สภารุมสวดรบ.ไร้น้ำยา

“ครม.เงา” ถล่มรัฐบาลหนูจมบาดาล ซัดต้องพูดความจริงให้ ปชช.เตรียมตัว  ขยี้หนักล้มเหลวบริหารจัดการ ไร้หัวเรือกุมบังเหียนบัญชาการหน้างาน ปล่อยชาวบ้านลอยคอตามยถากรรม “สภาฯ” ถก 8 ญัตติด่วนรุมสวดแก้วิกฤตน้ำท่วม "เท้ง" ตามบี้ "หนู" เข้าสภา  ท้าใช้อำนาจปลดล็อกท้องถิ่นเยียวยา ปชช.ทันท่วงที “อภิสิทธิ์” กะเทาะเมืองกรุงซ้ำรอยหาดใหญ่ เขย่ายกเครื่องกฎหมายสาธารณภัยครั้งใหญ่ "ชวน" ขีดเส้นคลังเร่งกู้วิกฤตการบินไทย ชี้ส่งผลความเชื่อมั่น-ชื่อเสียงประเทศ

เมื่อวันพุธ เวลา 09.30 น. ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร แถลงภายหลังประชุมคณะรัฐมนตรีเงา (ครม.เงา) ว่า จากการลงพื้นที่พบว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นจริงๆ ยังขาดศูนย์บัญชาการหน้างานที่มีความเหมาะสมกับปัญหาในแต่ละจุด ซึ่งในแต่ละพื้นที่ก็มีปัญหาแตกต่างกัน ดังนั้นจำเป็นจะต้องมีการตั้งศูนย์บัญชาการแก้ไขปัญหาเฉพาะจุด แบ่งโครงสร้างจัดการปัญหาทั้งแบบรวมศูนย์บัญชาการและการรวมศูนย์การตัดสินใจ และแบบกระจายศูนย์ระดับพื้นที่ โดยแบ่งการจัดการพื้นที่ ตนเห็นว่าที่เทศบาลนครปากเกร็ดทำเป็นวิธีบริหารจัดการที่ดี คือเปลี่ยนจากการให้ถุงยังชีพเป็นเงินสดแทน ตอบโจทย์ประชาชนมากกว่า แต่ต้องยอมรับว่าวิธีการจัดการบริหารของท้องถิ่นแต่ละที่อาจต่างกัน ดังนั้นรัฐบาลสามารถออกประกาศหนังสือเวียนส่วนกลางท้องถิ่นทำแบบเดียวกัน และรัฐบาลพร้อมสนับสนุน

นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ เลขาธิการพรรค ปชน. กล่าวว่า คิดว่าผู้ว่าราชการจังหวัดและรัฐบาลส่วนกลางมีการประสานงาน พูดคุยกันน้อยเกินไป และช้าเกินไป ประชาชนยังมีคำถามว่าจะอยู่แบบนี้ไปอีกนานเท่าไหร่ รัฐบาลและ  กทม.ต้องสื่อสารกับประชาชนอย่างตรงไปตรงมา เพื่อให้เขาวางแผนการใช้ชีวิตต่อไป สุดท้ายการเตรียมความพร้อมรับมือน้ำเหนือที่กำลังจะมา

ด้านนายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรค ปชน. กล่าวว่า ขณะนี้พื้นที่ภาคตะวันออกโดยเฉพาะระยอง ฉะเชิงเทรา และปราจีนบุรี ซึ่งขณะนี้กำลังเผชิญกับวิกฤตน้ำท่วมครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 13 ปี และจากการลงพื้นที่ พบว่าปราจีนบุรีเป็นพื้นที่ที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ เนื่องจากกำลังเผชิญกับวิกฤตซ้อนวิกฤต คือขยะอุตสาหกรรม เมื่อถูกน้ำท่วมซ้ำจะทำให้ขยะพิษเหล่านี้ปนเปื้อนพื้นที่ทำการเกษตรและนาข้าวของชาวบ้าน ทั้งนี้ จากการบินโดรนสำรวจยังพบคราบคล้ายน้ำมันลอยเหนือผิวน้ำ มีกลิ่นสารเคมีรุนแรง

“จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งสำรวจและแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเป็นการด่วน จัดตั้งศูนย์บัญชาการเฉพาะกิจ ลงพื้นที่ตรวจสอบคุณภาพดินและสารเคมีอย่างเป็นระบบ รวมถึงเร่งพิจารณาประกาศเขตภัยพิบัติในพื้นที่ที่มีน้ำท่วมสูงและน้ำหนุนแต่ยังตกสำรวจ เพื่อช่วยเหลือประชาชนและเฝ้าระวังผลกระทบทางการเกษตรได้อย่างทันท่วงที” รองหัวหน้าพรรค ปชน.ระบุ

เมื่อถามว่า มองว่ารัฐบาลสอบตกหรือไม่กับการบริหารจัดการปัญหา นายณัฐพงษ์กล่าวว่า  รัฐบาลสอบไม่ผ่าน ทำงานล้มเหลว และตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะมาถอดบทเรียนซ้ำๆ เรามีบทเรียนในอดีตมาเยอะ ตอนนี้นายกรัฐมนตรีไม่จำเป็นต้องถอดบทเรียนแล้ว องค์ความรู้บทเรียนทุกอย่างมีหมดแล้ว เหลือแค่การสั่งการและการบริหาร จัดการให้ตรงจุดมากกว่า

เมื่อถามถึงกรณีนายกรัฐมนตรีลงพื้นที่เขตสายไหมและแจกเงินกับประชาชน นายณัฐพงษ์กล่าวว่า ตนคิดว่าสิ่งที่ประชาชนต้องการตอนนี้คือการได้รับเงินเยียวยาจากรัฐโดยตรง ทั่วถึง เท่าเทียม

สภาหนีน้ำงดประชุม

ด้านนายวีระยุทธกล่าวเสริมว่า จากคำถามที่ถามว่ารัฐบาลสอบตกหรือไม่นั้น ตนคิดว่ารัฐบาลพยายามหนี ไม่เข้าสอบด้วยซ้ำ หนีความรับผิดชอบทุกอย่าง

เมื่อถามกรณีที่ ดร.สิตางศุ์ พิลัยหล้า  อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมทรัพยากรน้ำ  มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ระบุว่า รัฐบาลพรรคภูมิใจไทยจ้องจะอนุมัติโครงการคลองระบายน้ำหลากชัยนาท-ป่าสัก-อ่าวไทย ตั้งแต่ต้นนั้น นายณัฐพงษ์กล่าวว่า ในฐานะฝ่ายค้าน เราทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างเต็มที่อยู่แล้ว

เมื่อถามว่า รัฐบาลต้องแสดงความรับผิดชอบทางการเมืองหรือไม่ นายณัฐพงษ์กล่าวว่า  คนที่เป็นนักการเมืองทุกคนต้องมีความรับผิดชอบอยู่แล้ว อยากจะฝากถึงประชาชน เรามีหน้าที่ในการตรวจสอบนักการเมือง รวมถึงตนเองและพรรคประชาชนด้วย และนำทุกประเด็นที่ได้เห็นจากการทำหน้าที่ไปตัดสินใจในการเลือกตั้งครั้งหน้า

ที่รัฐสภา น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการเยียวยาผู้ประสบอุทกภัยในกรุงเทพมหานครว่า  เรื่องการขอเงินเยียวยาที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วมหาดใหญ่ หรือน้ำท่วมน่าน ไม่ได้มีเงื่อนไขให้ไปแจ้งความที่ สน.ก่อน แต่ของกรุงเทพมหานครมีการเพิ่มขั้นตอนมา โดยเฉพาะเจาะจงของกรุงเทพมหานครหรือไม่ ต้องตั้งคำถามไปถึงนายชัชชาติ ว่าจะสามารถลดขั้นตอนเพื่อให้ประชาชนสะดวกสบายขึ้น และยากลำบากน้อยลงได้หรือไม่ เพราะตอนนี้ชีวิตก็ลำบากอยู่แล้ว

