นางการดี เลียวไพโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) แถลงความคืบหน้าการตรวจสอบโครงการ TH-AI Passport ว่า เมื่อวันที่ 21 ก.ย. ตนได้ยื่นหนังสือต่อสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ให้เข้ามาตรวจสอบเรื่องการใช้เงินใน 7 ประเด็น ซึ่งมี 2 ประเด็นที่ได้พูดคุยกันอย่างกว้างขวาง คือ 1.เร่งให้ สตง.ตรวจเงินทางด้านการใช้ คำนิยามผู้ใช้งานระดับสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ซึ่งเป็นฐานการเบิกจ่ายเงินแผ่นดินกว่าพันล้าน แต่โครงการนี้ออกมาแล้ว 3 สัปดาห์ ยังไม่มีความชัดเจนในกระบวนการ พอลงลึกไปในสัญญาที่แก้ไขเพิ่มเติม มีเพียงแค่ค่าดำเนินงานงวดคงที่ และค่าฝั่งและค่า Generative AI ซึ่งคำนวณตามจำนวนผู้ใช้งานระดับสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ในอัตรา 24 บาท 70 สตางค์ต่อคนต่อเดือน ตนอ่านครั้งแรกรู้สึกดีกว่าการเหมาจ่ายแบบเดิม แต่สิ่งที่อยากเรียกร้องคือ เกณฑ์การนับยังไม่ได้กำหนดในสัญญาที่ชัดเจน

นอกจากนี้ ประเด็นที่ 2 เรื่องการไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขว่าด้วยข้อตกลงคุณธรรมตามที่ TOR กำหนดไว้ ถ้าพูดถึงการเข้าร่วมข้อตกลงคุณธรรม ปกติแล้วต้องเข้าร่วมตั้งแต่การร่าง TOR แต่ตามไทม์ไลน์ในวันที่ 12 พ.ย.2568 สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) ได้รับอนุมัติเงิน 1,650 ล้านบาท วันที่ 18 พ.ย.2568 ยื่นขอเข้าข้อตกลงคุณธรรม วันที่ 15 ธ.ค.2568 ประกาศร่าง TOR เสร็จเรียบร้อยไปแล้วก่อนที่คณะกรรมการจะประชุมตัดสินใจ วันที่ 17 ธ.ค.2568 คณะอนุกรรมการความร่วมมือป้องกันการทุจริตมีมติไม่คัดเลือก TH-AI Passport เข้าข้อตกลงคุณธรรม ด้วยเหตุผลว่าโครงการจัดซื้อจัดจ้างล่วงเลยขั้นตอนการจัดทำร่าง TOR แล้วจึงไม่เข้าเงื่อนไข จากนั้น 22 ธ.ค.2568 กรมบัญชีกลางออกหนังสืออย่างเป็นทางการถึง สดช. แม้ไม่ได้รับคัดเลือก ในวันที่ 24 ธ.ค.2568 สดช.ยังลุยประกาศเชิญชวนเผยแพร่ TOR ต่อ

“เห็นว่าไม่ใช่เหตุที่จำเป็นให้เราปล่อยผ่านไปได้ ซึ่งใน TOR เดิมกำหนดไว้ชัดในข้อ 3.16 ว่า ผู้ยื่นข้อเสนอจะต้องลงนามในข้อตกลงคุณธรรมกรณีการจัดซื้อจัดจ้างที่มีวงเงินตั้งแต่ 1,000 ล้านบาทขึ้นไป ในปกติทั่วไปเราต้องเริ่มโครงการข้อตกลงคุณธรรม ตั้งแต่ร่าง TOR วันนี้ก็เห็นชัดว่าเป็นการรีบทำไปก่อน รีบทำอย่างรวดเร็ว แม้ว่า TOR ของตัวเองเป็นข้อกำหนดไว้ ก็ออกมาอย่างที่เห็นว่าแม้จะไม่ร่วมโครงการ แต่อย่างไรก็ดีก็ยังที่จะเดินหน้าเรื่องนี้ต่อไป" นางการดีระบุ

ชี้คดี 2 สส.ปชน.ต้องขอสภา

 วันเดียวกัน นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีคดีฟอเร็กซ์ของนายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน. ที่ดีเอสไอเตรียมออกหมายจับว่า หากเกิดขึ้นในสมัยประชุมจะต้องขอสภา ไม่ว่าจะเป็นหมายเรียกหรือหมายจับ หากสภาอนุญาตก็สามารถดำเนินการได้ หากสภาไม่อนุญาตก็เป็นเอกสิทธิ์ของสมาชิกที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ คือตามหลักแล้วอย่างไรก็ต้องขออนุญาต หรือสมาชิกท่านใดที่ไม่ประสงค์จะใช้เอกสิทธิ์คุ้มครองก็เป็นเรื่องของแต่ละคน โดยในอดีตก็เคยมี ฉะนั้นตามที่ปรากฏเป็นข่าวหากมีหนังสือมาถึงสภาก็ว่ากัน

