“มหาอุทกภัย” กระทบแล้ว 27 จังหวัด “อนุทิน” หารือด่วนสั่งเร่งบูรณาการช่วยเหลือ ตั้ง “ชัชชาติ” เป็นผู้บัญชาการหลักใน กทม. คาด 2-3 วันถนนไร้น้ำ ส่วนชุมชนต่างๆ รออีก 7 วัน เผยมีคนรออาหารถึงวันละ 6-7 หมื่นราย “เอกภพ” แถลงฝนก้อนใหญ่ย้ายจากเมืองกรุงไปฝั่งตะวันตก เตือน “กาญจนบุรี-ราชบุรี-เพชรบุรี-ระยอง” ติดตามใกล้ชิด บอกอย่าโบ้ยหาคนผิดแต่ต้องร่วมมือแก้ไข ปูด ครม. 29 ก.ย.เคาะมาตรการเยียวยาพ่วงบิ๊กโปรเจกต์แก้น้ำ มท.คลอด 6 มาตรการด่วนดูแล “เคหะชุมชนร่มเกล้า” ยังอ่วม 1,500 คนแจ้งขออพยพ
เมื่อวันจันทร์ที่ 28 กันยายน 2569 นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.)เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ฝนตกหนักต่อเนื่องทำให้ปัจจุบันเกิดอุทกภัยในพื้นที่รวม 27 จังหวัด 151 อำเภอ 792 ตำบล 4,087 หมู่บ้าน และกรุงเทพฯ ประชาชนได้รับผลกระทบ 576,449 ครัวเรือน 1,793,887 คน
ล่าสุด ปภ.ยังได้ส่งข้อความ Cell Broadcast ใน 3 พื้นที่ ประกอบด้วย จ.กำแพงเพชร ว่ามีฝนตกหนักสะสมต่อเนื่อง ส่งผลให้ระดับน้ำในคลองเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีความเสี่ยงเกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำไหลหลากและน้ำล้นตลิ่ง จ.พระนครศรีอยุธยา แจ้งเตือนประชาชนริมแม่น้ำป่าสัก หลังเขื่อนพระราม 6 เตรียมเพิ่มการระบายน้ำเป็น 600-700 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ระหว่างวันที่ 28-29 ก.ย.ซึ่งจะทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำป่าสักด้านท้ายเขื่อนเพิ่มสูงขึ้นประมาณ 1-1.2 เมตร และ จ.กาญจนบุรี ปภ.แจ้งเตือนหลังมีฝนตกหนักต่อเนื่อง ประกอบกับอ่างเก็บน้ำลำตะเพินมีน้ำล้นสปิลเวย์
ขณะเดียวกัน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ได้เรียกประชุมผู้เกี่ยวข้องหารือบนตึกไทยคู่ฟ้า เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่ พร้อมหารือนำรถของทหารออกไปช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ประสบอุทกภัย รวมถึงใช้ขนสิ่งของอุปโภคบริโภคไปมอบประชาชนในจุดที่ยังมีน้ำท่วมสูง
นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า นายกฯ ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานเร่งบูรณาการการทำงานแก้ไขสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่กรุงเทพมหานครอย่างเป็นเอกภาพ โดยให้ผู้ว่าฯ กทม.เป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์หลักในพื้นที่ เพื่อให้การสั่งการและการบริหารจัดการเป็นไปในทิศทางเดียวกัน พร้อมย้ำภารกิจเร่งด่วนที่สุดคือเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่ให้เร็วที่สุด และให้จัดลำดับความสำคัญเข้าช่วยเหลือพื้นที่ที่ประชาชนได้รับความเดือดร้อนหนัก รวมถึงพื้นที่ที่มีประชากรอาศัยอยู่อย่างหนาแน่นเป็นลำดับแรก
“นายกฯ ย้ำว่าขณะนี้สิ่งสำคัญที่สุดคือทำอย่างไรให้น้ำลดเร็วที่สุด และทำอย่างไรให้ความช่วยเหลือไปถึงประชาชนโดยเร็ว ทั้งยังสั่งให้เตรียมงบประมาณเบื้องต้น เพื่อเตรียมเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบ ขณะเดียวกันขอให้ทุกหน่วยงานเร่งแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ดูแลอาหาร น้ำดื่ม และความเป็นอยู่ของประชาชนอย่างเต็มที่ เพราะในสถานการณ์เช่นนี้การช่วยเหลือที่รวดเร็วและเข้าถึงประชาชน คือสิ่งที่รัฐบาลให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก” โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าว
ฝั่ง ตต.กทม.เตรียมรับมือ
ต่อมานายเอกภพแถลงข่าวศูนย์ข้อมูลข่าวสารร่วมสถานการณ์น้ำ (JICC) ว่า ฝนที่ตกต่อเนื่องตั้งแต่เมื่อวันที่ 24 ก.ย.ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมในหลายพื้นที่ เนื่องจากการระบายน้ำมีน้อยกว่าปริมาณฝนที่ตกลงมา ปัจจุบันปริมาณน้ำฝนที่ลดลง จากเมื่อวานก่อนฝนอยู่ทางฝั่งตะวันออกของกรุงเทพฯ ปัจจุบันอาจมีฝนตกอยู่บ้างในหลายพื้นที่ใน กทม. แต่อาจเป็นฝนที่ไม่ตกหนัก โดยก้อนฝนที่เคยตกหนักจะเลื่อนมาสู่ฝั่งตะวันตกของ กทม.และเลื่อนออกไปสู่ภาคตะวันตก โดยในวันที่ 29 ก.ย. กทม.จะเหลือพื้นที่ที่มีฝนตกน้อยมาก ส่วนการกระจายน้ำ การระบายน้ำของ กทม.เป็นไปอย่างต่อเนื่อง แต่ยังคงมีบางชุมชนที่น้ำท่วมสูง ได้แก่ เคหะคลองจั่น, เคหะร่มเกล้า, เคหะรามอินทรา, ซอยประเสริฐมนูกิจ 27, ซอยลาดพร้าว 101/1 และซอยรามคำแหง 24 ซึ่งตรงนี้เป็นการระบายน้ำออกไปสู่แม่น้ำบางปะกงมีความยาก ฉะนั้นถ้าจะมีการเข้าไปช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ ก็ขอให้เข้าไปจุดนี้เป็นหลัก ทั้งนี้หากประชาชนในพื้นที่ต้องการความช่วยเหลือขอให้โทร.เบอร์ 1555 ศูนย์ช่วยเหลือของกรุงเทพฯ ส่วนใน กทม.จะมีพื้นที่เฝ้าระวังน้ำฝนอยู่ ได้แก่ ยานนาวา, บางคอแหลม, คลองเตย, วัฒนา, สวนหลวง, พระโขนง, บางนา, บางกะปิ และสะพานสูงบางส่วน
