
"อนุทิน" สั่งเร่งระบายน้ำเดิมใน กทม. รับมือฝนหนัก 4-10 ต.ค. ห่วงทำยังไงให้ ปชช.รับผลกระทบน้อยสุด พร้อมกำชับเจ้าหน้าที่ทำความเข้าใจ-ดูแลประชาชนเรื่องเยียวยา รัฐบาล เตือนฝนระลอกใหม่ ภาคเหนือ-ใต้เสี่ยงน้ำป่าไหลหลาก-ดินโคลนถล่ม ส่วนอยุธยาเตรียมรับน้ำเพิ่ม หลังเขื่อนเจ้าพระยา-ป่าสักระบายสมทบ แนะพื้นที่ลุ่มเตรียมยกของขึ้นที่สูง
เมื่อเวลา 10.45 น. วันที่ 3 ตุลาคม 2569 ที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย กล่าวถึงความกังวลช่วงฝนตกหนักในวันที่ 4-10 ต.ค. จะส่งผลกระทบในพื้นที่กรุงเทพมหานครว่า ปริมาณฝนชุกขึ้น และมีจำนวนมากขึ้นในช่วงวันที่ 4-10 ต.ค. ซึ่งเป็นการคาดการณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยา เราเตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ต่างๆ ส่วนน้ำเดิมที่ยังคงอยู่ในพื้นที่ กทม.นั้น เราจะต้องเร่งระบายออกไปก่อน
"ถึงแม้ว่าจะมีปริมาณน้ำฝนเพิ่มขึ้นจนทำให้เกิดน้ำท่วมขัง เราต้องระบายอยู่ดี เราคงไม่ปล่อยหรือบอกประชาชนว่ามันท่วมอยู่แล้ว อีก 2-3 วันมันจะมาอีกก็ปล่อยให้ท่วมต่อไป มันไม่ใช่แน่นอน เมื่อไหร่ที่ระบายได้ก็จะเร่งระบายออกไป"
เขากล่าวว่า การระบายน้ำจะต้องดูปัจจัยทุกด้าน ว่าเมื่อระบายออกไปแล้วน้ำจะไหลไปจุดที่ยังรับน้ำได้หรือไม่ ไม่ใช่ระบายไปในพื้นที่ที่น้ำทะเลยังหนุนสูงอยู่ ถ้าทำอย่างนั้นน้ำก็ไหลกลับเข้ามาอยู่ดี ซึ่งทางกรมชลประทานมีการวางแผนการระบายน้ำตลอดเวลาอยู่แล้ว
นายกฯ กล่าวอีกว่า การประชุมทุกเช้าแบบนี้จะทำให้ทุกฝ่ายรับทราบข้อมูล ประสานข้อมูลในการบริหารจัดการเส้นทางน้ำให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
กำชับเรื่องการเยียวยา
ผู้สื่อข่าวถามว่า ถ้าดูจากปริมาณน้ำที่คาดว่าจะมาเติมในช่วงที่ฝนตก นายอนุทินตอบว่า เรื่องนี้ต้องไปถามอธิบดีกรมชลประทาน ซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติ ที่มีองค์ความรู้ มีข้อมูล และมีรายละเอียด
เมื่อถามว่า อยากให้มีการกำชับเรื่องการเยียวยา เนื่องจากขณะนี้ประชาชนยังไม่เข้าใจจำนวนมาก นายกฯ เผยว่า ให้กำชับความเข้าใจกับประชาชน โดยให้เจ้าหน้าที่ที่ต้องไปเจอกับประชาชนศึกษาข้อมูลให้เข้าใจ เพื่อไปแจ้งกับประชาชนได้รับทราบ โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย รับเป็นเจ้าภาพในการสำรวจรายชื่อที่จะต้องได้รับการเยียวยา ซึ่งเราก็ทำมาโดยตลอด
ถามย้ำว่า หมายถึงว่าเจ้าหน้าที่อย่าดุประชาชนหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า เดี๋ยวต้องกำชับไปว่าต้องไม่ดุ ไม่ดุแน่นอน มีแต่เจ้าหน้าที่จะถูกดุ โดยนายกฯ ได้หันไปถามปลัดกระทรวงมหาดไทยว่า “ลูกน้องไปดุใคร” ทำให้นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่ยืนอยู่ด้านหลังได้กล่าวขึ้นมาว่า “ลูกน้องผมครับ แต่ได้กำชับไปแล้ว”
