"เศรษฐา" กอดเงินหมื่นดิจิทัลลุยไฟ ลั่นเดินหน้าแจกแน่แค่ขอเวลาปรับนโยบาย ขณะที่ "ศิริกัญญา" ฟันเปรี้ยงสู่ทางตัน ติดเงื่อนล็อก กม.มาตรา 7 พ.ร.บ.ออมสิน เตือน "เพื่อไทย" โผล่พรวดช่อง พ.ร.ก.เหมือนฆ่าตัวตายทางการเมือง "องอาจ" ชี้่เงินดีหรือเงินเลวก็เงินภาษีประชาชน ไม่ใช่เงินนายกฯ “รสนา” สับเละผุดประเพณีการเมืองใหม่ที่อันตราย บี้ กกต.สอบที่มาแหล่งเงิน พรรค ประกาศดำเนินนโยบายก่อน-หลังเลือกตั้งส่อหนังคนละม้วน
เมื่อวันจันทร์ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและ รมว.การคลัง กล่าวถึงเสียงวิพากษ์วิจารณ์โครงการเงินดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท ที่ถูกมองว่ายังไม่ชัดเจนว่า ยังคงยืนยันในนโยบายดังกล่าว ซึ่งเรามีการปรับแต่งนโยบายนี้อยู่ ทั้งเรื่องที่มาที่ไปของเงินและวิธีการใช้ต่างๆ ดังนั้นขอให้มีการประชุมคณะอนุกรรมการก่อนจึงจะแถลงให้ทราบ
เมื่อถามย้ำว่า ยังยืนยันว่าวันที่ 1 ก.พ. 67 ประชาชนจะได้รับข่าวดีตามที่บอกหรือไม่ นายเศรษฐากล่าวว่า เดี๋ยวจะมีการแถลง
ด้านนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมช.การคลัง กล่าวถึงกรณีเลื่อนการประชุมคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนนโยบายดิจิทัลวอลเล็ต ทำให้ประชาชนสงสัยว่าจะได้รับเงินจากนโยบายนี้ในเดือน ก.พ. 67 แน่หรือไม่ นายจุลพันธ์ กล่าวว่า เป้าหมายยังคงอยู่ที่เดือน ก.พ.67 และหากมีการประชุมคณะอนุกรรมการในสัปดาห์นี้จะมีความชัดเจนมากขึ้น แต่ถ้าไม่ทันจริงๆ อาจจะต้องมีการรายงานนายเศรษฐาเพื่อขอปรับกรอบเวลาของโครงการ เนื่องด้วยปัจจัยหลายอย่าง แต่ทั้งนี้ยังไม่สามารถให้คำตอบได้ว่า หากมีการเลื่อนโครงการจริงจะมีการกำหนดใหม่ว่าสามารถแจกเงินได้เมื่อไหร่
“ขอย้ำว่าตอนนี้ยังไม่มีการยืนยันว่าจะเลื่อนแจกเงินหรือไม่ และยืนยันว่าตอนนี้ยังไม่มีการพูดคุยเรื่องเงินกู้กับธนาคารออมสิน ตอนนี้จึงต้องรอรายงานเพื่อส่งต่อให้คณะกรรมการชุดใหญ่ตัดสินใจ ถือว่ามีความจำเป็นตามกฎหมาย ไม่สามารถลัดขั้นตอนได้ และไม่สามารถดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับโครงการโดยที่ยังไม่มีมติจากคณะกรรมการได้” นายจุลพันธ์ระบุ
ขณะที่ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล (ก.ก.) โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว หัวเรื่อง “หรือว่า digital wallet จะถึงทางตัน…?” ระบุว่า ธ.ออมสินที่ยืนหนึ่งเป็นแหล่งที่มาของงบที่จะใช้สำหรับดิจิทัลวอลเล็ต 5.6 แสนล้าน อาจจะใช้ไม่ได้เสียแล้ว ไม่ใช่แค่ว่าออมสินมีสภาพคล่องไม่พอ แต่เป็นเรื่องข้อจำกัดของกฎหมายที่ไม่อนุญาตให้ออมสินปล่อยกู้ให้รัฐบาลได้
