ฝ่ายค้านตีเหล็กตอนร้อน “หัวหน้าเท้ง” นำทีมลุย ยื่นซักฟอก 18 รมต.น้ำเงิน พุ่งเป้าพันคดีฮั้ว สว. รวมถึงบริหารเหลว น้ำท่วม-สแกมเมอร์-โกงท้องถิ่น “โรม” อุบไม้เด็ดลากรัฐบาลทุนเทาขึ้นเขียง ซัดรัฐบาลหนูตาเหลือกอุ้ม "สุชาดา” ฟอกขาวหมดจด ขณะที่วง กมธ.กฎหมายฯ ร้อนฉ่า “กมธ.สายสีน้ำเงิน” ขวางลำสอบ “ไอเดียร์-สามี” “ศุภชัย” ฉะประธาน กมธ.ใช้อำนาจตามอำเภอใจ “บิ๊ก กมธ.” ลุยเต็มสูบ พ่วงส่วนขยายยกยวงสินบน 40 ล้าน "ไชยชนก-รุทธพล-สุชาดา" จี้ตำรวจไซเบอร์เร่งแกะรอยเส้นทางการเงิน-ขุดเว็บพนัน
เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พรรคร่วมฝ่ายค้าน นำโดยนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร จะยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 151 ในวันที่ 8 ต.ค. เวลา 14.00 น. ที่รัฐสภา โดยเบื้องต้นจากการหารือกันระหว่างพรรคประชาชน พรรคประชาธิปัตย์ พรรคไทยภักดี พรรคเสรีรวมไทย เป็นต้น ช่วงเย็นวันที่ 7 ต.ค. ทางวิปฝ่ายค้าน โดยคณะทำงานเตรียมการอภิปรายไม่ไว้วางใจได้มีการหารือและมีการสรุปญัตติการขอยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ เบื้องต้น 18 รายชื่อ โดยเป็นรัฐมนตรีจากพรรคภูมิใจไทยทั้งหมด และยังไม่มีรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทย
โดยสาเหตุและประเด็นที่อภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีถึง 18 คน ทางพรรคประชาชนให้เหตุผลว่า เกือบทั้งหมดหลายคนเป็นกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย และ สส.ภูมิใจไทย ซึ่งมีชื่ออยู่ในสำนวนการสืบสวนสอบสวนของคณะอนุกรรมการ ป.ป.ช. ชุดที่ 26 ที่มีการระบุพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับคดีฮั้ว สว. โดยบางราย กกต.ชุดใหญ่ไม่มีการส่งคำร้องความผิดไปยังศาลฎีกา จึงต้องนำมาสู่การเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทยในครั้งนี้ โดยจะเน้นเรื่องคดีฮั้ว สว.เป็นธงใหญ่ ที่ทำให้มีปัญหาเรื่องจริยธรรมและแทรกแซงองค์กรอิสระ ครอบงำการเลือก สว. นอกจากนี้ ญัตติยังจะครอบคลุมไปถึงปัญหาในการบริหารราชการแผ่นดิน อาทิ โครงการ AI passport ของกระทรวงดีอี ปัญหาสแกมเมอร์ การบริหารจัดการในสถานการณ์อุทกภัย การทุจริตสอบเข้าพนักงานหรือข้าราชการส่วนท้องถิ่น
มีรายงานว่า ในการหารือเบื้องต้นทางพรรคประชาธิปัตย์ได้มีการทักท้วงกับทางพรรคประชาชนว่า การอภิปรายรัฐมนตรี 18 คน เยอะเกินไปหรือไม่ แต่ทางพรรคประชาชนได้ยืนยันว่า เน้นคดีฮั้ว สว. จึงต้องอภิปรายรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องทั้งหมด อย่างไรก็ตาม จะมีการหารือกันในรอบสุดท้ายว่าจะปรับลดรายชื่อบางส่วนออกหรือไม่ ขณะที่มีข่าวว่าอาจจะปรับเหลือ 12 คน ทั้งนี้ คณะทำงานและพรรคร่วมฝ่ายค้านจะมีการหารือกันในวันที่ 8 ต.ค.อีกครั้งหนึ่ง ก่อนจะมีการยื่นญัตติในช่วงบ่ายสอง