เมื่อถามว่า นายกฯ ได้กำชับอะไรและเป็นห่วงอะไรหรือไม่ เนื่องจากกำชับเรื่องหน่วยงานรัฐถูกบูลลี่ นายกฯ กล่าวว่า เป็นห่วงทุกเรื่อง แต่ห่วงที่สุดคือจะทำอย่างไรให้ประชาชนได้รับผลกระทบน้อยที่สุดจากสถานการณ์นี้ เพราะตั้งแต่ที่ 4 ต.ค.เป็นต้นไป จะมีฝนตกลงมาอีก ซึ่งจากการคาดการณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยา จะมีมวลน้ำจากฝนเข้ามาเยอะมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในจังหวัดภาคใต้ ทั้งนี้ในภาคเหนือ ภาคอีสาน และภาคกลาง สถานการณ์ยังเบาบาง แต่ต้องเตรียมความพร้อมอย่างเต็มที่
เฝ้าระวัง 4-7 ตุลาคม
ทั้งนี้ ในการประชุมที่ ปภ. นายอนุทินได้มีข้อสั่งการในช่วงท้ายการประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) ว่า เรื่องของการบริหารจัดการ ขอให้ทุกจังหวัดและทุกหน่วยงานจัดตั้งศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ในทุกระดับ พร้อมกำหนดพื้นที่รับผิดชอบและมอบหมายภารกิจให้ชัดเจนตามที่ได้เน้นย้ำทุกครั้ง โดยให้บูรณาการหน่วยงานทุกภาคส่วนอย่างเป็นเอกภาพ เพื่อให้มีจุดประสานงานที่ประชาชนสามารถเข้าถึงได้ ตลอดจนบูรณาการความร่วมมือจากกำลังพลทุกภาคส่วน ทั้งทหาร ตำรวจ ฝ่ายปกครอง ท้องถิ่น มูลนิธิ และองค์การกุศล ให้เพียงพอต่อการปฏิบัติภารกิจ รวมทั้งจัดระบบผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนเจ้าหน้าที่ในพื้นที่วิกฤตให้มีความเหมาะสม เพื่อป้องกันความเหนื่อยล้าและรักษาประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน
นายอนุทินกล่าวว่า ด้านข้อมูลข่าวสารและการแจ้งเตือนภัย ขอให้หน่วยงาน ปภ.ร่วมกับจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สื่อสารและแจ้งเตือนประชาชนอย่างต่อเนื่องด้วยข้อมูลที่ถูกต้อง กระชับ เข้าใจง่าย และทันต่อสถานการณ์ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพื่อให้ประชาชนสามารถเตรียมพร้อมและรับมือได้ทันเวลา นอกจากนี้ ขอเพิ่มเติมให้กระจายข้อมูลข่าวสารและสร้างความเข้าใจแก่ประชาชนในเรื่องของสิทธิที่จะได้รับ หลักเกณฑ์จากการประกันภัยที่รัฐบาลได้จัดเตรียมไว้ให้จำนวน 30 ล้านครัวเรือน เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบถึงสิทธิ
ด้านการติดตามกำกับดูแล ขอให้หน่วยงาน ปภ. เป็นศูนย์กลางในการกำกับ ติดตามและประเมินสถานการณ์ในภาพรวมอย่างใกล้ชิด ตลอดจนเร่งประสานงานและแก้ไขข้อขัดข้องระหว่างหน่วยงาน เพื่อให้มีข้อมูลเพียงชุดเดียวในการประเมินและตัดสินใจในด้านต่างๆ ซึ่งจะนำไปสู่การช่วยเหลือประชาชนด้วยความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงข่าวศูนย์ข้อมูลข่าวสารร่วมสถานการณ์อุทกภัยว่า สถานการณ์สภาพอากาศช่วงวันที่ 4-7 ตุลาคม ประเทศไทยจะเริ่มมีฝนอีกครั้ง โดยเป็นฝนเปลี่ยนฤดู ซึ่งจะมีพื้นที่ได้รับฝนตกหนักในภาคตะวันตก คือจังหวัดกาญจนบุรีและเพชรบุรี ในส่วนภาคตะวันออก ให้เฝ้าระวังในพื้นที่อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี โดยเฉพาะในวันที่ 5 ตุลาคม จึงขอให้เตรียมรับมือกับปริมาณน้ำฝนที่จะเพิ่มขึ้นในพื้นที่ ในส่วนภาคใต้และภาคเหนือ จะมีฝนตกในปริมาณที่มากพอสมควร จึงขอให้เฝ้าระวัง เพราะอาจจะเจอน้ำป่าไหลหลากและดินโคลนถล่ม
