กระหึ่ม! เวทีราชบัณฑิตยสภา กกต.เสียงข้างน้อยยืนยันฮั้ว สว.ผิดชัดเจนจาก "โพยสั่งการ" ในห้องน้ำ "วัส ติงสมิตร" เผย 6 ช่องทางกฎหมายให้ผู้เกี่ยวข้องเดินหน้าต่อสู้คดี "จรัญ" ชี้ช่องรื้อคดีฮั้ว สว. ดันสู่ศาลรัฐธรรมนูญ มัดตัวการใหญ่ทั้งระบบ เผยกลไกศาลฎีกาอาจต้องใช้เวลาถึง 3 ปี "วิชา" ติง กกต. ระบบไต่สวนไม่ต้องรอพิสูจน์จนสิ้นสงสัย จี้เร่งแก้ไขปัญหาด่วนภายใน 3 เดือน ก่อนประชาธิปไตยพังพินาศจนเผด็จการแทรกซึม
เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2569 สำนักงานราชบัณฑิตยสภาจัดเสวนาทางวิชาการ หัวข้อ “คดีฮั้ว สว. เรื่องจริงที่คนไทยทุกคนต้องรู้” โดยผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วย นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ กกต.เสียงข้างน้อย, ศ. (พิเศษ) จรัญ ภักดีธนากุล อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ, นายวัส ติงสมิตร อดีตประธาน กสม. และอดีตผู้พิพากษาศาลฎีกา, ศ. (พิเศษ) วิชา มหาคุณ อดีตกรรมการ ป.ป.ช.
นายสิทธิโชติกล่าวว่า เงื่อนปมความผิดปกติงวดคลุมชัดเจนยิ่งขึ้นในวันเลือกระดับประเทศ ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี เมื่อเจ้าหน้าที่ตรวจพบเอกสารลักษณะ "โพยสั่งการ" ถูกทิ้งไว้ในห้องน้ำช่วงเช้า ส่งผลให้ กกต.ต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการสั่งพิมพ์เอกสารแนะนำตัวผู้สมัคร (สว.3) ชุดใหม่ทั้งหมดเพื่อใช้ในรอบบ่าย
ทว่าการรั่วไหลของข้อมูลล่วงหน้า ได้ส่งผลให้เกิดความวุ่นวายในการลงคะแนนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ขณะที่การสืบสวนในระดับพื้นที่ช่วง 3-4 เดือนแรกต้องเผชิญตอใหญ่ เนื่องจากพยานในพื้นที่ถูกกดดันจนไม่กล้ายืนยันข้อเท็จจริง ประกอบกับ กกต.ท้องถิ่นขาดเครื่องมือในการตรวจสอบเส้นทางการเงิน ทำให้สำนวนร้องเรียนส่วนใหญ่ในระดับอำเภอและจังหวัดต้องถูกยกคำร้องไปในที่สุด
นอกจากนี้ ความซับซ้อนของคดีที่กระจายตัวทั่วประเทศ ทำให้ กกต.ปรับแผนการทำงานใหม่ จากเดิมที่มีคณะกรรมการสืบสวนไต่สวนปกติ 25 คณะ ได้ตัดสินใจใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กกต. ดึง 3 หน่วยงานหลัก ได้แก่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และสำนักงาน ปปง. มาร่วมบูรณาการทำงาน จึงเป็นที่มาของการจัดตั้ง "คณะอนุกรรมการ ชุดที่ 26" ซึ่งมีเลขาธิการ กกต.นั่งเป็นประธาน ร่วมกับเจ้าหน้าที่ DSI 3 นาย และเจ้าหน้าที่ กกต. 6 คน ทำหน้าที่ในการใช้อำนาจและเครื่องมือพิเศษ ทั้งการแกะรอยเส้นทางการเงิน การตรวจสอบข้อมูลการใช้งานโทรศัพท์ และการลงพื้นที่สอบปากคำพยานซ้ำอย่างรัดกุม (เช่น กรณีพยาน 16/26 ที่มีการยืนยันคำให้การตรงกันถึง 3 ครั้ง) เพื่อสร้างสำนวนคดีที่แน่นหนาและทลายข้อจำกัดเดิม