สำหรับรายชื่อรัฐมนตรีที่คาดว่าจะถูกยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ อาทิ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย, นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา, นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) และเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย, น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย รมช.ดีอี และโฆษกพรรคภูมิใจไทย, นายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี, นางสุขสมรวย วันทนียกุล รมต.ประจำสำนักนายกฯ, นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รมต.ประจำสำนักนายกฯ, นางศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ, นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รมช.มหาดไทย, นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย, นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม, นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รมช.คมนาคม เป็นต้น
ที่รัฐสภา น.ส.สุชาดา ซาง แทนทรัพย์ สส.ชัยภูมิ พรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงสาเหตุที่ไม่ไปชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เป็นประธาน กมธ. หลังได้รับหนังสือเชิญให้เข้าไปชี้แจงว่า เนื่องจากในเวลาเดียวกันตนมีประชุมอีกคณะหนึ่ง ซึ่งตนเป็นประธานอยู่ด้วย และมีกำหนดการไว้ล่วงหน้าอยู่แล้ว แต่อีกไม่นานจะออกมาชี้แจงข้อมูลทั้งหมด และขอปฏิเสธข้อกล่าวหาทุกข้อ
เมื่อถามต่อว่า ข้อมูลทั้งหมดคือทั้งของตัวเองและสามีใช่หรือไม่ น.ส.สุชาดากล่าวย้ำว่า อีกไม่นานจะออกมาชี้แจงข้อมูลทั้งหมดทีเดียว เมื่อถามว่ามั่นใจในข้อมูลหลักฐานใช่หรือไม่ น.ส.สุชาดา กล่าวว่า เดี๋ยวออกมาชี้แจงข้อมูลทั้งหมดทีเดียว
วันเดียวกัน เวลา 09.20 น. นายรังสิมันต์ให้สัมภาษณ์ถึงการเชิญ น.ส.สุชาดาและสามีเข้าชี้แจง กมธ.ว่า ตอนนี้ตนยังไม่ได้รับแจ้งว่า น.ส.สุชาดาจะมาชี้แจงหรือไม่ แต่คาดว่าคงเป็นไปตามข่าว วันนี้มีการเรียกร้องจากประชาชนมาก รวมถึงไปเจอข้อเท็จจริงต่างๆ ทั้งข้อเท็จจริงประเภทที่ไม่น่าจะตรงกับบัญชีทรัพย์สินที่มีการยื่นกับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จนถึงข้อน่าสงสัยที่อาจจะมีความเกี่ยวข้องกับทุนสีเทา
ซัดน้ำเงินอุ้มไอเดียร์
ตนอยากขีดเส้นใต้ให้ทราบว่า ความสงสัยที่สังคมมีในวันนี้ กำลังขยายไปถึงรัฐบาล เพราะสิ่งที่รัฐบาลควรจะทำ คือการตรวจสอบกรณีนี้ แต่สิ่งที่เราเห็นจากเมื่อวันที่ 6 ต.ค. คือการเป็นตราแสตมป์ให้กับสามีของ น.ส.สุชาดา ในเรื่องของเว็บพนัน ซึ่งเว็บพนันจำนวนมากที่มีการดำเนินการอยู่ในประเทศไทย ประเด็นคืออยู่ที่ถูกหรือผิดกฎหมายของประเทศไทยหรือไม่ มีคนไทยเข้าไปเล่นหรือไม่ หรือมีความพยายามเจาะกลุ่มลูกค้าคนไทยหรือไม่
"ผมคิดว่าก่อนที่จะแสตมป์ว่าเขาขาว บริสุทธิ์ ไม่มีมลทินมัวหมอง หรืออะไรก็แล้วแต่ คุณควรที่จะมีการตรวจสอบให้รอบคอบ การที่รีบออกมาพูดแบบนี้อาจกลายเป็นว่าทำให้ฝ่ายข้าราชการประจำเกิดความหวาดกลัวไม่กล้าตรวจสอบเรื่องนี้ เพราะเดี๋ยวจะกลายเป็นขัดแย้งกับรัฐมนตรี เดี๋ยวซวยอีก จนมีการโยกย้ายกลั่นแกล้งกันอีก” นายรังสิมันต์ กล่าว