ปล่อยน้ำจากเขื่อน
เขากล่าวว่า ภาวะน้ำท่วมในปัจจุบัน ข้อมูลจากดาวเทียมและพื้นที่ ปริมาณน้ำที่ท่วมในภาคกลางตั้งแต่จังหวัดอุทัยธานีลงมา มีปริมาณที่ทรงตัวและเริ่มลดลงในหลายพื้นที่ เขื่อนเจ้าพระยายังมีการระบายน้ำอยู่ที่ 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที มีปริมาณน้ำในเขื่อนอยู่ที่ระดับ 17.8 ซึ่งเราอยากให้เหลืออยู่ที่ระดับ 16 กว่า
ทั้งนี้ เมื่อน้ำจากเขื่อนเจ้าพระยาปล่อยลงมา ก็จะไปรวมกับน้ำที่ปล่อยมาจากเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ซึ่งมีการปล่อยน้ำ 400 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และน้ำจะมารวมกันที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จึงจะทำให้พื้นที่ที่อยู่ใกล้น้ำมีปริมาณน้ำเพิ่มขึ้น จึงขอให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในที่ราบลุ่ม เตรียมตัวยกของขึ้นพื้นอีกสักเล็กน้อย และขอให้มีการช่วยเหลือเข้าไปที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ในส่วน กทม. ได้มีการเปิดคลองรับน้ำเพื่อช่วยรับน้ำจากทางเหนือ และระบายลงสู่เจ้าพระยา ให้สามารถออกสู่ทะเลอ่าวไทยได้มากขึ้น
นายเอกภพกล่าวอีกว่า ในวันเดียวกันนี้ นายกรัฐมนตรีเป็นประธานการประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ โดยมีข้อสั่งการว่า ให้ศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ทุกระดับ กำหนดพื้นที่รับผิดชอบและมอบหมายภารกิจให้ชัดเจน โดยบูรณาการหน่วยงานทุกภาคส่วนอย่างเป็นเอกภาพ และให้มีการจัดระบบผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนเจ้าหน้าที่ในพื้นที่วิกฤตอย่างเหมาะสม
นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังสั่งการให้ ปภ. ร่วมมือกับจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สื่อสารและแจ้งเตือนประชาชนอย่างต่อเนื่อง ด้วยข้อมูลที่กระชับ เข้าใจง่าย และทันต่อเหตุการณ์ และยังให้ ปภ.ประเมินติดตามสถานการณ์ภาพรวมอย่างใกล้ชิด เร่งประสานงานและแก้ไขข้อขัดข้องระหว่างหน่วยงาน เพื่อให้การช่วยเหลือประชาชนเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
ด้าน น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงภาพลวงสถานการณ์น้ำในพื้นที่ กทม.ว่า ยังคงมีจุดที่มีน้ำท่วมสูงและควรหลีกเลี่ยงเส้นทางจราจร 4 เส้นทาง ได้แก่ 1.ถนนพหลโยธิน รอยต่อ กทม. หน้าสนามกีฬาธูปะเตมีย์-พหลโยธินซอย 60 2.ถนนสุวินทวงศ์ แยกตัดถนนรามคำแหง-คลองโตนด 3.ถนนหลวงแพ่ง คลองหัวตะเข้-สำนักงานประปาสุวรรณภูมิ ซอยนำไกร-คลองพระยาเพชร คลองพระยาเพชร-คลองกาหลง 4.ถนนลาดกระบังตลอดทั้งสาย หน้าสำนักงานเขตลาดกระบัง