น.ส.ศิริกัญญาระบุว่า ตามมาตรา 7 ของ พ.ร.บ.ออมสิน กำหนดวัตถุประสงค์เอาไว้ว่าให้ทำกิจการใดบ้าง ซึ่งก็เหมือนกับธนาคารพาณิชย์รับฝากเงิน ปล่อยกู้ ซื้อขายพันธบัตร ลงทุน ไม่มีข้อไหนที่ให้รัฐบาลกู้เงินได้ แต่หากจะทำกิจการอื่นต้องตราเป็น พ.ร.ฎ. ซึ่งเมื่อไปดูใน พ.ร.ฎ. กำหนดกิจการพึงเป็นงานธนาคาร ระบุกิจการไว้ 13 ข้อ ลงรายละเอียด ไปจนถึงธุรกิจเงินตราต่างประเทศ การออกบัตรเครดิต ที่ปรึกษาการเงิน แต่ก็ไม่มีข้อไหนเลยที่เข้าข่ายจะตีความว่านำเงินมาให้รัฐบาลกู้ยืมได้ ถ้าไม่เชื่อลองถามกฤษฎีกาดูก็ได้
“ความหวังที่จะใช้เงินออมสินมาเป็นแหล่งเงินของโครงการดิจิทัลวอลเล็ตก็คงต้องจบลงแค่นี้ ยกเว้นแต่ว่าจะมีการแก้กฎหมาย ซึ่งไม่ใช่ว่าจะทำไม่ได้เสียทีเดียว แต่ก็ไม่ควรทำ เราก็ต้องมาวัดใจกันดูว่าจะถึงขั้นแก้กฎหมายเพื่อให้รัฐสามารถกู้เงินออมสินได้หรือไม่ ถ้าไม่แก้กฎหมาย เหลือทางเลือกอะไรอยู่บ้าง เหลือแค่ใช้เงินงบประมาณกับออก พ.ร.ก.กู้เงินเหมือนช่วงโควิด” น.ส.ศิริกัญญาระบุ
น.ส.ศิริกัญญาระบุด้วยว่า อัปเดตข้อมูลงบ 67 ที่ปรับปรุงใหม่ ถึงจะขยายงบเป็น 3.48 ล้านล้าน แต่ก็ต้องจ่ายหนี้เพิ่ม ลงทุนเพิ่มตามไปด้วย เมื่อหักรายจ่ายที่ยังไงก็ต้องจ่าย ทั้งเงินเดือนสวัสดิการบุคลากรภาครัฐ งบใช้หนี้ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย เงินชดใช้เงินคงคลัง งบท้องถิ่น และสวัสดิการตามกฎหมายงบที่เหลือมาจัดสรรใหม่ได้จริงเพิ่มมาเป็น 476,000 ล้านก็จริง แต่ขอย้ำว่านี่คือรายจ่ายประจำที่ต้องแชร์กับพรรคร่วมรัฐบาล 20 กระทรวง ถ้าใช้หมดนี่ก็หมายความว่าแต่ละกระทรวงได้เงินแค่พอจ่ายเงินเดือน
“งบลงทุนโครงการอื่นๆ ไม่ต้องทำกันแล้ว จะตั้งกองทุน soft power ก็ไม่ได้ กองทุนพัฒนาบทบาทสตรีเพิ่มงบไม่ได้ งบอุดหนุนบรรเทาภัยแล้งก็ไม่ได้ งบอุดหนุนดับไฟป่าแก้ PM 2.5 ก็ไม่ได้ โครงการฝึกอบรม upskill-reskill อะไรก็ทำไม่ได้ทั้งหมด ไม่ต้องพูดถึงค่าตอบแทน อสม. กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ก็หายหมดเช่นเดียวกัน ซึ่งเท่ากับว่าทางเลือกนี้ก็คงเป็นไปไม่ได้เหมือนเดิม ทางเลือกสุดท้าย คือออกเป็น พ.ร.ก.เงินกู้แบบที่ทำช่วงโควิด ก็จะถือเป็นการฆ่าตัวตายทางการเมืองชัดๆ ซึ่งก็ทำไม่ได้อีกเพราะไม่ได้มีความจำเป็นเร่งด่วนตาม รธน. น่าคิดนะคะว่าอาจจะถึงทางตันจริงๆ” น.ส.ศิริกัญญาระบุ