เมื่อถามว่า การที่ยังไม่เปิดข้อมูลแสดงว่าจะเอาไปใช้ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจใช่หรือไม่ นายรังสิมันต์กล่าวว่า อย่าเพิ่งพูดถึงการอภิปรายไม่ไว้วางใจในชั้นนี้ เรื่องของ น.ส.สุชาดา ไม่ได้เป็นรัฐมนตรี เราก็ใช้กระบวนการตามช่องทางที่เรามีในการตรวจสอบให้มากที่สุด และเมื่อการอภิปรายไม่ไว้วางใจมาถึง จะมีข้อมูลใดได้ใช้หรือไม่ได้ใช้ เป็นเรื่องของการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ตนไม่อยากเอามาคิดรวมกัน
“ผมเรียกร้องให้รัฐบาลตรวจสอบคุณสุชาดา อย่ารีบออกมาแสตมป์หรือฟอกขาว ไม่เช่นนั้นจะเกิดข้อครหาสำคัญ ใครก็ตามที่เป็นส้ม คุณตรวจสอบใหญ่เลย ผมคิดว่าเป็นเรื่องดี นักการเมืองควรจะได้รับการตรวจสอบเชิงรุกแบบนี้ แต่เฮ้ย น้ำเงินก็มีปัญหาใหญ่ๆ หลายเรื่อง คุณจะรีบออกมาแสตมป์ รีบออกมาฟอกขาว ผมคิดว่าถ้าทำแบบนี้เป็นการใช้อำนาจในทางที่ผิด และอาจเข้าข่ายการละเว้นปฏิบัติหน้าที่ได้” นายรังสิมันต์กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ภายหลังนายรังสิมันต์แถลงเสร็จเรียบร้อย นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ ประธานฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย และในฐานะ กมธ. ขอแถลงข่าวต่อ พร้อมได้เดินมาถามกับนักข่าวในวงสัมภาษณ์ทันทีว่า นายรังสิมันต์ให้สัมภาษณ์เรื่องอะไร ผู้สื่อข่าวจึงตอบไปว่าเรื่องเชิญ น.ส.สุชาดา รวมถึงนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจ มาชี้แจงใน กมธ.
นายศุภชัยจึงได้แถลงข่าวต่อทันทีว่า ตนได้ทำหนังสือถึงนายรังสิมันต์ ในการทำหน้าที่ประธาน กมธ. ที่น่าจะขัดกับข้อบังคับ ซึ่งตนไม่เห็นด้วยและทักท้วงในการทำหน้าที่ประธานใน กมธ. เช่นการบรรจุระเบียบวาระโดยไม่มีมติของ กมธ. หลายเรื่องนายรังสิมันต์บรรจุเองหรือให้ใครสักคนมายื่นเรื่อง แล้วรับเรื่องบรรจุ เช่นกรณี น.ส.สุชาดา ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่มีอะไรเลยและไม่เกี่ยวข้องกับอำนาจหน้าที่ของ กมธ. แต่กลับบรรจุและพยายามแต่งเรื่อง ให้เข้ากับ กมธ.
"ถ้าจะทำเรื่อง น.ส.สุชาดา ผมยืนยันว่าไม่มีอำนาจที่ใดที่ กมธ.คณะนี้จะทำได้ และถ้าทำไป ถูกร้องว่าการพิจารณาผิดข้อบังคับ ทุกคนก็จะถูกร้อง ถ้าจะร้องนายรังสิมันต์คนเดียวก็ร้องไป แต่ทุกคนจะโดนกันหมด และมีผลกระทบต่อคนอื่น" นายศุภชัยกล่าว
เมื่อถามว่า ยังมี กมธ.คนอื่นร่วมลงชื่อในหนังสือนี้ด้วยหรือไม่ นายศุภชัยกล่าวว่า ตนเองคนเดียวก็เอาอยู่
ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ประธาน กมธ. เป็นประธานการประชุม
ฟาดหนักโรมใช้อำนาจ
