
"เสกสกล" อัด "โน้ส อุดม" ยุคนลงถนน ระวังผิดกฎหมาย ด้อยค่าใช้ปากหากินกับความขัดแย้ง สงสัยรับงานใครมา ขณะที่ “บิ๊กป้อม” มองแง่ดี พูดเพื่อความบันเทิง ไม่ใช่เรื่องใหญ่โต ด้าน พท.เสนอรื้อ ม.272 ตัดอำนาจ ส.ว.เลือกนายกฯ คืนความเป็นธรรมให้ประเทศ
เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2565 พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีโน้ส-อุดม แต้พานิช วิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาล ในการแสดงทอล์กโชว์เดี่ยว 13 ว่า ติดตามดูคุณโน้สมาตลอด ชื่นชมในความสามารถ ส่วนเรื่องวิจารณ์รัฐบาล เขาก็พูดมาทุกการแสดงเดี่ยว ในความคิดเห็นส่วนตัวคิดว่าเขาพูดเพื่อความบันเทิง คนดูก็มีวิจารณญาณในการฟังอยู่แล้ว ไม่ควรนำมาเป็นเรื่องราวไหญ่โตอะไร
ขณะที่นายเสกสกล อัตถาวงศ์ อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกฯ กล่าวว่า การวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลและนายกฯ นั้นเป็นเรื่องที่สามารถทำได้ เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญ แต่อย่าถึงขั้นลิดรอนสิทธิส่วนบุคคลที่ทำให้เสื่อมเสีย และที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ก็เปิดกว้างพร้อมที่จะรับฟังข้อท้วงติง ข้อเสนอแนะ และนำมาปรับใช้ในการบริหารประเทศชาติบ้านเมืองอยู่แล้ว ส่วนที่นายโน้สออกมาสนับสนุนม็อบไล่นายกฯ ก็ขอเตือนว่าเวลาจะพูดอะไรต้องระมัดระวัง อย่าเที่ยวพูดด้วยความสนุกปากโดยไม่คิดถึงผลกระทบที่จะตามมา เพราะอาจเข้าข่ายผิดกฎหมาย เช่น ยุยงปลุกปั่นให้คนลงถนน ก่อม็อบไล่นายกฯ ที่อาจนำไปสู่การสร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนทั่วไป หรือเกิดความปั่นป่วนวุ่นวายให้เกิดขึ้นในบ้านเมืองได้ เช่นนี้ก็อาจมีความผิดทางกฎหมายได้
"จะให้ดีนายโน้ส อุดม น่าจะวางไมค์ เลิกหากินกับการปล่อยมุกด้อยค่าคนอื่น แล้วออกมานำม็อบด้วยตัวเอง และพร้อมที่จะรับผิดชอบด้วยหากเกิดอะไรขึ้น ไม่ต้องไปยุยงชักชวนคนอื่น ไม่ต้องไปให้ท้ายบรรดาม็อบเด็กๆ เพราะทำแบบนี้ไม่ได้ต่างจากอีแอบที่หากินกับมุกด้อยค่าคนอื่น แล้วยังหากินกับความขัดแย้งให้เกิดขึ้นในบ้านเมือง มันไม่เหมาะสมที่จะมาเป็นนักพูดที่หารายได้โดยการด่าทอ ยุยงให้บ้านเมืองแตกแยก ทำไปเพื่ออะไร หวังเอาใจใคร ได้ประโยชน์เพื่อใคร รับงานใครมาหรือเปล่า ผมชักสงสัย" นายเสกสกลกล่าว
