
“บิ๊กตู่” นั่งหัวโต๊ะประชุม ครม. เคาะ 10 มาตรการด่วนดูแลวิกฤตพลังงานผันผวนจากสงคราม ตรึงดีเซล 30 บาทถึงสิ้น เม.ย. อุ้ม “หาบเร่-วินมอ'ไซค์-แท็กซี่” ที่ขึ้นทะเบียน ช่วยค่าไฟ-ก๊าซหุงต้ม-ลดเงินสมทบผู้ประกันตน ชี้ต้องช่วยคนยากจนก่อน พร้อมสั่งให้หน่วยงานราชการช่วยประหยัดไฟฟ้า-น้ำมันลง 20%
เมื่อวันอังคารที่ 22 มี.ค. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่าจากสถานการณ์ความผันผวนของราคาพลังงานอันมีผลจากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างยูเครน-รัสเซีย ส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตและการขนส่งสินค้าและบริการต่างๆ ซึ่งอาจทำให้ค่าครองชีพมีการปรับตัวสูงขึ้น รัฐบาลได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และตระหนักดีถึงความลำบากของพี่น้องประชาชนที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะพี่น้องประชาชนที่มีรายได้น้อยและผู้ใช้แรงงาน พวกนี้จะเดือดร้อนมากที่สุด
“จากการประเมินสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ได้ข้อสรุปว่า ถ้าพิจารณาจากสถานการณ์ในปัจจุบัน จะเห็นได้ว่าสถานการณ์ไม่น่าจะยุติได้โดยเร็ว จึงได้สั่งการให้ระดมความคิดเพื่อหามาตรการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนโดยเร่งด่วน ซึ่งต้องทยอยดำเนินการเพิ่มเติมจากมาตรการต่างๆ ที่รัฐได้ออกไปแล้ว และยังใช้อยู่ในขณะนี้ ดังนั้นเราต้องหาวิธีการใหม่ๆ เพิ่มเติม บางอันต้องต่อยอดของเดิมของเก่า ฉะนั้นสิ่งที่ได้เห็นชอบไปแล้ว และจะเริ่มดำเนินการได้ตั้งแต่เดือน พ.ค.จนถึงเดือน ก.ค.นี้ อย่างน้อย 10 มาตรการ และขอทีละ 3 เดือนก่อนได้หรือไม่ เพราะต้องดูงบประมาณและสถานการณ์ไปด้วย” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
นายกฯ กล่าวถึง 10 มาตรการว่า ประกอบด้วย 1.การเพิ่มเงินช่วยเหลือเพื่อซื้อก๊าซหุงต้มสำหรับผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 3.6 ล้านคน โดยเพิ่มเงินจากเดิม 45 บาท เป็น 100 บาทต่อเดือน 2.ส่วนลดซื้อก๊าซหุงต้มเดือนละ 100 บาท สำหรับผู้ค่าหาบเร่แผงลอยที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ประมาณ 5,500 คน 3.ช่วยเหลือค่าน้ำมันให้กับผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้างที่ขึ้นทะเบียนไว้กับกรมการขนส่งทางบก 157,000 คน โดยช่วยลดค่าใช้จ่ายน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 250 บาทต่อเดือน และขอให้กรมการขนส่งทางบกกำกับราคาการให้บริการเพื่อให้พี่น้องประชาชนที่ต้องใช้บริการมอเตอร์ไซค์รับจ้างมีค่าใช้จ่ายเดินทางเท่าเดิม 4.คงราคาขายปลีกผู้ที่ใช้ก๊าซ NGV ไว้ที่ 15.59 บาทต่อกิโลกรัม 5.ผู้ขับขี่แท็กซี่มิเตอร์ภายใต้โครงการลมหายใจเดียวกัน สามารถซื้อก๊าซได้ในราคา 13.62 บาทต่อกิโลกรัม