เปิด 6 ช่องทาง
เมื่อคณะอนุกรรมการชุดที่ 26 รวบรวมพยานหลักฐานจนได้สำนวนความยาวหลายหมื่นหน้า ขั้นตอนสำคัญถัดมาคือการกลั่นกรองข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ซึ่งเดิม กกต.มีคณะอนุฯ วินิจฉัยประจำอยู่แล้ว 35 คณะ แต่ด้วยความสำคัญและความหนาของแฟ้มคดี ที่ประชุม กกต.ทั้ง 7 คน จึงมีมติแต่งตั้งคณะอนุฯ วินิจฉัยกรณีพิเศษขึ้นเพิ่มเติมคนละ 1 ชุด (ชุดที่ 36 ถึง 42) โดยมี "คณะอนุฯ วินิจฉัยชุดที่ 36" รับบทบาทเป็นปราการด่านสำคัญในการวิเคราะห์ข้อกฎหมาย ประมวลพยานหลักฐานทั้งหมดจากชุดที่ 26 และทำความเห็นเสนอต่อที่ประชุม กกต.ชุดใหญ่ เพื่อให้การวินิจฉัยชี้ขาด ซึ่งนำไปสู่ผลเป็นไปตามที่ออกเพรสข่าว
ด้านนายวัส เห็นว่ามี 6 ช่องทางที่จะไปต่อได้ ช่องทางแรก คือการส่งเรื่องไปยังศาลฎีกา ซึ่งเป็นอำนาจของ กกต. ผู้สมัครหรือผู้มีสิทธิเลือกสามารถร้องเองได้หรือไม่ ตามรัฐธรรมนูญยังไม่พบว่าสามารถทำได้ แต่ก็ปรากฏบางกรณีที่ศาลฎีกานับไปพิจารณา เช่นกรณีการจัดกลุ่มก็มีการนัดที่จะไต่สวนแล้ว ตนจึงเชื่อว่าหากผู้มีสิทธิเลือก สว. ส่งคำร้องไปยังศาลฎีกาก็สามารถทำได้
ช่องทางที่สอง คือศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ผู้ที่ได้รับความเสียหายโดยตรงสามารถที่จะยื่นฟ้องเอาผิดกับ กกต. แต่จะเข้าข่ายความผิดทางอาญาหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของศาล ซึ่งที่ผ่านมีแนวทางไม่แน่นอน
ช่องทางที่สาม คือการร้องต่อ ป.ป.ช. ซึ่งก็จะมีการไต่สวน ส่งเรื่องไปยังอัยการสูงสุด แล้วจึงจะเข้าสู่การพิจารณาของศาลได้ ส่วนจะไปถึงขั้นถอดถอน กกต.เนื่องจากมาตรฐานทางจริยธรรมได้หรือไม่นั้น นายวัสประเมินไว้ในระดับต่ำ เนื่องจากใช้เวลานาน เพราะแม้แต่กรณีนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ที่ทั้ง สว.และ สส.ได้ยื่นคำร้องไปยังประธานรัฐสภา เพื่อให้แต่งตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระ ตรวจสอบ ป.ป.ช.ในคดีดังกล่าว ผ่านมาสามเดือนกว่าแล้วก็ยังไม่มีความคืบหน้าแต่อย่างใด ซึ่งกรณีนี้นายวัสตั้งข้อสังเกตว่ากรณีดังกล่าวเข้าข่ายคดีอาญาแล้วหรือไม่
อาจใช้เวลาถึง 3 ปี
ช่องทางที่สี่ คือศาลอาญา ในการเอาผิดต่อ กกต. อาจมีส่วนเกี่ยวข้องเพียงเล็กน้อยในกรณีที่มีการเปิดเผยข้อมูลผู้สมัครในระดับอำเภอ แต่ผลกระทบส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นกับตัวผู้สมัคร สว.มากกว่า และไม่ได้มีผลต่อ การลงมติของ กกต.เมื่อวันที่ 14 กันยายนที่ผ่านมา อีกทั้งยังต้องใช้ระยะเวลาดำเนินการกว่าสามชั้นศาล ได้แก่ ศาลชั้นต้น ศาลอุธรณ์ และศาลฎีกา