ไม่เกิน 150 มิลลิเมตร
ในส่วนปฏิบัติการกู้คืนพื้นที่เคหะร่มเกล้า ความคืบหน้าระดับน้ำในชุมชนลดลงไป 30 เซนติเมตร แต่ถนนในพื้นที่มีปัญหาการสัญจร เพราะมีระดับน้ำ 20-30 เซนติเมตร ซึ่งทาง กทม.กำลังเร่งระบายน้ำอย่างเต็มที่ และใช้สถานีสูบน้ำพระโขนง อุโมงค์ระบายน้ำพระโขนง และอุโมงค์หนองบอน ช่วยผลักดันให้น้ำลงไปในคลองประเวศบุรีรมย์ จึงทำให้ต้องติดตามระดับนํ้าในพื้นที่เขตมีนบุรี หนองจอก ประเวศ และสะพานสูง อย่างใกล้ชิด ในส่วนพื้นที่สายไหม-ออเงิน ยังคงมีน้ำท่วมในชุมชน แม้ระดับน้ำจะลดลง จึงต้องมีการเร่งติดตั้งเครื่องสูบน้ำ คาดว่าจะใช้เวลาสองวันในการระบาย
ขณะที่ น.ส.ประภาพร วงศ์สมิง ผู้อำนวยการส่วนพยากรณ์อากาศเชิงตัวเลข กล่าวถึงลักษณะฝนตามประกาศของกรมอุตุนิยมวิทยาในช่วงเวลา 4-7 ตุลาคมนี้ ว่าจะมีมวลอากาศเย็นจากประเทศจีนแผ่ลงมา จึงเป็นแนวขอบของฝนตามขอบมวลอากาศเย็น ปะทะกับอากาศบ้านเราในลักษณะอุ่นกว่า ซึ่งจะส่งผลให้ดันขอบไปทางตะวันตกเรื่อยๆ จะเห็นว่ามีการออกประกาศคำเตือนไป มีฝนสะสมทั้งเหตุการณ์ บริเวณที่จะมีฝนตกหนักประมาณ 100 มิลลิเมตร แต่ไม่เกิน 150 มิลลิเมตร อย่างพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี จะเห็นว่าลักษณะของฝนสะสม ถือเป็นพื้นที่เสี่ยงฝนตกในระดับ 100-150 มิลลิเมตรตามการคาดการณ์ของแบบจำลองกรมอุตุนิยมวิทยา นอกจากนี้ยังมีอำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี จังหวัดเพชรบุรี ที่จะมีอิทธิพลของฝนในระลอกนี้
ส่วนวันที่ 11 ถึงวันที่ 16 ตุลาคม ในการคาดการณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยา ซึ่งเป็นช่วงคาบเกี่ยวในการจัดงานประชุมเวิลด์แบงก์ของไทย ที่กรุงเทพฯ จะมีมวลอากาศเย็นลงมาอีกระลอก ในวันที่ 10 ตุลาคมนี้ จะดันแนวฝนลงไปจนถึงภาคใต้ ทำให้กรุงเทพมหานครในวันที่ 14 ตุลาคมนี้ จะมีการกระจายของฝนที่ตกลงมาดีขึ้น แต่จะเกิดฝนหนักบางพื้นที่ ส่วนวันอื่นๆ จะเป็นฝนเล็กน้อย
ขณะที่ นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเสริมว่า ในกรณีของวันที่ 11-16 ตุลาคมนี้ จะมีการเฝ้าระวัง จากดาวเทียมของกรมอุตุนิยมวิทยา โดยในการพยากรณ์อากาศจะต้องมีการคำนวณและให้ข้อมูล ปัจจุบันอาจจะเป็นการคาดการณ์ขั้นต่ำสุดที่จะเกิดขึ้น แต่หากพบว่ามีการเปลี่ยนแปลง ความเร็วของลมและทิศทางของลม จะมีการรายงานสถานการณ์ต่อไปอย่างใกล้ชิด
เขื่อนแก่งกระจานล้น