ด้านนายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รองเลขานุการคณะกรรมการยุทธศาสตร์และทิศทางการเมืองพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ทอล์กโชว์เดี่ยว 13 ของโน้ส ว่าไม่แน่ใจว่าระหว่างรู้สึกโกรธกับอาย พล.อ.ประยุทธ์ให้น้ำหนักกับอารมณ์ไหนมากกว่ากัน ถ้าตั้งสติ ไม่โกรธ ไม่โมโห จะเข้าใจว่าการแสดงความคิดเห็นเป็นสิทธิเสรีภาพที่ถูกรองรับไว้ในรัฐธรรมนูญ การวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลเป็นการติชมตามวิสัยที่ประชาชนพึงกระทำได้ คนดีชอบแก้ไข อะไรที่เป็นปัญหา พล.อ.ประยุทธ์นำไปปรับปรุงแก้ไข
นายอนุสรณ์กล่าวต่อว่า สำหรับแม้ 8 ปีที่ผ่านมาจะไม่สามารถแก้ไขปัญหาอะไรได้ แต่ถ้าน้อมรับการวิพากษ์วิจารณ์แล้วนำไปปรับปรุง เชื่อว่าเวลาที่เหลืออยู่ 5 เดือน คงพอได้เห็นอะไรบ้าง แทนที่จะให้นักร้องในเครือข่ายไปฟ้องร้องดำเนินคดีคนวิพากษ์วิจารณ์ ต้องหันกลับแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ เริ่มตั้งแต่แก้รัฐธรรมนูญที่เป็นเมล็ดพันธุ์แห่งความขัดแย้ง กำหนดกติกาการเข้าสู่อำนาจของนายกรัฐมนตรีในการเลือกตั้งครั้งหน้าด้วยกติกาที่เป็นประชาธิปไตย เป็นธรรมกับทุกพรรคการเมือง และกับทุกแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี บทบัญญัติใดในรัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นธรรม ไม่เป็นประชาธิปไตย ควรได้รับการแก้ไข โดยควรแก้ไขมาตรา 272 ของรัฐธรรมนูญ ให้เฉพาะ ส.ส.ที่มาจากการเลือกตั้งเท่านั้น มีอำนาจโหวตนายกฯ หากไม่เร่งแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 272 จะเกิดสภาพความขัดแย้งไม่จบสิ้น ไม่เอื้อต่อการเกิดกติกาที่สุจริตและเที่ยงธรรมในการเลือกตั้ง อุปมาเหมือนกับการแข่งขันวิ่ง 750 เมตร ในขณะที่ทุกคนออกสตาร์ทจากจุด 0 เมตร แต่มีคนเอาเปรียบนักกีฬาคนอื่นๆ ด้วยการออกสตาร์ทที่จุด 250 เมตร ไม่มีน้ำใจนักกีฬา หากไม่แก้ไขกติกานี้ ก็ยากที่ความขัดแย้งจะหมดไป เวลาที่เหลืออยู่ของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ต้องเร่งส่งสัญญาณแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 272 เพื่อให้เกิดกติกาการแข่งขันที่เป็นธรรมในการเลือกตั้งครั้งหน้า
“ความกลัวทำให้เสื่อม ถ้า พล.อ.ประยุทธ์เก่งได้สักครึ่งของที่สารพัดโฆษกแข่งกันออกมาอวย ก็ไม่มีอะไรต้องกลัว ชายชาติทหาร ต้องกล้าสู้ด้วยกติกาที่เป็นธรรม ไม่เอาเปรียบคนอื่น ต้องแก้รัฐธรรมนูญมาตรา 272 คืนความเป็นธรรมให้กับประเทศ” นายอนุสรณ์กล่าว