ช่องทางที่ห้า คือช่องทางการร้องต่อศาลปกครอง ก็ใช้เวลานานเช่นเดียวกัน และช่องทางที่หก คือการร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการเลือกตั้ง สว.เป็นโมฆะ นายวัสมองว่า ไกลเกินไป เพราะในรัฐธรรมนูญไม่ได้ระบุถึงความลับในการลงคะแนนของ สว. แต่ไปอยู่ใน พ.ร.ป.การได้มาซึ่ง สว. ซึ่งเป็นกฎหมายระดับรอง จึงไม่ใช่อำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ
ขณะที่ ศ. (พิเศษ) จรัญกล่าวว่า เราไม่มีทางลบระบบ สว.สีน้ำเงิน โดยยกกรณีที่ กกต.มีการส่งฟ้องต่อศาลฎีกา ในกลุ่มผู้กระทำความผิด 77 ราย สมมติว่าศาลฎีกาพิจารณาใช้อำนาจเรียกพยานหลักฐานที่ยังขาดหายเข้าไปประกอบการพิจารณา แล้วเห็นว่ามีความผิดทั้งหมด 77 คน ก็เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งคนทั้ง 77 คน แล้วก็จบไปอย่างนั้น ไม่กระเทือนระบบ ซึ่งใช้เวลามาก กว่าศาลฎีกาแต่ละท่านจะตรวจครบ มองว่าอาจใช้เวลาถึง 3 ปี หรือหากเร่งเวลาดำเนินการทุกวัน อาจพิจารณาโดยใช้เวลา 1 ปี แต่ในที่สุดก็จบที่คนทั้ง 77 คน และหาก สว.ที่ได้รับการเลือกเข้ามาหลุดจากตำแหน่ง ก็ไม่ได้รับผลกระทบกระเทือนแต่อย่างใด เพราะยังมี สว.สำรองที่จะเลื่อนขึ้นมา นี่คือจุดเสื่อมของระบอบประชาธิปไตย หัวใจของประชาธิปไตยในโลกเสรี คือการเลือกตั้งโดยเสรีและเป็นธรรม เราปล่อยไว้อย่างนี้ไม่ได้
แนะร้องผู้ตรวจการแผ่นดิน
ศ. (พิเศษ) จรัญกล่าวอีกว่า เส้นทางสุดท้ายที่ ควรทำคือไปที่ศาลรัฐธรรมนูญ เพราะเป็นศาลเดียวที่จะมีหน้าที่มีอำนาจตรวจสอบการจัดระบบเลือกตั้งว่าขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ ถ้าขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญก็ไม่สามารถใช้บังคับได้ ก็จะต้องเลือกใหม่ ถือว่าล้มทั้งสภา
ดังนั้น ผู้เสียหายจึงควรใช้ช่องทางในการร้อง คือผ่านผู้ตรวจการแผ่นดิน และหากผู้ตรวจการแผ่นดินตีตก ก็สามารถไปยื่นร้องโดยตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญได้ โดยควรมีหลักฐานเส้นทางการเงินประกอบด้วย เพราะเส้นทางการเงินจะสามารถบอกได้ว่ามีความเชื่อมโยงไปมากกว่า 229 คน หรือ 77 คน
ขณะเดียวกัน ส่วนตัวขอเสนอให้ศาลฎีกาใช้เครื่องจับเท็จเรียกพยานที่กลับคำไปเบิกความ ซึ่งก่อนเบิกความให้มีการตรวจพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์โดยใช้เครื่องจับเท็จ หากไม่ยอมก็มีกฎหมายบอกว่าให้สันนิษฐานไว้ก่อน และให้ฟังข้อเท็จจริงตามที่มีความน่าสงสัยว่าจะเป็นทางใดทางหนึ่ง หรือให้นำพยานกลับคำที่พนักงานสอบสวนรวมไว้ในสำนวนมาสืบต่อศาล ซึ่งพนักงานอัยการสามารถนำสืบต่อศาลได้ และจะกลายเป็นพยานปรปักษ์ ซึ่งศาลสามารถวินิจฉัยได้ตามหลักเกณฑ์ในการวินิจฉัย