วันเดียวกัน 13.00 น. ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มี น.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาญัตติด่วนด้วยวาจา ขอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาศึกษาแนวทางการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ การรับมือปัญหาน้ำท่วมในภาวะวิกฤต และมาตรการฟื้นฟูเยียวยาพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบอย่างเร่งด่วน เพื่อให้รัฐบาลรับไปดำเนินการ โดยมี สส.ร่วมเสนอญัตติในทำนองเดียวกันรวม 8 ญัตติ

โดยนายปะดิธ สังขจาย สส.พระนครศรีอยุธยา พรรค ภท. เสนอญัตติอภิปรายว่า การแจ้งเตือนภัยล่วงหน้าภัยน้ำท่วมของรัฐบาลยังขาดความชัดเจน ประชาชนไม่ตระหนักถึงความรุนแรงเตรียมพร้อมรับมือ มีข้อเสนอการเตรียมพร้อมรับมือน้ำท่วมของท้องถิ่น คือ 1.พื้นที่ท่วมซ้ำซากต้องเตรียมพร้อมก่อนถึงฤดูน้ำ และ 2.ข้อมูลเตือนฝน ต้องนำไปสู่การเตรียมพร้อมในพื้นที่

ด้านนายณัฐพงษ์เสนอญัตติว่า อุทกภัยครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกของนายกฯ ที่ชื่ออนุทิน เพราะตั้งแต่ขึ้นมาบริหารประเทศ เจอหลายเหตุแล้ว  เป็นความผิดพลาดของการบริหารจัดการของรัฐที่ไม่เป็นระบบ สิ่งที่เราอยากเห็นคือการแก้ปัญหา การรับมือกับการเผชิญเหตุ การเยียวยา และการฟื้นฟูในอนาคต และเราทราบว่าตั้งแต่วันที่ 5 ต.ค.นี้น้ำอาจจะกลับมาอีก แต่กลับยังไม่มีการประกาศพื้นที่สาธารณภัย มันติดขัดอะไร ขณะที่การเยียวยาจนถึงวันนี้ประชาชนยังมีคำถามและยังไม่ได้รับความชัดเจนจากรัฐบาล ซึ่งตนขอยกตัวอย่างเรื่องเงินเยียวยาน้ำท่วมที่เทศบาลนครปากเกร็ด ที่ไม่ต้องใช้รูปถ่ายความเสียหาย ใช้เพียง 3 อย่าง คือ บัตรประชาชน  ทะเบียนบ้าน บุ๊กแบงก์ ยื่นเมื่อวาน วันนี้ได้รับ จ่ายเป็นครัวเรือน ครัวเรือนละ 1,000 บาท

“คำถามคือวันนี้ผมลองท้าเลย หากไปถามองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เทศบาลอื่น อบต.อื่น  ไม่มีหลักเกณฑ์แบบเดียวกัน อำนาจในปลายปากกาท่านสั่งการลงไปให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกแห่งทั่วประเทศ ให้เขาสบายใจว่าสามารถจ่ายเงินเยียวยาแบบนี้ได้ สตง.ไม่เล่นงาน เอาอำนาจนายกฯ เป็นหลังพิงให้กับท้องถิ่น แล้วเงินเยียวยาจะถึงมือประชาชนเร็วยิ่งขึ้น”  นายณัฐพงษ์กล่าว

ชวนจี้แก้ปมบินไทย

นายณัฐพงษ์กล่าวต่อว่า วันนี้กลับยังไม่เห็นคำตอบเช่นนี้อย่างชัดเจนจากคนที่ชื่ออนุทิน จะต้องพูดถึงแผนบริหารจัดการน้ำในภาพรวมให้ชัดเจนว่า ในอนาคตจะไม่เกิดซ้ำรอยเช่นนี้อีก แต่วันนี้คงคาดหวังไม่ได้ ลำพังแค่ความรับผิดชอบมาตอบในสภานายกฯ ยังมาไม่ได้ จะไปคาดหวังการแก้ปัญหาน้ำท่วมได้อย่างไร