“ฝนออกจากกรุงเทพฯ จะเคลื่อนไปที่กาญจนบุรี ซึ่งมีพื้นที่เฝ้าระวังและดำเนินการอยู่คือ เขื่อนวชิราลงกรณและเขื่อนศรีนครินทร์ ซึ่งทั้ง 2 เขื่อนมีศักยภาพรับน้ำอยู่เยอะพอสมควร และทั้ง 2 เขื่อนได้ลดการระบายน้ำลงแล้ว นอกจากนี้ยังมีเขื่อนแม่กลองที่น้ำจะลงสู่จังหวัดราชบุรี ก็ต้องเฝ้าระวังต่อเนื่อง รวมถึงจังหวัดเพชรบุรีเป็นจุดเฝ้าระวังใหม่ใน 4 อำเภอ คือ แก่งกระจาน, ท่ายาง, บ้านลาดและเมืองเพชรบุรี” นายเอกภพกล่าวและว่า ภาคตะวันออกยังมีกลุ่มฝนอีกก้อนที่ยังอยู่ที่ จ.ระยอง โดยเฉพาะบริเวณ 2 อ่างเก็บน้ำคือ อ่างเก็บน้ำประแสร์ และอ่างเก็บน้ำคลองระโอก ต้องเฝ้าระวัง
เมื่อถามว่า เรื่องเงินเยียวยาจะเหมือนน้ำท่วมหาดใหญ่หรือไม่ นายเอกภพกล่าวว่า แยกเป็น 2 ส่วน ในส่วน กทม.อยู่ในหลักเกณฑ์ที่ผู้ว่าฯ กทม.ดำเนินการอยู่ และในวันนี้ ปภ.และรัฐบาลจะให้การสนับสนุนเพิ่มเติมในส่วนที่ยังขาดอยู่ โดยในวันที่ 29 ก.ย.จะนำกรอบวงเงินเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)
ต่อมานายเอกภพได้แถลงอีกว่า สถานการณ์น้ำในพื้นที่บ้านเขาวังไทร อ.แกลง จ.ระยอง ระดับน้ำที่จุดวัด Z.11 เพิ่มสูงถึง 7.21 เมตร เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว 15 เซนติเมตรภายใน 1 ชั่วโมง ขณะที่ปริมาณน้ำไหลผ่านเพิ่มเป็น 205.20 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที สูงกว่าเกณฑ์วิกฤตที่ 168.00 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ส่งผลให้ระดับน้ำสูงเกินตลิ่งแล้ว 68 เซนติเมตร และมวลน้ำก้อนใหญ่จากพื้นที่ตอนบนได้ไหลหลากลงมาสมทบแล้ว ส่งผลให้ระดับน้ำในคลองประแสร์และพื้นที่ใกล้เคียงเพิ่มสูงขึ้นและไหลเชี่ยว ขอให้ประชาชนในพื้นที่ลุ่มต่ำและพื้นที่ท้ายน้ำเพิ่มความระมัดระวัง และติดตามประกาศแจ้งเตือนจากเจ้าหน้าที่อย่างใกล้ชิด
เมื่อถามว่า มีคำถามจากประชาชนว่ารัฐบาลมีตัวอย่างเหตุการณ์น้ำท่วมจากหาดใหญ่ แล้วทำไมจึงปล่อยให้เกิดเหตุใน กทม.ได้ นายเอกภพกล่าวว่า เรื่องดังกล่าวถือเป็นภัยธรรมชาติ เกิดจากฝนที่ตกในพื้นที่ ไม่เกี่ยวกับระบบระบายน้ำเหมือนปี 2554 และมีพายุฝนลงมาสมทบ ซึ่งฝนที่ตกใน กทม.มีปริมาณมาก ทั้งๆ ที่มีการพร่องน้ำในระบบระบายน้ำไปก่อนหน้านี้แล้ว นี่จึงถือเป็นบทเรียนว่าต้องพัฒนาระบบส่งน้ำให้มากขึ้น และระบบการระบายน้ำในโครงการชัยนาท-ป่าสัก-อ่าวไทย โดยที่ไม่ต้องให้น้ำมากองอยู่ที่ จ.พระนครศรีอยุธยา, ปทุมธานี, นนทบุรี ซึ่งโครงการดังกล่าวน่าจะเข้าที่ประชุม ครม.ในวันที่ 29 ก.ย.