อย่างไรก็ตาม ควรนำหลักฐานการติดต่อสื่อสารทางโทรศัพท์ Application LINE รวมถึงแอปพลิเคชันอื่นๆ ซึ่งสามารถตรวจสอบได้ หากมีการเลือกตรวจสอบทั้งหมด จะได้ข้อมูลจะต้องร้องโอ้โหว่าไม่ใช่ทั้ง 77 คน แต่มากกว่านั้น ซึ่งหากผู้เสียหายไปร้องกับผู้ตรวจการแผ่นดิน โดยนำข้อมูลพยานหลักฐานดังกล่าวไปประกอบการคำร้อง เชื่อว่าครั้งนี้ผู้ตรวจการแผ่นดินจะตีตกไม่ได้ เพราะมีหลักฐานที่ชัดเจนว่ามีการฮั้วกันทั้งระบบ มีการจัดตั้งมาจากแหล่งใหญ่ มีทั้งการจัดตั้งทั้งระบบใหญ่ ระบบกลาง และระบบย่อย บางคนทำเพื่อครอบครัวตัวเอง มีเคสที่ปรากฏว่าทำเพื่อภรรยาของตัวเองคนเดียว สามีเป็นคนบริหารจัดการฮั้ว
เมื่อมีพยานหลักฐานดังกล่าวแล้ว ผู้เสียหายก็สามารถไปยื่นต่อผู้ตรวจการแผ่นดินเพื่อส่งศาลรัฐธรรมนูญ มั่นใจว่าศาลรัฐธรรมนูญจะไม่สามารถไม่รับ เมื่อท่านรับก็ต้องเร็ว เพราะพยานหลักฐานพร้อมอยู่แล้ว โดยอ้างอิงจากพยานหลักฐานที่ศาลฎีกาเรียกมาสอบเพิ่มเติม บ้านเมืองเราช้าไม่ได้ ซึ่งมองว่าท่านจะสามารถวินิจฉัยได้เร็วภายใน 1 ปี หรือ 6 เดือน ก็สามารถทำได้ เพราะพยานหลักฐานตกผลึกแล้ว
กลายพันธุ์เป็นระบอบเผด็จการ
"ทั้งหมดนี้คือเส้นทางที่สามารถดำเนินต่อได้ เพื่อให้เรื่องไปถึงศาลรัฐธรรมนูญ และขอให้เป็นไปตามกระบวนการ แต่ไม่อยากให้มีการปลุกประชาชนลงถนน ซึ่งส่วนตัวไม่เห็นด้วย เพราะไม่ได้ช่วยอะไรเลย และเป็นการทำร้ายระบอบประชาธิปไตย" ศ. (พิเศษ) จรัญกล่าว
ส่วน ศ. (พิเศษ) วิชากล่าวว่า ประเด็นที่ถือเป็นอันตรายร้ายแรงที่สุดต่อประเทศ คือการทำลายระบบการถ่วงดุลอำนาจและการกินรวบองค์กรอิสระ เนื่องจาก สว.มีอำนาจสูงสุดในการให้ความเห็นชอบและแต่งตั้งองค์กรอิสระ ทั้งศาลรัฐธรรมนูญ, ป.ป.ช. และ กกต. หาก สว.เข้าสู่อำนาจด้วยการฮั้วของเครือข่ายพรรคการเมือง ก็เท่ากับพรรคการเมืองสามารถครอบงำกลไกการตรวจสอบอำนาจรัฐได้ทั้งหมดโดยปริยาย ทำให้ขาดความเชื่อมโยงกับประชาชน ขาดความไว้วางใจหรือความเชื่อถือศรัทธา และส่งผลให้หลักนิติรัฐ-นิติธรรมถูกบ่อนทำลายลงอย่างสิ้นเชิง
ในการไต่สวนของ กกต.และการพิจารณาของศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ต้องยึดหลักเกณฑ์ มีพยานหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า ไม่ใช่การพิสูจน์จนสิ้นสงสัย หากพบพยานหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ามีการทุจริต ศาลมีอำนาจเรียกพยานหลักฐานและสำนวนทั้งหมดมาตรวจสอบได้เอง อย่างเช่นกรณีที่ตนเคยส่งเรื่องไปที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในคดีบ่อบำบัดน้ำเสียคลองด่าน ซึ่งศาลสงสัยจึงได้เรียกสอบ คำสั่งมอบอำนาจของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยมาตรวจสอบเองโดยคู่ความไม่ได้ส่ง
นอกจากช่องทางเลือกตั้งแล้ว ศ. (พิเศษ) วิชายังชี้ช่องทางด้านมาตรฐานทางจริยธรรม โดยระบุว่า เมื่อกระบวนการขาดความเชื่อมั่นศรัทธา ย่อมถือว่าขาดจริยธรรม ซึ่ง ป.ป.ช.สามารถส่งฟ้องตรงต่อศาลฎีกา (ศาลฎีกาปกติ) เพื่อสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่และถอดถอนออกจากตำแหน่งได้ทันที