ด้านนายไพฑูรย์ เก่งการช่าง รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ กล่าวถึงสถานการณ์น้ำล่าสุดว่า สถานการณ์น้ำลุ่มน้ำเพชรบุรี เขื่อนแก่งกระจาน มีความจุอยู่ที่ 102% น้ำผ่านทางระบายน้ำล้นหรือสปิลเวย์แล้ว อัตราการระบายน้ำอยู่ที่ 120 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งจากข้อมูลของกรมอุตุนิยมวิทยา อาจจะมีฝนตกหนักเกินกว่า 100 มิลลิเมตรต่อวินาที ที่จังหวัดเพชรบุรี ซึ่งรัฐบาลได้ประสานผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรีจัดเตรียมฉากทัศน์ในกรณีที่ฝนตกหนักเหนือเขื่อนแก่งกระจาน และจำเป็นต้องระบายน้ำในอัตราที่สูงสุด วันละ 500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรีได้มีการประสานดำเนินการทำแผนเผชิญเหตุ ซึ่งขณะนี้สถานการณ์อาจมีความเสี่ยง เนื่องจากน้ำล้นเขื่อน
นายไพฑูรย์กล่าวว่า ขณะที่สถานการณ์ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ปริมาณน้ำในแม่น้ำปิงลดลงอย่างต่อเนื่องวันละ 200-300 ลูกบาศก์เมตร รวมไปถึงแม่น้ำน่านและแม่น้ำสะแกกรังก็ลดลง แต่ยืนยันว่ายังคงการระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยาอยู่ที่ 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพื่อที่จะให้น้ำเหนือเขื่อนมีระดับต่ำลง ซึ่งในส่วนของกรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีขีดความสามารถในการรองรับน้ำอยู่ได้มาก
รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติเผยว่า ในช่วงที่ฝนตกหนัก ไม่ว่าจะเป็น 4-7 ตุลาคม หรือ 11-14 ตุลาคมนี้ หลังจากได้ข้อมูลจากกรมอุตุนิยมวิทยาชัดแล้วมีช่องว่างเหลืออยู่ เนื่องจากเป็นช่วงเปลี่ยนฤดู ในช่วงตอนบนของประเทศจะเป็นฤดูหนาวแล้ว ทั้งเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ยังสามารถรองรับน้ำได้อีกกว่า 6,000 ล้านลูกบาศก์เมตร เพราะฉะนั้นกรณีที่จะต้องระบายน้ำจากเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ ไม่มีความต้องการระบายน้ำจำนวนมากขนาดนั้นแล้ว รวมไปถึงเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ก็ยังสามารถเก็บน้ำในความจุ 111% ได้ แต่เป็นเพียงความจุชั่วคราว ซึ่งเคยทำเช่นนี้ในปี 2565 หรือที่เรียกว่า flood detention หรือการหน่วงน้ำ ส่วนพื้นที่เหลือ เขื่อนอาจกังวลว่ามีการจัดเก็บน้ำอยู่ที่ 111% นั้น จะส่งผลอะไรหรือไม่จากการตรวจสอบ ล่าสุดน้ำที่ไหลเข้าเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์กับน้ำที่ระบายออกอย่างสมดุลกัน
เปิดเงื่อนไขเยียวยา
นายไพฑูรย์กล่าวอีกว่า ขณะที่สถานการณ์น้ำในพื้นที่ภาคตะวันออกมีแนวโน้มลดลง แต่จะไปเพิ่มที่ตอนล่าง เช่น อำเภอองครักษ์ จังหวัดนครนายก อำเภอบ้านสร้าง จังหวัดปราจีนบุรี และอำเภอบางน้ำเปรี้ยว รวมไปถึงอีก 3-4 อำเภอในจังหวัดฉะเชิงเทรา เนื่องจากคลองสียัด ซึ่งรับน้ำฝั่งตะวันออกของจังหวัดฉะเชิงเทรามีน้ำล้นมาด้วย ซึ่งในภาพรวมหากฝนตกไม่มาก ตกตามที่กรมอุตุนิยมวิทยาให้ข้อมูลมา ก็อาจจะต้องระวังเพิ่มขึ้นที่จังหวัดปราจีนบุรี อำเภอกบินทร์บุรี เขตรอยต่อสระแก้วเล็กน้อย แต่มีการบริหารจัดการและเตรียมรับมือของผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดอยู่แล้ว