“ดังนั้น หากวันนี้หากเพื่อนสมาชิกเห็นด้วยกับผมว่าวันนี้เราต้องการภาวะผู้นำจากคนที่ชื่ออนุทินมากที่สุด ก็ขอให้เห็นด้วยกับญัตติผม ลงมติเห็นชอบกับญัตติที่ผมเสนอให้นายกฯ เข้ามาตอบชี้แจงในสภาในคราวถัดไป" นายณัฐพงษ์ กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า นายณัฐพงษ์โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “เหตุการณ์ในขณะเดียวกัน สส.ประชุมสภาฯ พิจารณาญัตติน้ำท่วม vs นายกตรวจโรงครัวพรรคภูมิใจไทย วันนี้ประชุมถึง 20.00 น. ตามเข้ามาได้นะครับ”

ทั้งนี้ นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานที่ประชุม แจ้งว่า ตนได้ปรึกษาหารือกับประธานวิปทั้ง 2 ฝ่าย และตัวแทนพรรคการเมืองทุกพรรคในการที่จะอภิปรายญัตติด่วนด้วยวาจา และเนื่องจากปัญหาอุทกภัยครั้งนี้ได้รับผลกระทบหลายจังหวัด ซึ่งสภาได้นัดหมายประชุมในวันที่ 2 ต.ค. เราได้หารือกันแล้วว่าจะงดประชุมในวันดังกล่าว และจัดประชุมชดเชยในสัปดาห์ต่อไป

ขณะที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายว่า วันที่ไปแฟลตคลองจั่นหรือเคหะร่มเกล้า ทั้งสองที่ขาดการบริหารจัดการแก้ปัญหา เหมือนที่เคยเกิดขึ้นที่ อ.หาดใหญ่ แต่ยังเกิดซ้ำ เพราะขาดการประสานงานเรื่องการบัญชาการแก้ปัญหา ขณะที่ต่างจังหวัดมีผู้บริหารท้องถิ่นที่แก้ปัญหาได้ดีกว่า นอกจากนี้ ปัญหาการเยียวยา แม้จะมีกองทุนระบบภัยพิบัติแห่งชาติ แต่จะใช้ได้หรือไม่  เพราะเป็นเหตุที่เกิดขึ้นก่อนทำสัญญา ขณะที่หลักเกณฑ์การเยียวยา 9,000บาท ก็มีคำถามว่าคนที่อยู่บนแฟลตสูงๆ ถูกน้ำท่วม ออกมาไม่ได้ก็ได้รับความเดือดร้อนเช่นกัน จะได้รับเงินเยียวยาก้อนนี้หรือไม่

“เมื่อครั้งเกิดเหตุน้ำท่วมหาดใหญ่ บอกจะถอดบทเรียน ตั้งคณะกรรมการมาศึกษา แต่เชื่อว่าการตั้งกรรมการคงไม่ได้อะไร เพราะคนเป็นกรรมการต้องปกป้องหน่วยงานตัวเอง ขอเสนอให้ตั้งคณะกรรมการอิสระมาถอดบทเรียน และถึงเวลาต้องปรับปรุงกฎหมายสาธารณภัยครั้งใหญ่ ให้มีหน่วยวงานบัญชาการประสานงานกับคนมีน้ำใจ ทั้งภาครัฐ เอกชน เพราะบ้านเราไม่ขาดเรื่องน้ำใจ แต่การบริหารจัดการ ประสานงาน” นายอภิสิทธิ์ระบุ 