พร้อมกันนี้ ศ. (พิเศษ) วิชาได้ยกบทเรียนจากประเทศเกาหลีใต้ขึ้นมาเปรียบเทียบ เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิภาพในการพิทักษ์ประชาธิปไตย ด้วยกลไกการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจากมูลเหตุเรื่องจริยธรรมได้อย่างรวดเร็วเด็ดขาด ตั้งแต่อดีตประธานาธิบดีหญิงที่ใช้เวลาเพียง 3 เดือน จนถึงประธานาธิบดีคนล่าสุดที่พยายามยึดสภาและประกาศกฎอัยการศึก ก็ถูกกระบวนการสั่งให้หลุดจากตำแหน่งภายในเวลาเพียง 1 เดือนเท่านั้น
“สังคมไทยจึงต้องนำโมเดลความรวดเร็วนี้มาปรับใช้เพื่อร่วมกันแก้ปัญหากระบวนการฮั้วอำนาจรัฐให้เบ็ดเสร็จภายใน 3 เดือน การปล่อยให้เวลาล่วงเลยไปถึง 6 เดือน หรือปล่อยให้ครองอำนาจเป็นปี ถือว่าช้าเกินไปอย่างยิ่ง เพราะหากยังยอมปล่อยให้ผู้ที่เข้าสู่อำนาจโดยมิชอบครอบครองอำนาจรัฐต่อไป ระบอบประชาธิปไตยของไทยจะถูกบ่อนทำลายจนกลายพันธุ์เป็นระบอบเผด็จการ ที่ไม่มีใครต้องการในที่สุด” ศ. (พิเศษ) วิชากล่าว.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ชูแผนพัฒนา14 ดันเศรษฐกิจโต บัตรคนจน11ล.
นายกฯ เปิดประชุมสภาพัฒน์ ชู “แผนฉบับ 14” ปลดล็อกข้อจำกัดประเทศ
สภารุมสวดรบ.ไร้น้ำยา
“ครม.เงา” ถล่มรัฐบาลหนูจมบาดาล ซัดต้องพูดความจริงให้ ปชช.เตรียมตัว
ยังไม่ปลด‘ชัชชาติ’ อนุทินตั้งวอร์รูมเช็กน้ำ/กทม.เยียวยาตามท่วมจริง
“นายกฯ” ถก “บกปภ.ช.” บูรณาการแก้ปัญหาอุทกภัย สั่งตั้งวอร์รูมแลกเปลี่ยนข้อมูลกันทุกเช้าอุดรอยรั่วการทำงาน ขอทุกหน่วยน้อมรับเสียงวิจารณ์ ขอบคุณ ปชช.อดทนอดกลั้น
'จรัญ' ชี้ช่องรื้อคดี 'ฮั้ว สว.' ต้องไปให้ถึงศาลรัฐธรรมนูญ
"จรัญ" ชี้ช่องใช้พยานหลักฐานนิติวิทยาศาสตร์ ข้อมูลการเงิน ข้อความสื่อสารในไลน์ รื้อคดีฮั้วสว. ดันสู่ศาลรัฐธรรมนูญ มัดตัวการใหญ่ทั้งระบบ กางกฎหมาย 3 มาตรา ชี้ชัด กกต. จัดการเลือกตั้ง สว.ไม่สุจริต ไม่เที่ยงธรรม หวังศาลฎีกาใช้เครื่องจับเท็จเค้นสอบพยานกลับคำสู่พยานปรปักษ์
'วิชา' สับ 'ฮั้ว สว.' สุดเลวร้าย บ่อนทำลายระบอบประชาธิปไตย กลายพันธุ์เป็น 'เผด็จการ'
"วิชา มหาคุณ" ออกโรงฉะกระบวนการ "ฮั้วทางการเมือง" ซัดเป็นพัฒนาการขั้นเลวร้าย เหตุกลุ่มทุน-พรรคการเมืองรวมหัวล็อกผลลัพธ์ ทำลายเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ หวังรวบอำนาจแต่งตั้งองค์กรอิสระ ลั่นระบบไต่สวนไม่ต้องรอพิสูจน์จนสิ้นสงสัย
'วัส ติงสมิตร' ชี้ 6 ช่องทางเดินหน้าสู้มติ กกต. คดีฮั้ว สว.
นายวัส ติงสมิตร อดีตประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวถึงการใช้ดุลยพินิจของกกต. ในการวินิจฉัยกรณีฮั้วสว. ว่า ตนมีคำถามสำคัญคือ กกต. มีอำนาจ ในการใช้ดุลยพินิจแค่ไหน