ส่วน น.ส.ศิริธร สมสุวรรณ ผู้อำนวยการกองเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ กรม ปภ. กล่าวถึงเรื่องการให้ความช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบภัยว่า สิทธิที่ผู้ประสบภัยจะได้ในส่วนของก้อนแรก คือเงินทดรองราชการในอำนาจของผู้ว่าราชการจังหวัด และกรุงเทพฯ ผู้ประสบภัยที่เข้าเงื่อนไข และหลักเกณฑ์ในการช่วยเหลือ จะได้รับการดูแลของเงินทดรองราชการในกรณีบ้านพัง เครื่องมือประกอบอาชีพเสียหาย และเสียชีวิตในอัตราตามระเบียบเงินทดรองราชการ ว่าด้วยการช่วยเหลือผู้ประสบภัยกรณีฉุกเฉิน โดยหากบ้านพังจะได้รับค่าช่วยเหลือเป็นเงิน 88,600 บาท เสียชีวิตราย 35,700 บาท ในกรณีแรก
น.ส.ศิริธรกล่าวว่า ส่วนกรณีที่ 2 ด้วยสถานการณ์ที่มีความเสียหายเป็นวงกว้าง รัฐบาลได้คำนึงถึงความเหมาะสมในการเยียวยาผู้ประสบภัย จึงมีมติคณะรัฐมนตรีเมื่อ 29 กันยายน 2569 ต่อเนื่อง เพื่อขยายพื้นที่ที่จะทำการจ่ายเงินช่วยเหลือเงินทดรองราชการตามมติคณะรัฐมนตรีเพิ่มขึ้นอีกจำนวน 24 จังหวัด มอบเป็นค่าใช้จ่าย ค่าช่วยเหลือเยียวยา แบ่งออกเป็นกรณีบ้านพักอาศัยเสียหาย บ้านพักอาศัยถูกน้ำล้อม และกรณีการเสียชีวิต โดยเงินก้อนที่ 2 นี้ สำหรับในกรณีที่บ้านพักอาศัยเสียหาย จะได้รับการเยียวยา จำนวน 9,000 บาท ในการส่วนของน้ำล้อมบ้าน จำนวน 5,000 บาท ส่วนกรณีเสียชีวิต คณะรัฐมนตรีจะดูแลเยียวยาญาติและครอบครัวของผู้เสียชีวิตศพละ 2 ล้านบาท ตามมติของคณะรัฐมนตรี
เสียชีวิตชดเชย 2 ล้าน
น.ส.ศิริธรกล่าวว่า นอกจากนี้ยังมีในส่วนที่ 3 คือเรื่องระบบประกันภัยพิบัติและค่าสินไหมทดแทนของผู้ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม ซึ่งรัฐบาลได้ชี้แจงให้ประชาชนทราบในเบื้องต้นแล้ว จะมีผลระยะเวลาการคุ้มครองเริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมเป็นต้นไป จนถึงวันที่ 1 ตุลาคม 2570 โดยมีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเป็นหน่วยดำเนินการคุ้มครองใน 2 ประเภท คือประเภทที่อยู่อาศัยจะคุ้มครองกรรมสิทธิ์ให้กับผู้อยู่อาศัย ในกรณีวงเงินไม่เกิน 100,000 บาท/หลัง/ภัย ซึ่งในช่วงของอุทกภัยนี้จะแบ่งทั้งเป็นอุทกภัยบ้านน้ำท่วมและบ้านน้ำล้อม และหลังจากนั้น ที่ได้รับค่าชดเชยเสียหายจำนวน 100,000 บาทแล้ว จะสามารถขอความเสียหายเพิ่มเติมได้ไม่เกิน 90,000 บาท ในกรณีที่ผู้ประสบภัยมีความพร้อมในการรวบรวม หลักฐานเอกสารเพิ่มเติม ก็สามารถส่งข้อมูลให้กับทางบริษัทประกันดำเนินการให้ความช่วยเหลือได้ทันที
น.ส.ศิริธรกล่าวว่า ส่วนกรณีน้ำล้อมความเสียหายเบื้องต้นจะได้รับการช่วยเหลือ 5,000 บาท และได้รับความช่วยเหลือเพิ่มเติมไม่เกิน 95,000 บาท ส่วนด้านร่างกายและชีวิต จะคุ้มครองประชาชนชาวไทยที่มีเลขบัตรประจำตัวประชาชน ในกรณีเสียชีวิตจะจ่ายค่าชดเชยรายละ 2 ล้านบาท ส่วนกรณีทุพพลภาพสิ้นเชิงถาวร จ่ายค่าชดเชย 200,000 บาทต่อคน