6.ช่วยลดภาระค่าไฟฟ้าที่จะเพิ่มขึ้นสำหรับผู้ที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 300 หน่วยต่อเดือน โดยลดค่าเอฟทีลง 22 สตางค์ต่อหน่วยในช่วงเดือน พ.ค.-ส.ค. 7.ตรึงราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลที่ 30 บาทต่อลิตร ไปจนถึงสิ้นเดือนเม.ย. หลังจากนั้นรัฐบาลจะเข้าไปช่วยเหลือส่วนที่ราคาน้ำมันดีเซลปรับเพิ่มขึ้นครึ่งหนึ่ง และเมื่อถึงเวลานั้นถ้าอั้นไม่ไหวจริงๆ ก็ต้องเพิ่มจากที่ช่วยครึ่งหนึ่งที่เพิ่มไป 8.กำกับดูแลการปรับราคาก๊าซหุงต้มในช่วงตั้งแต่เดือนเม.ย.- มิ.ย. โดยใช้กองทุนน้ำมันเข้าไปช่วยลดผลกระทบจากการปรับราคาให้ไม่ขึ้นสูงเกินไป 9.ลดอัตราเงินสมทบของนายจ้างและลูกจ้างที่อยู่ในระบบประกันสังคมมาตรา 33 จาก 5% เหลือ 1% เพื่อให้ลูกจ้างและนายจ้างสามารถมีกำลังในการใช้จ่าย และผู้ประกอบการสามารถมีสภาพคล่องเพิ่มขึ้นในการดำเนินธุรกิจในช่วงถัดไป และ 10.ลดอัตราเงินสมทบผู้ประกันตนมาตรา 39 จาก 9% เหลือ 1.9% และลดอัตราเงินสมทบของผู้ประกันตนมาตรา 40 ลงเหลือ 42-180 บาทต่อเดือน
“อันนี้ก็ใช้เงินไปเยอะพอสมควร รายได้ก็ลดลง ก็ขอให้เห็นใจรัฐบาลด้วยก็แล้วกัน ตอนนี้เราพุ่งเป้าไปที่คนที่เดือดร้อนที่สุดก่อน ที่เหลือก็ช่วยกันกับรัฐบาลไปด้วย นึกถึงคนที่ยากจนลำบากก่อน” นายกฯ ระบุ
พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า ยังได้สั่งการให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงพาณิชย์ ออกมาตรการเร่งด่วนเพื่อช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรให้ได้มากที่สุดก่อนเข้าสู่ฤดูการเพาะปลูก โดยเน้นการใช้วัตถุดิบในประเทศ และให้กระทรวงการต่างประเทศประสานงานกับประเทศต่างๆ ในการจัดหาปัจจัยการผลิตที่จำเป็นเข้าประเทศด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องปุ๋ย อาหารสัตว์ ที่เราพึ่งพาต่างประเทศจำนวนมาก และสิ่งที่ต้องมองระยะยาวว่าจะทำอย่างไรกับเรื่องปุ๋ย ทำอย่างไรจะผลิตในประเทศได้บ้าง และทำอย่างไรจะมีแม่ปุ๋ย รัฐบาลพยายามจะทำทุกอย่างให้คงสภาพดีที่สุด เดือดร้อนน้อยที่สุด แต่ถ้าใช้งบประมาณทุ่มลงไปทั้งหมดอย่างอื่นก็จะไปหมด โดยต่อจากนี้ไปกระทรวงและหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องจะเร่งออกมาตรการทั้งหมดที่กล่าวมา ทั้งนี้ต้องให้เป็นไปตามข้อกฎหมายและข้อบังคับต่างๆ รวมทั้งนำเสนอ ครม.เพื่อพิจารณาและอนุมัติเป็นการเร่งด่วน
“วันนี้เราดูทั้ง 2 ทาง สุขภาพก็ดู และดูเรื่องสงครามเข้าไปอีก เท่ากับโดนสองเด้ง ผมขอย้ำว่ารัฐบาล ทุกกระทรวงทุกหน่วยงานเราทำงานอย่างหนัก เพื่อวางแผนช่วยเหลือพี่น้องประชาชนให้ได้มากที่สุด ต้องเข้าใจคำว่าให้ได้มากที่สุดตามขีดความสามารถที่เรามีอยู่ เราไม่อยากทิ้งใครไว้ข้างหลัง และเราต้องเร่งเดินหน้าตามแผนยุทธศาสตร์ที่วางไว้ทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
พล.อ.ประยุทธ์กล่าวอีกว่า ในเรื่องการค้าการลงทุนของต่างประเทศ การเปิดประเทศ การท่องเที่ยวระยะต่อไป สิ่งเหล่านี้จะกระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างรายได้ สร้างอาชีพ รวมถึงช่วยลดภาระแบ่งเบาค่าครองชีพต่างๆ ของประชาชน และการแก้ปัญหาหนี้สินให้กับประชาชนโดยเร็วที่สุด รัฐบาลไม่ได้มุ่งหวังใช้เงินอย่างเดียว ได้ทำเรื่องนี้มาโดยตลอด ถึงได้เกิดโครงการอีอีซีขึ้นมา และมีโครงการอื่นๆ ตามมาอีก ฉะนั้นขอฝากพี่น้องประชาชน ฝากสื่อด้วยทำความเข้าใจด้วย เศรษฐกิจไทยวันหน้าจะเดินได้อย่างไร และพี่น้องประชาชนก็ยังเดือดร้อนกันอยู่มาก และวันนี้สิ่งที่หารือมากที่สุดคือการแก้ปัญหาหนี้สินที่มีปัญหาติดค้างข้อกฎหมายต่างๆ มากมาย
นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.ยังเห็นชอบแนวทางประหยัดพลังงานในหน่วยงานภาครัฐ โดยอนุมัติเป็นหลักการให้หน่วยงานราชการดำเนินการลดการใช้พลังงาน 20% ในช่วงครึ่งปีหลังของปีงบประมาณ 2565 ตั้งแต่ เม.ย.-ก.ย.2565 โดยแนวปฏิบัติลดการใช้พลังงานอย่างเป็นระบบ จะให้จัดตั้งคณะทำงานลดใช้พลังงาน โดยมีหัวหน้าส่วนราชการเป็นประธาน และจัดทำแผนปฏิบัติการลดการใช้พลังงาน เพื่อให้บรรลุเป้าหมายอย่างน้อย 20% ให้ชัดเจน รวมถึงพัฒนามาตรการลดใช้พลังงานให้เข้มข้นขึ้นหรือยืดหยุ่นตามความเหมาะสม ซึ่งมาตรการที่ปฏิบัติได้ทันที เช่น เครื่องปรับอากาศกำหนดเวลาเปิด-ปิด 08.30-16.30 น. ตั้งอุณหภูมิ 25-26 องศา ล้างแอร์ทุก 6 เดือน, ใช้หลอดไฟแอลอีดี, ลิฟต์อาจให้หยุดเฉพาะชั้นคู่/คี่, รณรงค์การใช้บันได, เลือกใช้รถยนต์ให้เหมาะสมกับสภาพการเดินทางและจำนวนผู้เดินทาง และการประชุมออนไลน์การจัดส่งเอกสารทางอีเมล เป็นต้น
สำหรับมาตรการระยะยาวให้อาคารของรัฐที่เข้าข่ายเป็นอาคารควบคุม ก่อนปีงบประมาณ 65 ประมาณ 800 แห่ง เร่งปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ไม่ให้เกินค่ามาตรฐานการจัดการใช้พลังงานภายในปีงบประมาณ 66 เพื่อเป็นตัวอย่างให้แก่การจัดการอาคารของเอกชนที่เข้าข่ายเป็นอาคารควบคุม นอกจากนี้ยังให้นำมาตรการบริษัทจัดการพลังงาน (ESCO) สำหรับหน่วยงานภาครัฐมาใช้ โดยหน่วยงานภาครัฐต้องรายงานผลการประหยัดพลังงาน เพื่อกระทรวงพลังงานจะได้รายงานผลต่อ ครม.ต่อไป ซึ่งคาดว่าจะลดการใช้ไฟฟ้าได้ถึง 120 ล้านหน่วย และลดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงได้ 12 ล้านลิตร คิดเป็นมูลค่า 1,020 ล้านบาท ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 67,075 ตัน ในส่วนของการกำกับดูแลอาคารของรัฐที่เข้าข่ายเป็นอาคารควบคุม คาดว่าจะลดการใช้ไฟฟ้า 174.45 ล้านหน่วย คิดเป็นมูลค่า 872.25 ล้านบาท และการดำเนินงานตามมาตรการ ESCO จะลดการใช้ไฟฟ้า 1,058.33 ล้านหน่วย คิดเป็นมูลค่า 5,291.65 ล้านบาท
“นายกฯ ยังกำชับส่วนราชการ กำหนดตัวชี้วัดที่ชัดเจน พร้อมขอข้าราชการให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อเป็นตัวอย่างที่ดีแก่ประชาชนด้วย” นายธนกรกล่าว.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
บี้นับใหม่18เขต/กกต.ยื้อชลบุรี
“กกต.” ขอเวลา 2 วัน สอบปมร้องนับคะแนนใหม่เขต 1 ชลบุรี ส่ง "รองเลขาฯ ฝ่ายสืบสวน" ประสาน ผอ.กกต.จังหวัด
หนูจ่อควบกลาโหม แย้ม300เสียงอยู่ครบ4ปี เท้งคิดไขก๊อกกันเดดล็อก
“อนุทิน” ย้ำรอดูตัวเลข กกต.นิ่งก่อนคุยจัดตั้งรัฐบาล ลั่นต้องอยู่ครบวาระ 4 ปี
สั่งครม.ศึกษาเลิกMOU ลุยสร้างรั้วชายแดนไทย
"อนุทิน" สั่ง ครม.เร่งศึกษาเลิก MOU 44 เป็นประธานวันครบรอบ 72 ปี
กลุ่มตกหล่นเฮ! คนละครึ่งเฟส2 ได้2-2.4พันบาท
คลังยันวางระบบ "คนละครึ่งพลัส" พร้อมเดินหน้า 100% "เอกนิติ" คอนเฟิร์มตามนโยบายหาเสียงให้สิทธิ์กลุ่มตกหล่น 2,000-2,400 บาท
ดัชนีทุจริตร่วง รั้ง116ของโลก ตํ่าสุดรอบ19ปี
ดัชนีคอร์รัปชันปี 68 ไทยร่วงเหลือ 33 คะแนน รั้งอันอับ 116 ของโลก จาก 182 ประเทศ "ประธานต้านโกง" ชี้ CPI ปีนี้เลวร้ายมาก ต่ำสุดในรอบ 19 ปี "ป.ป.ช." เปิดบัญชีทรัพย์สิน "สีหศักดิ์" รวย 14.5 ล้าน ไม่มีหนี้สิน
ร้องเรียนทุจริต113เรื่อง ปชน.ลุยหาหลักฐานฟ้อง
"กกต." เผยร้องเรียนทุจริตโผล่แล้ว 113 เรื่อง ซื้อเสียงหนักสุด งึมงำเฉียบขาด-กัด