'อย่าโทษใคร'
เมื่อถามว่า ที่มีการตามหาความรับผิดชอบจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น นายเอกภพกล่าวว่า ในทุกเหตุการณ์เรามักจะหาว่าใครผิด ซึ่งการกล่าวหาและโบ้ยไปที่คนผิดอาจเป็นเรื่องที่ทำได้ง่าย และปัดความรับผิดชอบเกินไป แต่ความจริงคือเป็นเรื่องของทุกคนทุกหน่วยงาน อย่างเหตุการณ์นี้หลายคนคิดว่าพื้นที่ กทม.จะเป็นความรับผิดชอบของนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. ผู้ว่าฯ กทม.ต้องรับผิดชอบ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นนายกฯ กำชับมาโดยตลอด ว่า เหตุการณ์จะเกิดขึ้นที่ใดก็ตาม ให้ทุกหน่วยงานให้ความร่วมมือดำเนินการร่วมกันในการแก้ไขปัญหา
“ฝนตกเขาไม่ได้ถามว่าหน่วยงานใดจะรับผิดชอบฝนก้อนนี้ แต่เมื่อตกลงมาถึงพื้นแล้วประชาชนที่ได้รับผลกระทบ ประชาชนไม่ถามหรอกครับว่าหน่วยงานไหนจะมารับผิดชอบฝนก้อนนี้ หรือว่าชีวิตของเขาเรื่องอะไร ทุกคนต้องมารวมกัน เมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้นแล้ว ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะไปหาว่าใครผิดใครช้าหรือไม่ช้า แต่เราต้องถอดบทเรียนว่าที่ผ่านมาเราได้เตรียมการดีพอแล้วหรือยัง ทำอย่างไรให้เหตุการณ์กลับมาสู่ความปกติให้เร็วที่สุด” นายเอกภพกล่าว
ขณะเดียวกัน ที่ห้องประชุม 301 ชั้น 3 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และ รมว.การคลัง ในฐานะประธานกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งภาคกลาง เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการฯ ครั้งที่ 3/2569 เพื่อติดตามสถานการณ์อุทกภัย การบริหารจัดการน้ำ และการช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่ภาคกลาง โดยมีข้อสั่งการเร่งด่วนให้คณะอนุกรรมการฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประเมินพื้นที่เสี่ยงและจัดทำข้อมูลล่วงหน้า 7-10 วัน เพื่อให้จังหวัดมีเวลาเตรียมรับมือกับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้น พร้อมให้ผู้ว่าราชการจังหวัดลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ เร่งแจ้งเตือนประชาชน เตรียมจุดอพยพ เส้นทางอพยพ เครื่องสูบน้ำ เครื่องจักรกลและอุปกรณ์ช่วยเหลือต่างๆ ให้พร้อมใช้งานได้ทันที
ส่วนนายชัชชาติให้สัมภาษณ์หลังประชุมคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งในพื้นที่ภาคกลางว่า เมื่อคืนวันที่ 27 ก.ย.มีฝนตกลงมา 60 มิลลิเมตร (มม.) ทางด้านตะวันออก ตั้งแต่เขตมีนบุรีมาจนถึงลาดกระบัง แต่ถือว่าน้อยกว่าช่วงที่ผ่านมามาก เพราะที่ผ่านมาฝนตกลงมาถึง 200 มม. ในที่ประชุมกรมอุตุนิยมวิทยาอธิบายว่า 3 วันต่อจากนี้ไปปริมาณฝนน่าจะลดลง ค่อนข้างน้อยเลย ซึ่งจะเป็นจังหวะที่ดีที่จะช่วยระบายน้ำออกมาได้
นายชัชชาติกล่าวว่า ส่วนสถานการณ์น้ำภาพรวมใน กทม.ที่คลองแสนแสบเริ่มดีขึ้น จะช่วยดึงน้ำแถวคลองจั่น บางกะปิได้ วันนี้จะเร่งระบายตรงจุดเหล่านี้ออกมา ส่วนคลองเปรมประชากรดีขึ้น ส่วนที่ยากที่สุดคือคลองประเวศบุรีรมย์ เพราะต้องดึงน้ำจากลาดกระบังมาที่พระโขนง ซึ่งพื้นที่ค่อนข้างมีความคดเคี้ยวค่อนข้างมาก แต่ทุกเรื่องเดินหน้าเต็มที่อาจต้องใช้เวลา โดยตัวคลองหลักคิดว่าน่าจะใช้เวลาประมาณ 2 วันถึงจะลดลง ส่วนถนนคิดว่า 2-3 วันนี้น่าจะดีขึ้น แต่ในส่วนของชุมชนต้องค่อยๆ ทยอยเอาน้ำออก น่าจะใช้เวลาประมาณ 7 วัน พยายามจะทำให้ได้ ซึ่งกรณีชุมชนนั้น การที่จะเอาน้ำออกต้องใช้น้ำดูดออก เพราะน้ำไม่ได้เข้าไปโดยปกติ