น.ส.ศิริธรกล่าวอีกว่า สำหรับขั้นตอนการแจ้งเคลมและจ่ายเงิน สามารถแจ้งผ่านได้ 4 ช่องทาง ที่ประชาชนสามารถแจ้งได้ ในกรณีประกันภัยพิบัติ คือ 1.แจ้งผ่านเว็บไซต์ www.thainatcat.org 2.Line OA "@ThaiNATCAT" 3.ThaiNATCAT Call Center โทร 0-2012-5555 และ 4.จุดแจ้งเคลมในพื้นที่ ทางบริษัทและทาง คปภ. แจ้งให้กับจังหวัดที่ผู้ประสบภัยทราบ
โดยยังย้ำถึงข้อควรระวังของประชาชน ที่ขณะนี้มีหลายความช่วยเหลือจากภาครัฐลงไป จึงขอให้เพิ่มความระมัดระวังเรื่องข้อความ SMS ที่จะแอบอ้างการขอข้อมูลลงทะเบียน เพราะ SMS ของระบบ ประกันและ ปภ. ไม่มีการแนบลิงก์ หมายเลขทะเบียนหรือเลขบัญชีธนาคาร และไม่ให้มีการส่งสลิปโอนเงินเพื่อเป็นการต่อรองให้มีการช่วยเหลือทำการที่เร็วขึ้น หากมีข้อมูลเพิ่มเติมสามารถสอบถามได้ผ่านสายด่วนนิรภัย 1784.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ภูมิใจไทย เขย่าภาษีบาป เราไปแตะหม้อข้าวเขา
ยังคงมีปฏิกิริยาจากฝ่ายต่างๆ ตามมา กับกรณี อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยและสส.พรรคภูมิใจไทย เข้าชื่อกันเสนอร่างกฎหมายสี่ฉบับเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฏร
อนุทินยันผ่านฉลุย มั่นใจในเสียงรัฐบาลไม่คิดปรับครม.ไร้ดีล‘กล้าธรรม’
"อนุทิน” มั่นใจเสียงพรรคร่วมรัฐบาล แต่ถ้า “กล้าธรรม” ยกมือให้ก็สาธุ เผยยังไม่คิดปรับ ครม.หลังจบอภิปราย หยอก “พลพีร์” คนกลัวโดนปรับคือคนรอดซักฟอก
คนกรุงเตรียมเฮ ค่ารถไฟ45บาท
“พิพัฒน์” กางแผนลดค่าครองชีพคนกรุง 1 ม.ค.70 รถไฟฟ้าแรกเข้า 17 บาท สูงสุด 45 บาทต่อขา เปลี่ยนสายไม่เสียซ้ำ เปลี่ยน ขสมก.ครั้งใหญ่ ดันรถเมล์ EV 2,320 คัน เชื่อมตั๋วเดียว น้ำ-ล้อ-ราง รถร้อนสูญพันธุ์
งานท่วมนายกฯลงใต้
น้ำลดแต่งานยังท่วม "อนุทิน" กำชับบริหารสถานการณ์รอบคอบ ลดความขัดแย้งในพื้นที่-หลีกเลี่ยงปะทะคารม เผย มท.สรุปยอดโอนเงินแล้ว 48,600 ครัวเรือน ย้ำเข้าช่วย "ปราจีนฯ-ฉะเชิงเทรา" ต่อเนื่อง ประชุมร่วมผู้ว่าฯ 14 จังหวัดภาคใต้เตรียมรับมืออุทกภัยจากฝนตกหนัก กำชับสื่อสารด้วยภาษาเข้าใจง่าย ฟังแล้วสามารถปฏิบัติตามได้ทันที
‘บิ๊กราญ’นำ ทัพ! บุกทลายจีนเทา
“บิ๊กราญ” นำทัพ สตม.-บช.น. เปิดปฏิบัติการทลายนอมินีต่างด้าวกลางกรุง เฟส 8 เจาะ 4 หมู่บ้านหรู ค้น 17 จุด บุกรวบผู้ต้องหา หมายแดง-INTERPOL-Scammer ที่ทางการจีนต้องการตัว มูลค่าทรัพย์สินกว่า 6,000 ล้าน
“รมว.สุชาติ” เดินหน้าช่วยน้ำท่วม 3 จังหวัดภาคตะวันออก ระดม “ทส.หนึ่งเดียว” เสริมกำลังเรือ–เครื่องสูบน้ำ เร่งบรรเทาความเดือดร้อนประชาชนต่อเนื่อง
นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยถึงการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคตะวันออก โดยเฉพาะจังหวัดนครนายก ฉะเชิงเทรา และปราจีนบุรี ซึ่งยังคงประสบปัญหาน้ำท่วมว่า ภายหลังได้รับมอบหมายให้กำกับดูแลพื้นที่ภาคตะวันออก 8