ด้านนายองอาจ คล้ามไพบูลย์ อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รักษาการรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า เป็นสิทธิ์ของรัฐบาลที่มีพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำในการจัดตั้ง จะพิจารณาว่าจะเดินหน้าต่อหรือไม่อย่างไร แต่รัฐบาลไม่มีสิทธิ์ที่จะนำนโยบายดิจิทัลวอลเล็ตไปทุจริตเชิงนโยบาย และหาประโยชน์โดยมิชอบเพื่อตนเองหรือพวกพ้อง ส่วนที่ถูกด้อยค่าว่าเงินดิจิทัลวอลเล็ตเป็นเงินเลวนั้น ก็แล้วแต่มุมมองของแต่ละคน ในความเป็นจริงไม่ว่าใครจะมองเงินดิจิทัลวอลเล็ตเป็นเงินเลวหรือเงินดี แต่ก็เป็นเงินของประชาชนจากภาษีอากรของประชาชน ไม่ใช่เงินส่วนตัวของนายกฯ เศรษฐา ทวีสิน
ด้านนายเสรี สุวรรณภานนท์ สว. ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาชน วุฒิสภา ให้สัมภาษณ์ถึงการประชุมกมธ.วันที่ 24 ต.ค. โดยมีวาระพิจารณาเรื่องการดำเนินนโยบายแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาทของรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ว่าล่าสุดองค์กรที่มีหน้าที่ซึ่ง กมธ.เชิญมาประชุมตอบรับเพียง 2 หน่วยงาน จากที่เชิญไป 3 หน่วยงาน คือ ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) และเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ขณะที่กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ไม่ได้ตอบรับส่งบุคคลใดเข้าร่วม ทั้งนี้ตนมองว่าหากการดำเนินนโยบายดังกล่าวไม่ชัดเจน ถือว่าสุ่มเสี่ยงต่อการทำผิดกฎหมาย วินัยการเงินการคลัง ผิดหลักการของรัฐธรรมนูญได้
ขณะที่ น.ส.รสนา โตสิตระกูล อดีตสมาชิกวุฒิสภากรุงเทพมหานคร โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า ทำจดหมายเปิดผนึกถึง กกต.อีกฉบับ เตือนให้ระวังรัฐบาลออก พ.ร.ก.กู้เงินเพื่อทำโครงการแจกเงินดิจิทัลภายในไตรมาสแรกของปี 2567 เป็นการหลีกเลี่ยงการกำกับโดยรัฐสภาหรือไม่ เข้าข่ายเป็นการใช้นโยบายการคลังเพื่อสร้างความนิยมให้แก่พรรคการเมืองหรือไม่ โดยระบุใจความช่วงหนึ่งว่า "ขอเรียนว่าคณะกรรมการ ก.ก.ต.จะเป็นองค์กรที่สำคัญที่สุดในการพิจารณาเรื่องนี้ เพราะโครงการดังกล่าวกำลังจะเปิดประเพณีการแข่งขันทางการเมืองใหม่ ซึ่งจะเป็นอันตรายต่อประเทศชาติเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้น โครงการทำนองนี้จึงเป็นโครงการประชานิยมที่ไร้สถานการณ์ ซึ่งถ้าคณะกรรมการ ก.ก.ต.อนุญาตให้เกิดขึ้นได้ ก็จะเป็นการสร้างประเพณีทางการเมืองใหม่ที่อันตราย"
น.ส.รสนาระบุด้วยว่า มีความเป็นไปได้สูงที่รัฐบาลจะใช้วิธีออกพระราชกำหนดเพื่อกู้หนี้สาธารณะ เพื่อให้สามารถแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาทได้ภายในไตรมาสแรกของปี 2567 ซึ่งนอกจากจะเป็นการหลีกเลี่ยงการกำกับโดยรัฐสภา ทั้งที่เป็นโครงการใหญ่อันดับหนึ่งของรัฐบาลแล้ว ยังจะเป็นการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาตรา 62 โดยไม่รักษาวินัยการเงินการคลัง และการเปิดประเพณีโครงการประชานิยมที่ไร้สถานการณ์ ก็จะยิ่งทำลายหลักการวินัยการเงินการคลังของชาติโดยสิ้นเชิงอีกด้วย