ถามว่ากรณี นายสมชาติ เตชถาวรเจริญ สส.ภูเก็ต พรรค ปชน.ที่ อาจโดนคดีเรื่องที่ดินนอมินีอยู่ หากมีการขอมา สภาจะปฏิบัติแนวเดียวกันหรือไม่ นายโสภณกล่าวว่า ปฏิบัติไปในทางเดียวกัน หากเป็น สส.หรือ สว.ก็มีกฎหมายคุ้มครองเอกสิทธิ์อยู่แล้ว

อย่างไรก็ตาม นายณัฐพงษ์ในฐานะหัวหน้าพรรค ปชน.ยืนยันเรื่องดังกล่าวว่า เราใช้บรรทัดฐานเดิมในการดูแลคนในพรรคมาโดยตลอด คงไม่ได้ใช้มาตรฐานอะไรที่ต่างไปจากเดิมในอดีต ซึ่งเรื่องนี้ยังไม่สามารถให้รายละเอียดตอนนี้ได้ เพราะเราพยายามชั่งน้ำหนัก เรายืนหลักมาตรฐานเดิม แปลว่าถ้าเราเห็นหลักฐานที่ชี้ชัดว่าคนของเรามีส่วนเกี่ยวข้องในการกระทำความผิด แม้จะยังไม่ไปสู่ศาล ดังนั้นหลักมาตรฐานของนักการเมืองควรจะสูงกว่า เราไม่ควรใช้เอกสิทธิ์ต่างๆ และควรเข้าสู่กระบวนการในฐานะประชาชนคนธรรมดาทั่วไป

 “อีกหลักหนึ่งคือเราพยายามชั่งน้ำหนักว่าคดีนี้เป็นคดีทางการเมืองหรือไม่ อย่างที่สังคมได้ตั้งคำถาม ฉะนั้นเรื่องนี้เราก็พยายามดูว่าสิ่งที่นายภาวุธกำลังเข้าสู่กระบวนการ พรรคได้ติดตามอยู่ตลอด ถ้าเห็นว่าหลักฐานที่หน่วยงานมีว่านายภาวุธมีส่วนเกี่ยวข้อง ถ้านายภาวุธพร้อมและบริสุทธิ์ใจที่จะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เราก็พร้อมสนับสนุนให้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม โดยไม่ได้ปกป้องคนภายในของพรรค” นายณัฐพงษ์กล่าว

ถามว่า รมว.ยุติธรรมระบุจะมีการส่งฟ้องนายภาวุธภายในสัปดาห์นี้ เมื่อถูกส่งฟ้องแล้วก็ต้องมอบตัว เอกสิทธิ์ สส.จะทำอย่างไร หัวหน้าพรรค ปชน.กล่าวว่า เท่าที่ได้พูดคุยกับนายภาวุธไม่ได้มีความประสงค์จะใช้เอกสิทธิ์ สส.อยู่แล้ว ถ้ามีหมายที่ได้รับเข้ามา และกระบวนการยุติธรรมเดินหน้าต้องเข้าไปชี้แจง เขาก็พร้อมที่จะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมด้วยตนเอง

หัวหน้าพรรค ปชน.กล่าวว่า ในส่วนนายสมชาติก่อนหน้านี้แสดงท่าทีมีความบริสุทธิ์ใจ อยากจะเดินหน้าเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม แต่ที่ล่าช้าที่มีการเลื่อนต่างๆ ออกมา ตนจะลงไปติดตามเพิ่มเติม และช่วยสนับสนุนทุกอย่างให้เดินหน้าเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม โดยไม่ได้ใช้เอกสิทธิ์ สส.ในการคุ้มครอง

 “มีรายงานว่า 28 บริษัทที่นายสมชาติมีชื่ออยู่ นายสมชาติได้ลาออกและมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงรายชื่อแล้ว กระบวนการภายในพรรคก็มีการดำเนินการคู่ขนาน แต่เราต้องพยายามชั่งน้ำหนักทั้ง 2 ฝั่ง กรณีของนายสมชาติจะใช้หลักการเดียวกันกับกรณีของนายภาวุธ” หัวหน้าพรรค ปชน.กล่าว

ถามว่า มีเดดไลน์หรือไม่ เพราะกรณีนี้ใช้เวลาในการตรวจสอบนานแล้ว นายณัฐพงษ์กล่าวว่า จริงๆ พยายามจะดำเนินการให้เร็วที่สุด ถ้ามีความชัดเจนเพิ่มเติม ตัวแทนพรรคจะออกมาชี้แจง.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ปูวืด!ศาลตีตกยื้อจ่ายหมื่นล.

ศาลปกครองสูงสุดยืนตามศาลชั้นต้นตีตกคำร้อง "ยิ่งลักษณ์" ขอพิจารณาคดีใหม่  ปมชดใช้ความเสียหายทุจริตจำนำข้าวหมื่นล้าน

DSIดองฮั้วยาว/ม็อบบุกกกต.

ส่อดองยาว! คดีอั้งยี่-ฟอกเงิน หลังคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษเข้าสู่สุญญากาศ  เลื่อนประชุมไร้กำหนด รอ “ร.ต.อ.ปิยะ"