ทั้งนี้ก่อนเข้าวาระการประชุม นายศุภชัยได้ยกมือประท้วง และกล่าวว่า ตนเองได้ส่งหนังสือถึง กมธ.ทุกคน กรณีแสดงความเห็นด้วยและทักท้วงการดำเนินงานของประธาน กมธ. ซึ่งมีบางเรื่องที่ตนเองคิดว่าสิ่งที่คณะ กมธ.พิจารณาไม่เป็นไปตามข้อบังคับ และระเบียบวาระ โดยไม่มีการขอมติจากที่ประชุม แต่ประเด็นคือการดำเนินการ ประธาน กมธ.จะมีอำนาจหน้าที่พิเศษมากกว่าทุกคนในบางประเด็น บางเรื่องทำโดยพลการ เช่นกรณีเรื่องเงินสินบน 40 ล้านบาท ยังไม่มีการขอมติว่าจะรับเรื่องหรือไม่ แต่ท่านก็ดำเนินการ รวมถึงกรณีของ น.ส.สุชาดาด้วย
นายรังสิมันต์จึงขอให้นายศุภชัยพูดสรุป เพื่อที่จะได้เข้าสู่วาระการประชุม แต่นายศุภชัยยังคงพูดสวนและกล่าวว่า “นี่คือท่านไม่เปิดโอกาสให้ผมพูด เรื่องที่เกี่ยวกับผลกระทบของท่าน ไม่ยอมให้พูด” ทำให้นายรังสิมันต์ปิดไมค์ของนายศุภชัย พร้อมกล่าวว่า ตนเองได้ให้เวลานายศุภชัยพูดหลายนาทีแล้ว ก่อนจะอนุญาตให้นายศุภชัยพูดต่อ
จากนั้น นายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ สส.สุพรรณบุรี พรรคภูมิใจไทย ในฐานะ กมธ. ได้สนับสนุนข้อท้วงติงของนายศุภชัย เช่นเดียวกับ กมธ.สัดส่วนพรรคภูมิใจไทยคนอื่นๆ
ทั้งนี้นายรังสิมันต์ได้พยายามจะเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุม แต่นายศุภชัยยังทักท้วง เพราะการประชุมไม่ชอบด้วยข้อบังคับ และได้ขอมติจากที่ประชุม จึงเกิดการโต้เถียงกันต่อ
นายรังสิมันต์จึงได้วินิจฉัยว่า ตนเองถือว่าข้อทักท้วงของกรรมาธิการทุกคนมีความสำคัญต่อการพิจารณา และจะมีการหารือในวาระอื่น จากนั้นได้เข้าสู่วาระการประชุมทันที ซึ่งการถกเถียงกันใช้เวลาเกือบ 30 นาที
เวลา 13.30 น. นายรังสิมันต์แถลงภายหลังประชุม กมธ. ถึงกรณีที่กรรมาธิการเชิญ น.ส.สุชาดาและสามี โดยวันนี้ทั้งสองคนไม่ได้เข้าชี้แจง โดยในการประชุม กมธ.ได้แยกพิจารณาประเด็นแรกเป็นเรื่องข้อกล่าวหาเกี่ยวกับสินบนจำนวน 40 ล้านบาท โดยเฉพาะกรณีที่นายไชยชนกเคยให้ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว ขณะนี้ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าข้อเท็จจริงที่นายไชยชนกเคยพูดเมื่อวันที่ 30 ก.ย.2568 เป็นความจริงหรือไม่ และยังมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการให้ข้อมูลดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่ามีการดำเนินคดีในเรื่องสินบนจริง
นายรังสิมันต์กล่าวต่อว่า ส่วนคดีเว็บพนันนั้น กระทรวงดีอีและตำรวจไซเบอร์มีการร้องทุกข์กล่าวโทษในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการติดสินบนและเว็บพนัน แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีความคืบหน้าที่ชัดเจน โดยตำรวจไซเบอร์รับปากว่าจะไปดำเนินการต่อ ขณะที่ กมธ.ได้เสนอให้ตำรวจไซเบอร์พิจารณาการออกหมายเรียกบุคคลที่เกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าว ได้แก่ นายฉัตรมงคล นายวรศิษฎ์ และนายไชยชนก แต่ตำรวจไซเบอร์แจ้งว่าจะนำเรื่องไปหารือกับผู้บังคับบัญชาหรือผู้ใหญ่ที่เกี่ยวข้องก่อน