ผู้สื่อข่าวถามว่า ในปีนี้จะมีน้ำท่วมเกิดขึ้นอีกหรือไม่ นายชัชชาติกล่าวว่า คงคาดการณ์ไม่ได้ แต่ถ้าถามว่าน้ำท่วมวันนี้เกิดจากอะไร ต้องบอกว่าเกิดจากฝนตกหนักนิ่งแช่มากๆ เพราะตกถึง 300 มม. ใกล้เคียงกับที่ อ.หาดใหญ่ ถ้าถามถึงอนาคตเห็นว่าเมื่อมันเกิดขึ้นได้แล้วก็อาจจะเกิดขึ้นได้อีก แต่ถ้าถามว่าจะเกิดในปีนี้หรือ 10 ปีข้างหน้าก็ไม่รู้ แต่เชื่อว่าเป็นสิ่งที่เราต้องวางแผนระยะยาวต่อไป ถ้าถามว่าในอนาคตเราจะรับมือกับน้ำฝน 300 มม.ได้อย่างไร ต้องบอกว่าเรารับมือได้ แต่ต้องมีโครงสร้างพื้นฐานรองรับ เช่นการสร้างอุโมงค์ที่สามารถเชื่อมไปถึงจุดต่างๆ ได้มากขึ้น ความจริงแล้วรัฐบาลก็มีโครงการที่ร่วมกับ กทม.หลายโครงการ เช่นที่คลองจั่นซึ่งมีอุโมงค์ที่เรากำลังเตรียมก่อสร้างอยู่ ถ้าอุโมงค์นี้เสร็จแถวบางกะปิคงไม่ได้รับผลกระทบอะไรมากเท่านี้ พยายามเพิ่มศักยภาพของระบบระบายน้ำให้เพิ่มมากยิ่งขึ้น ตรงนี้ต้องเป็นโครงการที่วางแผนระยะยาว ต้องใช้เวลาในการก่อสร้าง
ส่งอาหาร 6-7 หมื่นคน
นายชัชชาติยังกล่าวว่า ตอนนี้มีประชาชนที่ประสบภัยค่อนข้างมาก มีการกระจายในหลายพื้นที่ ซึ่งทุกเขตต้องทำจำนวนผู้ที่ต้องการขอความช่วยเหลือ ทั้งผู้ป่วยติดเตียง อาหารต่างๆ รวมถึงรีบจัดส่งอาหาร คิดว่าตอนนี้ผู้ที่ได้รับผลกระทบที่ต้องส่งอาหารอยู่ในระดับประมาณ 6-7 หมื่นคน ทุกเขตจะรับผิดชอบในเขตของตัวเองไป อย่างไรก็ตาม วันนี้อาจจะขลุกขลักนิดหน่อย แต่สถานการณ์จะเริ่มค่อยๆ เข้าที่มากขึ้น
นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงการหารือช่วยเหลือ กทม.ในการดูแลประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยว่า มีประชาชนที่พักอาศัยในบริเวณน้ำท่วมขังไม่สามารถเดินทางออกจากที่พักอาศัยได้กว่า 80,000 คน จึงมีความต้องการรับการสนับสนุนอาหารกล่อง 2.4 แสนกล่อง/วัน รวมถึงด้านสาธารณูปโภคพื้นฐาน จึงได้สั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งสนับสนุนภารกิจ กทม.เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนประชาชนในระยะเร่งด่วน 6 เรื่อง ได้แก่ 1.การไฟฟ้านครหลวงจ่ายไฟให้อาคารบ้านเรือนและแฟลตที่พักอาศัย 2.กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) จัดรถสุขาเคลื่อนที่ไปยังชุมชนที่ยังประสบอุทกภัย 3.กรมการพัฒนาชุมชน (พช.) และกรม ปภ. ระดมผู้ประกอบการอาหาร รถประกอบอาหาร 4-5 คันต่อจุด เป้าหมายจุดละ 10,000 กล่องเป็นอย่างน้อย 4.สถ., ปภ. และกรมโยธาฯ ระดมเรือจากทุกภาคส่วน โดยมีกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) วางแผนสายส่งอาหารให้ครบทุกอาคาร โดยไม่ขาด ไม่ซ้ำซ้อน วันละ 3 มื้อ ในช่วงที่น้ำยังท่วมขังอยู่ 3-5 วัน และต่อเนื่องหลังน้ำลดอีก 7 วันเป็นอย่างน้อย 5.กทม.เร่งเยียวยาประชาชนตามระเบียบหลักเกณฑ์ที่กำหนด และ 6.ให้ว่าที่ ร.ต.ตระกูล โทธรรม และ น.ส.สุพัตรา คล้ายทิม ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย เป็น Project Manager พื้นที่คลองจั่น ร่มเกล้าและลาดกระบัง อำนวยการและบูรณาการทุกส่วนของ มท.สนับสนุนภารกิจ กทม.
นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย กล่าวถึงสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่กรุงเทพฯ ว่า ตอนนี้มีที่แฟลตการเคหะคลองจั่น ร่มเกล้าและลาดกระบัง ที่มีน้ำค่อนข้างเยอะ ซึ่งต้องรีบจัดสรรเรื่องอาหารการกินเข้าไปในพื้นที่ ตอนนี้มีการกระจายครัวสนามไปในจุดที่ร้องขอไปให้มากที่สุด และวันนี้จะจัดรถสุขาจากท้องถิ่นทั่วประเทศ หากมีตรงไหนที่ยังขาดสามารถประสานเข้ามาได้ ซึ่งทางผู้อำนวยการสำนักงานเขตต้องรีบประสานเข้ามา
“วันนี้สถานการณ์ภาพรวมเริ่มดีขึ้นแล้ว อย่าง กทม. ยังคงระบายน้ำอย่างเต็มที่มาตลอดช่วง 3-4 วันที่ผ่านมา หากวันนี้ฝนเป็นไปตามพยากรณ์อากาศไม่มีตกลงมาเพิ่มวันนี้น้ำจะพร่องลงไปเยอะ”
เคหะร่มเกล้ายังอ่วม
สำหรับสถานการณ์น้ำท่วมบริเวณเคหะร่มเกล้า เขตลาดกระบัง ยังเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่น่าเป็นห่วงหลังหลายจุดมีระดับน้ำท่วมสูง การเดินทางเข้าออกเป็นไปด้วยความยากลำบาก ขณะที่ กทม.เร่งระดมรถ เรือ อาหาร และสิ่งของจำเป็นเข้าไปช่วยเหลือประชาชนที่ยังอยู่ภายในพื้นที่ โดยนายไทวุฒิ ขันแก้ว รองปลัด กทม.กล่าวว่า กทม.อยู่ระหว่างจัดสรรทรัพยากรเข้าไปช่วยเหลือประชาชน ทั้งรถ เรือและอาหาร เนื่องจากหลายพื้นที่ยังมีน้ำท่วมสูงและการเดินทางเข้าออกทำได้ยาก เบื้องต้น กทม.ได้นำรถ GMC และเรือเข้าไปช่วยเหลือ พร้อมทยอยนำประชาชนที่ต้องการออกจากพื้นที่ไปยังศูนย์พักพิงในเขตลาดกระบัง โดยมีประชาชน 1,500 คนแจ้งความประสงค์ที่จะออกจากพื้นที่
ขณะเดียวกัน พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร.พร้อมคณะได้ลงพื้นที่ย่านเคหะร่มเกล้า โดยได้ลงเรือฝ่าน้ำท่วมนำอาหารที่ได้รับบริจาคจากประชาชน 4,000 กล่อง พร้อมน้ำดื่มและของใช้จำเป็นไปมอบพี่น้องประชาชนในชุมชน และตรวจเยี่ยม สน.ร่มเกล้าซึ่งขณะนี้ได้เปิดเป็นศูนย์พักพิง
รศ. ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต และรองประธานมูลนิธิสภาเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า "วันนี้พื้นที่ฝั่งตะวันตกตอนบนฝนยังตกหนัก พื้นที่อื่นๆ กทม.และปริมณฑลฝนเบาเข้าสู่โหมดการฟื้นฟู โดยประเมินแล้วใช้เวลาไม่น้อยกว่า 1 สัปดาห์จากปริมาณน้ำไม่ต่ำกว่า 600 ล้าน ลบ.เมตร"
ด้านผลกระทบทางคมนาคมนั้น การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) แจ้งว่า ตามที่มีฝนตกหนักตลอดทั้งวันในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ ส่งผลให้ทางรถไฟบริเวณสะพานถ้ำกระแซ ระหว่างท่ากิเลน-น้ำตก จังหวัดกาญจนบุรี มีระดับน้ำสูงขึ้นมาถึงแนวกำแพงกันดินสะพานถ้ำกระแซ เข้ามาบริเวณใต้ตอม่อสะพานระดับน้ำสูงรวม 4 เมตร รฟท.จึงจำเป็นต้องปิดทางเดินรถสายกาญจนบุรี ช่วงท่ากิเลน-น้ำตก เป็นการชั่วคราว โดยมีขบวนรถที่ได้รับผลกระทบ 4 ขบวน
บริษัท ขนส่ง จำกัด (BKS) ได้ติดตามสถานการณ์ฝนตกหนักและน้ำท่วมในพื้นที่ต่างๆ อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะเส้นทางภาคตะวันออก ซึ่งได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมในหลายพื้นที่ ส่งผลให้ผู้ประกอบการรถร่วมฯ ที่ให้บริการรถตู้โดยสารและรถมินิบัสแจ้งหยุดเดินรถ 13 เส้นทาง เนื่องจากมีน้ำท่วมสูงและรถไม่สามารถสัญจรได้.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
งบกลาง2พันล. เยียวยาคนกรุง เกณฑ์เดียวตจว.
"ภราดร" ยันเยียวยาน้ำท่วมคนกรุงเทพฯ เต็มที่ กันงบกลางปี 69
มหาอุทกภัยฉุดศก.พัง1.2หมื่นล้าน
"หอการค้าไทย" ประเมิน "น้ำท่วม" 5 วัน ฉุดเศรษฐกิจพังยับ 1.2 หมื่นล้านบาท
กกต.รอดคดีบัตรเลือกตั้งศร.แนะเปลี่ยนรูปแบบ
กกต.รอด! มติศาล รธน.เอกฉันท์ QR Code บนบัตรเลือกตั้งไม่ขัดรัฐธรรมนูญ
'โฆษกรัฐบาล' เผย 29 ก.ย. กทม. ฝนตกน้อย เคลื่อนไปกาญจน์ ชง ครม. เยียวยาน้ำท่วม
‘โฆษกรัฐบาล’ เผยพรุ่งนี้ กทม.ฝนตกน้อย แต่บางชุมชนน้ำสูง เร่งระบายออก ยังเฝ้าระวัง 9 เขต ชี้ฝนเคลื่อนไปเมืองกาญจน์ เตือน 4 อำเภอเพชรบุรี ติดตามข้อมูลรัฐ จ่อชง ครม. เคาะกรอบเยียวยา
พท.ยึดเก้าอี้อบจ.ขอนแก่น
รองเลขาธิการ กกต.ส่งทีมสืบสวนลงพื้นที่เลือกตั้งนายก อบจ.ขอนแก่น บอกยังไม่มีเรื่องร้องเรียนใดๆ รองผู้ว่าฯ หวัง ปชช.ใช้สิทธิ 60% เด็กเพื่อไทยหนุนกวาดชัยเก้าอี้
ทุกภาคส่วนรวมใจ ระดมช่วยอุทกภัย!
รัฐบาลย้ำสิทธิ “ม.33” เจอภัยธรรมชาติจนทำงานไม่ได้ รับเงินทดแทน 50% ไม่เกิน 90 วัน ยันสินค้าอุปโภคบริโภคมีพอ