“ข้าพเจ้าจึงขอร้องเรียนให้ท่านสั่งให้สำนักงาน ก.ก.ต. พิจารณาว่าโครงการแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาท ตามที่ปรากฏรายละเอียดมากขึ้นภายหลังการเลือกตั้ง ซึ่งปรากฏชัดเจนว่า แหล่งเงินที่พรรคเพื่อไทยชี้แจงต่อสำนักงาน ก.ก.ต. ว่าส่วนใหญ่จะมาจากงบประมาณ แต่บัดนี้มีแนวโน้มจะใช้วิธีกู้หนี้สาธารณะโดยออกเป็นพระราชกำหนด อันแตกต่างจากที่ชี้แจงไว้นั้น เป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งหรือไม่ โดยขอให้พิจารณากฎหมายทุกฉบับที่เกี่ยวข้อง มิใช่เฉพาะกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้ง และขอให้พิจารณารัฐธรรมนูญประกอบด้วย" น.ส.รสนาระบุ.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ปชป.เปิดตัว ‘อนุชา’ เลือกตั้งไทม์ไลน์เดิม
ผอ.กกต.กทม.เผยหาก “ชัชชาติ” ลาออก ต้องเลือกผู้ว่าฯ คนใหม่ภายใน 60 วัน ยันจัดตามไทม์ไลน์เดิม 28 มิ.ย.69 ย้ำบัตรเลือกตั้งไม่มี QR Code
เผยเบื้องหลัง นายกฯสั่งการ ช่วย ‘ลุงโยชน์’
“อนุทิน” ยอมรับเป็นนิมิตหมายดีที่กัมพูชาส่งตัว “ลุงโยชน์” กลับไทย โดยไม่ใช้เป็นเงื่อนไขต่อรอง ย้ำไม่หมายความว่าทำแบบนี้แล้วไทยจะยอมทุกอย่าง ชี้ “UNCLOS”
กกต.ได้ ‘5นักกม.’ สู้คดีคิวอาร์โค้ด
เลขาฯ กกต.เผยได้ 5 นักกฎหมาย เป็นผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดทำรัฐธรรมนูญ 4 คน และผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี 1 คน เป็นพยานในคดีบัตรเลือกตั้งมีบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ด
รถไฟชนรถเมล์! อุบัติเหตุใหญ่กลางกรุงเสียชีวิต8รายแฉเหตุไม้กั้นไม่ลง
สลด! เกิดเหตุรถไฟชนรถเมล์โดยสารทางตัดใต้สถานีรถไฟแอร์พอร์ตเรลลิงก์มักกะสัน ถนนอโศก-ดินแดง ไฟลุกท่วมเสียชีวิต 8 ราย รมช.คมนาคมพบมีความผิดปกติ สั่งสอบ "กล่องดำ" ทำไมไม้กั้นไม่ลงขณะรถไฟวิ่งผ่าน ทั้งที่ตามมาตรฐานความปลอดภัยต้องลง นายกฯ บินกลับจากเพชรบูรณ์ด่วนไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ
เมิน‘โพลรู้สึกโกง’!
ประเด็นหน่วยงานรัฐคอร์รัปชันร้อนเป็นไฟ นายกฯ ยันเอาความจริง ไม่เอาโพล ไม่เอาความรู้สึก หากกล้าบอกใครทำผิดก็ต้องพร้อมถูกฟ้องกลับด้วย ยืนยันรัฐบาลนี้ปราบทุจริตเข้มงวด
หนูจี้เคลียร์สินบน ลั่นล้าง‘ตราบาป’
ผลสำรวจ กกร. 10 หน่วยงานรัฐมีมูลค่าสินบนสูง ทำหลายองค์กรเต้นแจง “อนุทิน” ลั่นต้องล้างตราบาป “พิพัฒน์” สั่งปลัดคมนาคมสอบข้อเท็จจริง