นายรังสิมันต์กล่าวต่อว่า ประเด็นที่สอง กมธ.ได้ย้อนกลับไปตรวจสอบเหตุการณ์ในช่วงที่มีการแถลงข่าวร่วมกันระหว่างพลตำรวจโทรุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม น.ส.สุชาดา ซาง แทนทรัพย์ ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งเลขานุการรัฐมนตรี และตำรวจไซเบอร์ ซึ่งในขณะนั้นมีการแถลงถึงการเปิดปฏิบัติการตรวจสอบเว็บไซต์จำนวน 6 เว็บไซต์ ซึ่งมีการระบุว่ามีความเชื่อมโยงกับประเด็นสินบน 40 ล้านบาท จึงได้สอบถามตำรวจไซเบอร์ว่า จากข่าวและการให้สัมภาษณ์ในขณะนั้นที่มีการกล่าวถึง น.ส.สุชาดา รวมถึงผู้ต้องหาที่ถูกจับกุม 49 คน และมีเงินหมุนเวียนประมาณ 1,500 ล้านบาท ปัจจุบันมีความคืบหน้าอย่างไร
ลุยต่อสินบน-สแกมเมอร์
นายรังสิมันต์กล่าวต่อว่า แต่ทางตำรวจไซเบอร์ได้ชี้แจงกับทาง กมธ.ว่าไม่มีข้อมูลในเรื่องดังกล่าว ขณะที่ กมธ.ได้สอบถามกระทรวงดีอี ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ร่วมแถลงข่าวในขณะนั้น โดย น.ส.สุชาดา ซึ่งดำรงตำแหน่งเลขานุการรัฐมนตรีในเวลานั้น ก็มีส่วนร่วมในการแถลง แต่กระทรวงดีอีก็ระบุว่าไม่มีข้อมูลเช่นเดียวกัน กมธ.จึงได้สอบถามไปยัง ปปง.ว่า หากเป็นคดีที่มีการจับกุมผู้ต้องหาและมีเส้นทางการเงินเกี่ยวข้อง ก็ควรมีการส่งเรื่องมายัง ปปง. เพื่อขยายผลเส้นทางการเงินและพิจารณาการยึดหรืออายัดทรัพย์ แต่ ปปง.ก็แจ้งว่าไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว เรื่องนี้จึงเป็นประเด็นที่ กมธ.ต้องตรวจสอบต่อ
"ข้อสงสัยไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะการให้ข้อมูลในสภาของนายไชยชนกเท่านั้น แต่อาจต้องขยายผลไปถึง พล.ต.ท.รุทธพล และ น.ส.สุชาดา ซึ่งอยู่ในเหตุการณ์และเกี่ยวข้องกับการแถลงข่าวในช่วงเวลาดังกล่าวด้วย" นายรังสิมันต์กล่าว
นายรังสิมันต์กล่าวต่อว่า ส่วนประเด็นที่สาม เป็นเรื่องเว็บไซต์พนันออนไลน์ Shuffle ที่ประชุมได้พิจารณาหลักกฎหมายว่า แม้เว็บไซต์พนันจะจดทะเบียนหรือดำเนินการถูกต้องตามกฎหมายของประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่ตามกฎหมายไทย หากมีการกระทำบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับราชอาณาจักรไทย ก็อาจอยู่ภายใต้การบังคับใช้กฎหมายไทยได้ โดยเฉพาะกรณีที่คนไทยเข้าไปสมัครและเล่นพนัน มีการโอนเงินหรือชำระเงิน หรือมีการกระทำที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์ดังกล่าวเกิดขึ้นในประเทศไทย ก็อาจเข้าข่ายที่กฎหมายไทยสามารถบังคับใช้ได้ เช่นเดียวกับกรณีชาวต่างชาติ หากตรวจสอบพบว่ามีการสมัครหรือเล่นพนันขณะอยู่ในประเทศไทย ก็สามารถพิจารณาดำเนินคดีตามกฎหมายไทยได้
นายรังสิมันต์กล่าวต่อว่า เมื่อช่วงเวลาประมาณ 11.00 น.ที่ผ่านมา กมธ.ได้ตรวจสอบเว็บไซต์ดังกล่าว และพบว่ายังสามารถเข้าใช้งานได้ จึงมีความเป็นไปได้ว่าอาจมีคนไทยสามารถเข้าไปสมัครหรือเล่นพนัน และอาจมีการกระทำที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์เกิดขึ้นบนแผ่นดินไทย