จากนั้นเวลา 15.10 น. นายชวน หลีกภัย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายญัตติว่า น้ำท่วมครั้งนี้ไม่ได้ท่วมสนามบินสุวรรณภูมิ  ไม่ได้ท่วมสนามบินดอนเมือง แต่ท่วมบริษัท การบินไทยฯ ซึ่งการตัดสินใจของบริษัท การบินไทยฯ   สร้างความเสียหายกับบริษัทของตัวเองเป็นอย่างมาก แต่ความเสียหายนั้นไม่เท่ากับชื่อเสียงเกียรติยศของประเทศที่เสียไป และความจริงเราต้องภูมิใจที่ประเทศของเรามีเกียรติยศชื่อเสียงมากในช่วงที่ผ่านมา แต่ชื่อเสียงเหล่านี้ถูกบริษัท การบินไทยฯ ทำให้เกิดความเสื่อมเสียมาก สิ่งที่ยังทันตอนนี้คือกรณีที่จะยกเลิกการรับคลังสินค้าเข้าออก คลังสินค้าสุวรรณภูมิ ตั้งแต่วันที่ 1-6 ต.ค. เป็นเรื่องที่เสียหายมาก ภาพพจน์ประเทศจะเสื่อมเสียอย่างรุนแรง ความเชื่อถือหมดไป ยังมีเวลาที่รัฐบาลสามารถแก้ไขได้ แม้บริษัท การบินไทยฯ จะไม่ใช่รัฐวิสาหกิจแล้ว แต่กระทรวงการคลังยังเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อยู่ ดังนั้น ไม่ควรดูดาย ควรเข้าไปพิจารณาร่วมกับบริษัทว่าการยกเลิกการรับสินค้าขาเข้าขาออกคลังสินค้าสุวรรณภูมิ ตั้งแต่วันที่ 1-6 ต.ค. สามารถเปลี่ยนแปลงได้หรือไม่

เบรกชัยนาทป่าสัก

“ทราบดีว่ามีปัญหา แต่การแก้ปัญหาในขณะนี้เป็นวิธีการแก้ปัญหาที่หนีปัญหา ไม่สู้ปัญหา ไม่รับผิดชอบ เกิดเรื่องก็ทิ้งไปเลย แล้วก็ปล่อยให้ปัญหานี้เกิดขึ้นโดยขาดความรับผิดชอบ ผมย้ำเรื่องนี้เพื่อให้ประธานนำสิ่งนี้ให้รัฐบาลรับทราบ  รัฐบาลมีเวลาวันนี้ในการทบทวนกับบริษัท การบินไทยฯ เพื่อที่จะยกเลิกคำสั่งที่หยุดรับสินค้าเข้าออกในคลังสินค้า เพราะนี่จะเป็นการทำลายชื่อเสียงของประเทศเราอย่างมาก” นายชวนกล่าว

จากนั้นเวลา 15.30 น. นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยภักดี อภิปรายว่า ที่มีเหตุภัยพิบัติน้ำท่วมครั้งนี้ ทำไมประชาชนวิจารณ์หรือตำหนินายกฯ มากกว่าผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พื้นที่กรุงเทพฯ ภาพรวมใน กทม.เป็นความรับผิดชอบของผู้ว่าฯ ชัชชาติ แต่นายกฯ อนุทินกลับโดนด่าเละ ตนถามชาวบ้าน ชาวบ้านบอกว่านายกฯ เอาแต่ไปต่างประเทศเยอะจริงๆ จนชาวบ้านวิจารณ์ว่านายกฯ เอาแต่เที่ยว

“ส่วนเรื่องการเยียวยาเริ่มซับซ้อน วันก่อนรัฐบาลเพิ่งมีมติ ครม.อนุมัติเงิน 4,000 ล้านในการเยียวยาประชาชน และในวันที่ 1 ต.ค.จะเป็นวันเริ่มต้นกรมธรรม์ในการประกันภัยพิบัติ 30 ล้านครัวเรือน สตาร์ตที่ 10,000 บาท สิ่งที่ผมเรียกร้องให้รัฐบาลชี้แจง เพราะวันนี้ท่านมีเงินสองก้อน คือเงิน 4,000 ล้าน และอีกก้อนที่จ่าย 15,500 ล้านบาทในการป้องกันภัยพิบัติโดยเฉพาะน้ำท่วม 30 ล้านครัวเรือน คำถามคือรายละเอียดกรมธรรม์มีอะไรบ้าง รัฐบาลต้องชี้แจง  นอกจากนี้ผมไม่อยากให้รัฐบาลเอาโครงการชัยนาท ป่าสัก อ่าวไทยแสนกว่าล้านมาเร่งดำเนินการ เพราะมันเร็วเกินไป ผมอยากให้ท่านดูแลประชาชนทั้งประเทศ ทำไมไม่คิดถึงทฤษฎีขนมครก หรือโครงการแก้มลิงยักษ์ ซึ่งเป็นโครงการพระราชดำริ ท่านทำแก้มลิงทุกหมู่บ้าน ใช้เงินไม่มาก ดูแลทั้งน้ำท่วมน้ำแล้ง และดูแลง่ายด้วย” นพ.วรงค์กล่าว

เวลา 16.10 น. ที่รัฐสภา นายจูรี นุ่มแก้ว สส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายว่า รัฐบาลเพิ่งถอดบทเรียนเรื่องน้ำท่วมเมื่อ 10 เดือนที่แล้วจากการน้ำท่วมหาดใหญ่ ผ่านมา 10 เดือนทุกปัญหาเกิดขึ้นเหมือนที่หาดใหญ่ ยกตัวอย่าง 3 เรื่องที่รัฐบาลทำงานล่าช้า ได้แก่ 1.การเตือนภัยช้า 2.การเข้าเผชิญเหตุหรือการช่วยเหลือประชาชนช้า และ 3.การเยียวยาและการช่วยเหลือซ่อมแซมให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบช้าปรารถนาในใจเป็นอย่างยิ่งว่าความล่าช้าที่ 3 หรือมาตรการการเยียวยาเงินซ่อมแซมบ้าน จะไม่เกิดขึ้นกับพี่น้องประชาชนอีก

ด้านนายพิทักษ์เดช เดชเดโช สส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายในญัตติด่วนด้วยวาจาศึกษาแนวทางการแก้ปัญหาอุทกภัยว่า นโยบายหาเสียงของพรรครัฐบาล เรื่องกองทุนภัยพิบัติ ที่เคยโฆษณาไว้ว่าจะใช้เทคโนโลยี AI ตรวจสอบและจ่ายเงินเยียวยาครัวเรือนละ 100,000 บาททันทีเมื่อเกิดเหตุ แต่ข้อเท็จจริงในปัจจุบัน ประชาชนกลับได้รับเงินช่วยเหลือเพียง 9,000 บาท หรือมาตรการแจกเงิน 1,000 บาท ซึ่งตนมองว่าเป็นการแจกเพื่อไม่ให้ถูกต่อว่า แต่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาให้ประชาชนได้จริง.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ยังไม่ปลด‘ชัชชาติ’ อนุทินตั้งวอร์รูมเช็กน้ำ/กทม.เยียวยาตามท่วมจริง

“นายกฯ” ถก “บกปภ.ช.” บูรณาการแก้ปัญหาอุทกภัย สั่งตั้งวอร์รูมแลกเปลี่ยนข้อมูลกันทุกเช้าอุดรอยรั่วการทำงาน ขอทุกหน่วยน้อมรับเสียงวิจารณ์ ขอบคุณ ปชช.อดทนอดกลั้น

ซัดระบบเตือนภัยล้มเหลว! สส.สมุทรปราการ ชี้ชาวบ้านรู้ตัวตอนน้ำท่วมแล้ว

สส.สมุทรปราการ พรรคประชาชน จวกระบบเตือนภัยน้ำท่วมล้มเหลว หลังชาวสมุทรปราการได้รับการแจ้งเตือนตอนน้ำท่วมแล้ว พร้อมชง 3 ข้อเสนอเร่งด่วน ได้แก่ ระบบข้อมูลน้ำเรียลไทม์ การแจ้งเตือนปลายน้ำ และแผนรับมือร่วมกับท้องถิ่น พร้อมฝากนายกฯ อนุทิน เร่งลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมผู้ประสบภัยโซนหลังหมู่บ้านธนาซิตี้

'เท้ง' อัด 'อนุทิน' ล้มเหลวแก้น้ำท่วม เลิกพูดถอดบทเรียน จี้แสดงภาวะผู้นำเข้าแจงสภา

สภาฯ เสนอญัตติด่วนรับมือน้ำท่วม "เท้ง" อัด "อนุทิน" หยุดถอดบทเรียนซ้ำซาก หมดหวังนายกฯฟื้นความเชื่อมั่น ขณะที่ ‘โสภณ’ แจ้งงดประชุม 2 ต.ค.นี้