ส่วนสภาทนายความได้ออกคำชี้แจงเรื่อง การพาดหัวข่าวของสำนักข่าวบางแห่ง ความว่า ตามที่ปรากฏข่าวในเฟซบุ๊ก เชียงใหม่นิวส์ เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2565 โดยมีข้อความพาดหัวข่าวว่า “สภาทนายฯ ออกโรงแจงเดี่ยว 13 วิจารณ์ได้ตามรัฐธรรมนูญ มิใช่การนำเสนอข้อมูลเท็จ หรือใส่ร้ายรัฐบาลแต่อย่างใด” นั้น สภาทนายความขอเรียนว่า แถลงการณ์ดังกล่าวไม่ใช่ของสภาทนายความ ทั้งนี้ ในการเสนอข่าวที่คลาดเคลื่อนอาจทำให้มีการเข้าใจผิดว่าสภาทนายความได้ออกแถลงการณ์ หรือให้ความเห็นตามที่ปรากฏในสื่อดังกล่าว เนื่องจากปัจจุบันคนจำนวนมากสับสนระหว่างสภาทนายความ กับสมาคมทนายความแห่งประเทศไทยมีความแตกต่างอย่างไร โดยสภาทนายความขอเรียนเพื่อเป็นข้อมูลที่ถูกต้องว่า สมาคมทนายความแห่งประเทศไทย เป็นการรวมตัวกันของทนายความหลายคน และจดทะเบียนก่อตั้งขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ส่วนสภาทนายความ เป็นองค์กรที่ก่อตั้งขึ้น ตามพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ. 2528 ซึ่งกำหนดให้มีฐานะเป็นนิติบุคคล มีอำนาจตามกฎหมายในการออกใบอนุญาตให้เป็นทนายความ และมีอำนาจหน้าที่ดำเนินการตามวัตถุประสงค์ ดังต่อไปนี้ 1.ส่งเสริมการศึกษาและการประกอบวิชาชีพทนายความ 2.ควบคุมมรรยาทของทนายความ 3.ส่งเสริมความสามัคคีและผดุงเกียรติของสมาชิกสภาทนายความ 4.ส่งเสริมและจัดสวัสดิการให้แก่สมาชิกสภาทนายความ และ 5.ส่งเสริม ช่วยเหลือ แนะนำ เผยแพร่ และให้การศึกษาแก่ประชาชนในเรื่องที่เกี่ยวกับกฎหมาย.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
บี้นับใหม่18เขต/กกต.ยื้อชลบุรี
“กกต.” ขอเวลา 2 วัน สอบปมร้องนับคะแนนใหม่เขต 1 ชลบุรี ส่ง "รองเลขาฯ ฝ่ายสืบสวน" ประสาน ผอ.กกต.จังหวัด
หนูจ่อควบกลาโหม แย้ม300เสียงอยู่ครบ4ปี เท้งคิดไขก๊อกกันเดดล็อก
“อนุทิน” ย้ำรอดูตัวเลข กกต.นิ่งก่อนคุยจัดตั้งรัฐบาล ลั่นต้องอยู่ครบวาระ 4 ปี
สั่งครม.ศึกษาเลิกMOU ลุยสร้างรั้วชายแดนไทย
"อนุทิน" สั่ง ครม.เร่งศึกษาเลิก MOU 44 เป็นประธานวันครบรอบ 72 ปี
กลุ่มตกหล่นเฮ! คนละครึ่งเฟส2 ได้2-2.4พันบาท
คลังยันวางระบบ "คนละครึ่งพลัส" พร้อมเดินหน้า 100% "เอกนิติ" คอนเฟิร์มตามนโยบายหาเสียงให้สิทธิ์กลุ่มตกหล่น 2,000-2,400 บาท
ดัชนีทุจริตร่วง รั้ง116ของโลก ตํ่าสุดรอบ19ปี
ดัชนีคอร์รัปชันปี 68 ไทยร่วงเหลือ 33 คะแนน รั้งอันอับ 116 ของโลก จาก 182 ประเทศ "ประธานต้านโกง" ชี้ CPI ปีนี้เลวร้ายมาก ต่ำสุดในรอบ 19 ปี "ป.ป.ช." เปิดบัญชีทรัพย์สิน "สีหศักดิ์" รวย 14.5 ล้าน ไม่มีหนี้สิน
ร้องเรียนทุจริต113เรื่อง ปชน.ลุยหาหลักฐานฟ้อง
"กกต." เผยร้องเรียนทุจริตโผล่แล้ว 113 เรื่อง ซื้อเสียงหนักสุด งึมงำเฉียบขาด-กัด