อีกประเด็นหนึ่งที่ กมธ.ได้ตรวจสอบข้อมูลกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เนื่องจากเว็บไซต์ดังกล่าวเกี่ยวข้องกับสินทรัพย์ดิจิทัล และหากเว็บไซต์ดังกล่าวเป็นเว็บไซต์ที่ผิดกฎหมาย เหรียญหรือสินทรัพย์ดิจิทัลที่ถูกออกมาเพื่อใช้กับกิจกรรมดังกล่าวก็จำเป็นต้องตรวจสอบสถานะทางกฎหมายด้วย
สำหรับกรณีที่ น.ส.สุชาดาและสามี ขณะนี้ยังไม่มีแนวคิดว่าจะกำหนดวันเชิญครั้งใหม่เมื่อใด และขั้นตอนต่อไปจะรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติม โดยเฉพาะการตรวจสอบเส้นทางการเงินทั้งหมด รวมถึงการกระทำที่เกี่ยวข้องกับเว็บพนัน และตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินต่างๆ ว่ามีทรัพย์สินใดที่ต้องชี้แจงเพิ่มเติมหรือไม่
วันเดียวกัน สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เผยแพร่ความคืบหน้าการพิจารณาคำร้อง/ความปรากฏ เรื่องคัดค้านการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ซึ่งเกิดขึ้นจากการเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับอำเภอ จังหวัด และประเทศ เมื่อวันที่ 9, 16 และ 26 มิ.ย.2567 โดยข้อมูล ณ วันที่ 5 ต.ค.69 มีคำร้องและความปรากฏรวมทั้งสิ้น 641 เรื่อง ทั้งนี้ กกต.ระบุว่า ดำเนินการแล้วเสร็จ 608 เรื่อง แบ่งเป็นการพิจารณาคำร้อง 293 เรื่อง ประกอบด้วย สั่งไม่รับ/รวบรวมเป็นข้อมูล 159 เรื่อง สั่งยกคำร้อง/สั่งยุติเรื่อง 132 เรื่อง และสั่งนับคะแนนใหม่ 2 เรื่อง
ส่วนการวินิจฉัยชี้ขาดสำนวน มีจำนวน 315 เรื่อง แบ่งเป็น ยกคำร้อง 270 สำนวน, ระงับสิทธิ 2 สำนวน, ดำเนินคดีอาญา 13 สำนวน และยื่นคำร้องต่อศาล 30 สำนวนขณะที่มีเรื่อง อยู่ระหว่างดำเนินการ 33 เรื่อง ได้แก่ อยู่ระหว่างตรวจคำร้อง/ตรวจสอบ/ตรวจมูล 1 เรื่อง สืบสวน/ไต่สวน 1 สำนวน สำนักงาน กกต. เสนอไม่รับ/รายงานตรวจสอบ/รายงานตรวจมูล 21 เรื่อง สรุปสำนวน/จัดทำความเห็นเสนอเลขาธิการ กกต. 6 สำนวน เสนอสำนวนต่อคณะอนุกรรมการวินิจฉัยฯ 1 สำนวน และอยู่ระหว่างเสนอสำนวนเข้าวาระการประชุม กกต. 3 สำนวน.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
สสส.ปลุกภาคีต้านรื้อกม. ศุภชัยยันภาษีบาปเข้ารัฐ
“ศุภชัย” โต้ “บรรเจิด” ปม Earmarked Tax “อย่าเอากฎหมายคนละฉบับมาปนกัน”
คุก742ปีอลงกต คืนเงิน306ล้าน โกงวัดพระบาท
ศาลอาญาคดีทุจริตฯ พิพากษาจำคุก "อดีตพระอลงกต" 742 ปี
แม้วพ้อยึดรถกันกระสุน ลุ้นฟังคำสั่งศาล16พ.ย.
“ทักษิณ” มาตามนัด ขึ้นไต่สวนคุ้มครองชั่วคราวปมสรรพากรยึดทรัพย์ขายหุ้นชินคอร์ปอีก 90 ล้าน
บ้านสร้างสวน‘หนู’ฟัน‘นอภ.’
เดือด! “อนุทิน” ซัดแหลก “นายอำเภอบ้านสร้าง” เกียร์ว่างไม่ช่วยน้ำท่วม
'ธนกร' ซัด 'ณัฐพงษ์' เก่งแต่ใส่เกียร์ถอยน้ำลดแล้วค่อยสร้างภาพ!
'ธนกร'สวน 'ณัฐพงษ์' ใส่แต่เกียร์ถอย รอน้ำลดแล้วค่อยสร้างภาพช่วยประชาชนเก็บกวาดขยะ ทั้งๆ ที่หน่วยงานรัฐดำเนินการอยู่แล้ว เหน็บยามประชาชนต้องการไม่ไป อัดถ้าไม่ให้กำลังใจคนหน้างานก็อย่าบั่นทอน
'วัส' เจาะลึกคำแสลงใจสภาสูงที่ทำให้ 'สว.กอบ' ยื่นสอบ กกต.
นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา

