ขึงขังไม่ไว้หน้าใคร! เศรษฐาสั่งตร.หยุดโต้ผ่านสื่อ/ต่อศักดิ์ชี้นักเลงจริงอย่าโม้

นายกฯ ลั่นไม่ไว้หน้าใครหากพบเอี่ยวผิด กม. ติงไม่ควรใช้พื้นที่สื่อตอบโต้ไปมา ย้ำให้ความเป็นธรรมทั้งสองฝ่าย "บิ๊กต่อ" เบรกศึกนายพลสาดน้ำลาย เรียก 2 ฝ่ายเคลียร์ใจ บอกนักเลงเขาไม่พูด ใครเจ๋งเก็บข้อมูลไว้สู้คดี "โจ๊ก" ไม่ขัดเรียกคุย ฝากอีแอบเอาเวลาไปทำงาน  เตือน พงส.ทำสำนวนตรงไปตรงมา "รองเต่า" งดจ้อคดีมินนี่ ยันไม่ได้ทะเลาะแค่โต้แย้งข้อเท็จจริง "อำนวย" ขออย่าเหยียบย่ำองค์กรตำรวจด้วยน้ำมือพวกเรากันเอง

เมื่อวันที่ 23 ก.พ. นายเศรษฐา ทวีสิน   นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงปัญหาในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และการเตรียมแจ้งข้อกล่าวหากับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร. เกี่ยวข้องกับเว็บพนันออนไลน์เครือข่ายมินนี่ จนถูกมองเป็นประเด็นการเมืองว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติไม่ได้เป็นประเด็นทางการเมือง แต่เป็นประเด็นที่ทำผิดกฎหมาย ที่ต้องมีการพิสูจน์ทราบให้ได้ว่าใครเป็นผู้ทำผิดกฎหมาย รัฐบาลนี้ยึดหลักการทำในสิ่งที่ถูกต้องตามกฎหมาย ตนเข้าใจความเป็นห่วงเป็นใยจากทุกภาคส่วน ทั้งสื่อมวลชนและประชาชน เมื่อมีข่าวออกไปแต่เราก็ต้องให้ความเป็นธรรมกับทั้งสองฝ่ายด้วย

 “ถ้ามีข่าวออกไปว่าผู้พิทักษ์สันติราษฎร์เองมีส่วนพัวพันในเรื่องที่ผิดกฎหมาย ความไว้วางใจและความมั่นใจในการรักษาความปลอดภัยก็จะลดน้อยลงไป จึงอยากให้มีการพิสูจน์โดยเร็ว โดยใช้กฎหมายเป็นหลัก ต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกๆ ฝ่าย โดยเฉพาะผู้ถูกกล่าวโทษด้วย” นายเศรษฐากล่าว

ถามว่า การแถลงข่าวตอบโต้ผ่านสื่อของตำรวจจะกระทบต่อภาพลักษณ์หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า เชื่อว่าทุกคนเป็นผู้ใหญ่กันแล้ว ควรที่จะทราบว่าอะไรควรทำ-อะไรไม่ควรทำ ผู้ที่ถูกกล่าวหาวันนี้ยังไม่ถือว่าผิดกฎหมาย ซึ่งย้ำตลอดว่าต้องให้ความเป็นธรรม แต่การที่มาใช้สื่อตอบโต้กันไปมา หากถามตนก็ไม่อยากให้ทำ

ซักว่าจะถือโอกาสนี้กวาดขยะในสำนักงานตำรวจแห่งชาติเลยหรือไม่  นายกฯ กล่าวว่า แน่นอนครับ หากมีการกระทำผิดกฎหมายเกิดขึ้นไม่ไว้หน้าอยู่แล้ว ตรงนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่ แต่ก็ให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

ขณะที่ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.)  กล่าวถึงการโต้ตอบกันระหว่าง พล.ต.อ.สุรเชษฐ์กับ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. ในฐานะรองหน้าคณะพนักงานสอบสวนว่า เรื่องที่ออกมาได้มีการพูดคุยกันว่าต้องเรียกทั้ง 2 มานั่งคุยกัน ออกไปในสื่อโซเชียลมากเรื่องบางอย่างยังไม่ได้เป็นคดีด้วยซ้ำ แต่มีเอกสารจริงหรือไม่จริงก็ไม่รู้ออกมาแล้ว ก็มโนกันไปว่าต้องเป็นอย่างนี้ ทำให้เกิดความเสียหาย เรื่องนี้ยังไม่มีการดำเนินคดี ยังไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหา สื่อมวลชนก็ต้องเข้าใจการเสนอข่าว ต้องเสนอแจ้งให้ที่มีการแจ้งข้อกล่าวหาให้ชัดเจนก่อน  แต่นี่เอกสารหลุดไปในโซเชียลจริงเท็จอย่างไรไม่รู้

   พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ยืนยันว่า เรื่องที่เกิดขึ้นตนไม่ได้ลอยตัว มีการคุยกับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ทุกวัน แต่ตนลงไปเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ได้ ถ้าพยานหลักฐานถึงไหนเราว่ากันตามพยานหลักฐาน ไม่มีที่จะไปปั้นพยานหลักฐาน เพราะที่สุดแล้วก็ตรวจสอบได้ทางวิทยาศาสตร์

"เรื่องทั้งหมดที่ออกไปยังไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหา ทุกวันนี้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ยังบริสุทธิ์อยู่ร้อยเปอร์เซ็นต์ วันนี้ในช่วงบ่ายจะได้เรียกทั้ง 2 ฝ่ายพูดคุยกัน ทั้งเรื่องของการให้ข้อมูลข่าวสาร มันทำให้ภาพองค์กรเสียหาย เรื่องคดีเรามีคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง พอมีมูลก็ต้องกรรมการสอบทั้งวินัยและอาญาอยู่แล้ว ขณะนี้ยังอยู่ในขั้นสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริง" พล.ต.อ.ต่อศักดิ์กล่าว

ถามถึงกรณี พล.ต.ต.นำเกียรติ ธีระโรจนพงษ์ หนึ่งในลูกน้องคนสนิทของพล.ต.อ.สุรเชษฐ์ แจ้งความดำเนินคดี ผบ.ตร. ข้อหา 157 พล.ต.อ.ต่อศักดิ์กล่าวว่า  ไม่ได้กังวลอะไร ยังมีสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสได้ และก็ยังไม่เห็นในร่างคำฟ้องว่าฟ้องเกี่ยวกับเรื่องอะไร แต่จากที่ได้พูดคุยกับพล.ต.อ.สุรเชษฐ์ การฟ้องนี้ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องคดีเว็บพนันหรือการโยกย้าย อยากให้ไปถามเรื่องนี้กับผู้ฟ้อง ตนยังไม่เห็นคำฟ้อง และยังไม่ทราบด้วยว่าศาลจะประทับรับฟ้องหรือไม่

บิ๊กต่อลั่นนักเลงเขาไม่พูด

ผบ.ตร.กล่าวว่า วันนี้ตนเป็น ผบ.ตร.ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องไปชกกับใคร องค์กรมีวัฒนธรรม มีอะไรก็ต้องมาพูดคุยกัน จะปล่อยให้เป็นแบบนี้ไม่ได้ ถ้าจะสู้ก็ขอให้สู้ด้วยงาน สู้ด้วยเรื่องเท็จจริง ที่ผ่านมาตนก็โดนมาเยอะ รวมทั้งไม่ทราบที่พล.ต.อ.สุรเชษฐ์กล่าวว่ามีนายตำรวจยศใหญ่ในคดีเว็บพนันที่เป็นอีแอบ ไม่ยอมออกมาเคลื่อนไหวเอง ให้ผู้ใต้บังคับบัญชาออกมาชี้แจงตลอด ตนก็ยังไม่ทราบว่าอีแอบนั้นคือใคร

 “ใครเจ๋งก็ต้องเก็บไว้ ของแท้ต้องออกมาพูดหรือ นักเลงเขาไม่พูดกัน ตอบโต้กันองค์กรมันเสียหาย หากพนักงานสอบสวนมีข้อมูลก็ใช้ข้อมูล ไม่ต้องมาโชว์” ผบ.ตร.กล่าว

ด้าน พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กล่าวถึงกรณีผบ.ตร.จะเรียกเข้าพบเพื่อหย่าศึกกับพล.ต.ต.จรูญเกียรติว่า จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีคำสั่งจาก ผบ.ตร.ให้เข้าไปพบ ซึ่งหากเรียกมาจริงก็จะไม่ขัดคำสั่งผู้บังคับบัญชา การออกมาให้สัมภาษณ์เมื่อวานนี้ (22 ก.พ.) เพราะต้องการปกป้องสิทธิ์ของตัวเอง ให้สื่อเข้าใจที่มีตำรวจระบุตนถูกแจ้งข้อหา 149, 157 ซึ่งเรื่องนี้ทำให้เสื่อมเสีย และทำให้ครอบครัวได้รับความเสื่อมเสีย คุณแม่อยู่ที่กรุงเทพฯ ก็เป็นห่วงว่าลูกชายจะถูกแจ้งข้อกล่าวหาแล้วหรือ

"เรื่องนี้เป็นเรื่องของตำรวจทะเลาะกัน  ถ้าหากจะเคลียร์ใจก็ไม่ควรจะเริ่ม และฝากไปถึงคนที่เป็นอีแอบ เอาเวลาไปทำงานช่วยเหลือประชาชนจะดีกว่า เพราะทุกวันนี้ปัญหาถูกร้องเข้ามาเยอะแยะไปหมด โดยเฉพาะปัญหาการถูกหลอกลวง กระทรวงดีอีส่งข้อมูลเข้ามาให้ตำรวจวันละเป็นพันข้อมูล รวมๆ แล้วก็หลายหมื่น แต่ก็ยังไม่เห็นมีการขับเคลื่อน ขณะที่คดีการกลับคำให้การของตำรวจชุดจับกุมในคดีจับกุมเว็บพนันของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพื้นที่จังหวัดสงขลา ก็ยังไม่เห็นมีการดำเนินการ" พล.ต.อ.สุรเชษฐ์กล่าว

รอง ผบ.ตร.กล่าวว่า คดีเว็บพนันออนไลน์ไม่อยากออกมาพูดแล้ว เพราะคดีอยู่ในชั้นอัยการ และสำนวนก็ถูกส่งไปที่ ป.ป.ช.แล้ว ดังนั้นการออกมาให้ข้อมูลของผู้ที่มีอำนาจ และเฝ้าโจมตีให้ตนเสื่อมเสียชื่อเสียง ขอให้หยุดและไปทำงานเสียดีกว่า

"ฝากเตือนไปยังพนักงานสอบสวนในคดีเว็บพนันด้วย ขอให้ทำสำนวนอย่างตรงไปตรงมา เพราะท้ายที่สุดแล้วเมื่อเกิดปัญหาจะไม่มีผู้บังคับบัญชาคนไหนปกป้อง และคงต้องมานั่งสู้คดีที่ถูกฟ้องร้องด้วยตัวเอง" รอง ผบ.ตร.กล่าว

ส่วน พล.ต.ต.จรูญเกียรติกล่าวว่า  เบื้องต้นยังไม่ได้รับการประสานจาก ผบ.ตร. เเต่ในฐานะที่ตนเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาเมื่อมีการติดต่อมาก็จะเข้าไปพบทันที  โดยหลังจากนี้จะไม่ให้สัมภาษณ์ในประเด็นนี้อีก เพราะไม่อยากให้สังคมมองว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจทะเลาะ อีกทั้งผู้บังคับบัญชายังมีความกังวลในกรณีดังกล่าว

"เรื่องนี้ไม่ใช่การทะเลาะกัน แต่เป็นการนำหลักฐานมาโต้แย้งกันในข้อเท็จจริง เพื่อให้สังคมบอกว่าองค์กรตำรวจเป็นองค์กรที่น่าเชื่อถือ ซึ่งเป็นหน้าที่ของตำรวจทุกนายที่ต้องไขข้อเท็จจริงให้ปรากฏ" พล.ต.ต.จรูญเกียรติกล่าว

ถามว่ารู้สึกหนักใจหรือไม่กับการทำคดีดังกล่าว พล.ต.ต.จรูญเกียรติกล่าวว่า  ไม่หนักใจ เเต่กลับเป็นการทำให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติมีพื้นที่สีขาวมากขึ้น แต่ขอว่าอย่าให้สัมภาษณ์กดดันและข่มขู่พนักงานสอบสวน ขอให้ทั้ง 2 ฝ่ายทำงานเพื่อองค์กรอย่างเต็มที่ อย่าแถลงออกสื่อด่าแต่องค์กรของตัวเอง หากยังไม่หยุดตนจะใช้สิทธิ์ในการเป็นตำรวจออกมาตอบโต้เช่นเดียวกัน

'รองเต่า' งดจ้อคดีมินนี่

เมื่อถามว่า พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ท้าให้ตรวจสอบตำรวจที่เรียกรับเงินจากเว็บพนันออนไลน์ที่อยู่ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ  พล.ต.ต.จรูญเกียรติกล่าวว่า หากมีหลักฐานก็สามารถนำมายื่นให้ตรวจสอบได้ โดยหลังจากนี้ตนจะไม่พูดถึงเรื่องนี้ เพราะ พล.ต.อ.ธนา ชูวงศ์ รองผบ.ตร. ในฐานะหัวหน้าชุดสืบสวนสอบสวนในคดีนี้ จะให้สัมภาษณ์ด้วยตนเองในคดีดังกล่าว

นายอนันต์ชัย ไชยเดช ทนายความ กล่าวว่า จนถึงเวลานี้ยังไม่ได้รับการติดต่อจาก พล.ต.อ.สุรเชษฐ์เพื่อให้เป็นทนาย ที่ผ่านมาเพิ่งจะพบกับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ในงานแต่งงานงานหนึ่ง หลังจากนั้นทางด้านบิ๊กโจ๊กได้โทรศัพท์เข้ามาหา 3 ครั้ง แต่ตนไม่ได้รับสาย เพราะกำลังยุ่งอยู่กับงานทางด้านกฎหมาย และตนก็ไม่ได้ติดต่อกลับไป อีกทั้งยังไม่ได้เป็นทนายให้กับบิ๊กโจ๊กอย่างที่ได้มีการสอบถามเข้ามา แต่ในฐานะที่เป็นคนเคยรู้จัก เชื่อว่าทางด้านบิ๊กโจ๊กก็มีดีอยู่ในตัว และเชื่อว่าจะสามารถเอาตัวรอดได้

"ณ วันนี้ยังไม่ได้เป็นทนายให้กับบิ๊กโจ๊ก แต่โอกาสหน้าก็ยังไม่แน่ แต่ก็อยากฝากบอกว่า หากใครจะมาเป็นลูกความผม ก็ต้องคำนึงถึง 3 สิ่ง ดังนี้ ต้องให้ใจ, ต้องให้เกียรติ และต้องให้ความจริง หากไม่มี 3 สิ่งนี้ ก็คงจะช่วยอะไรไม่ได้ เพราะนี่คือ Concept ของทนายอนันต์ชัย" นายอนันต์ชัยกล่าว

ถามว่า หากมีการติดต่อเข้ามาให้เป็นทนายจะรับทำคดีหรือไม่ นายอนันต์ชัย กล่าวว่า ยืนยันคำเดิมว่าหากเข้ามาให้เป็นทนายจริง ก็ต้องมี 3 สิ่งที่กล่าวไปข้างต้น จะรับหรือไม่รับก็ต้องขึ้นอยู่กับเงื่อนไข 3 สิ่งที่ตนได้กล่าวไป และที่สำคัญ ถ้าตนรับเป็นลูกความแล้ว ก็เปรียบเสมือนกุนซือ ลูกความก็ต้องเชื่อฟังกัน เพราะหากไม่เชื่อฟังก็ยากที่จะประสบความสำเร็จ

พล.ต.ท.อำนวย นิ่มมะโน อดีตผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 และคณะกรรมการพิจารณาเรื่องร้องเรียนตำรวจ (ก.ร.ตร.) โพสต์เฟซบุ๊กหัวข้อ "อย่าเอาสำนักงานตำรวจแห่งชาติ…ไปเป็นตัวประกัน!" ตอนหนึ่งระบุว่า ต้องยอมรับว่าหน่วยงานตำรวจเป็นหน่วยงานที่จำเป็นต้องมีอยู่ในสังคม เพื่อบังคับใช้กฎหมาย รักษาความสงบเรียบร้อยให้กับบ้านเมือง บำบัดทุกข์ บำรุงสุข ให้กับประชาชน ดังนั้นคำพูดที่ว่า ตำรวจมันพังมาตั้งนานแล้ว จึงไม่ควรพูด แล้วถ้ายิ่งออกจากปากตำรวจด้วยกันเองก็ยิ่งไม่ควรมี จะพังไม่พังก็อยู่ที่ตัวตำรวจเองนั่นแหละ อยู่ที่ตัวคุณตัวผม หรือตัวมึงตัวกู ไม่ใช่องค์กร องค์กรยังจำเป็นต้องอยู่ จำเป็นต้องมี ขออย่าได้เอา องค์กรตำรวจไปเป็นตัวประกัน

"รุ่นมันไล่กันไม่ทัน แต่ยศตำแหน่งเป็นเรื่องของวาสนาบารมี" คำพูดนี้ชอบมาก แต่ถ้าจะพูดให้จบ ต้องต่อว่าจะรุ่นไหน ยศตำแหน่งใด ก็เกษียณอายุราชการและไปสู่สัมปรายภพด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น แต่องค์กรตำรวจยังต้องอยู่"

พล.ต.ท.อำนวยกล่าวว่า ทางคดีกระผมจะไม่เข้าไปก้าวล่วง แต่ใคร่ขอร้องว่าการดำเนินคดีไม่ใช่เวทีโต้วาที ขออย่าได้เหยียบย้ำซ้ำเติม ดิสเครดิตกัน ไม่ว่าระหว่างกัน หรือเอาองค์กรตำรวจไปเปรียบเทียบกับองค์กรอื่นในทางที่ต้องการให้เกิดความเสียหาย ระบบกล่าวหาของตำรวจมีการสืบสวนสอบสวน รวบรวมพยานหลักฐาน มีพนักงานอัยการตรวจสอบกลั่นกรองอีกชั้นหนึ่ง ก่อนที่จะมีความเห็นทางคดีก็มีจุดแข็งของระบบนี้

ส่วนระบบไต่สวนที่ ป.ป.ช.ใช้ มีเจ้าหน้าที่สืบสวน แสวงหาข้อเท็จจริงและหลักฐาน เสนอเข้าที่ประชุม คณะกรรมการมีมติรับเรื่อง-ชี้มูล ก็มีจุดแข็งเช่นกัน พูดไม่ได้ว่าแบบไหนดีกว่ากัน มันอยู่ที่ว่าการสืบสวนสอบสวน รวบรวมพยานหลักฐาน กับการไต่สวน แสวงหาข้อเท็จจริงและหลักฐาน เป็นไปโดยสุจริต โปร่งใส และเที่ยงธรรมหรือไม่ ถ้าน้ำที่ต้นธารเป็นน้ำที่ใสสะอาด น้ำที่ปลายธารก็จะใสสะอาดตามไปด้วย ก็แค่นั้น ขอให้เชื่อมั่นในระบบและรูปแบบการทำคดีของตำรวจ จะเฉไฉ บิดเบี้ยว ก็อยู่ที่ตัวผู้ปฏิบัติต่างหาก อันนี้ก็ไปว่ากันเอง

"ขออย่างเดียว อย่าได้โต้กันไปโต้กันมาจนเป็นที่ตลกขบขันของผู้คน ยิ่งกว่าตลกคาเฟ่สมัยเจ๋ง ดอกจิก แมวเก้าชีวิตที่อาจจะไม่มีชีวิตที่สิบบ้างล่ะ ขอยศใหญ่ๆ  หน่อยที่ออกมาพูด คุณยศอะไร ตำแหน่งอะไร บ้างล่ะ พยานหลักฐานมีมูลเพียงพอก็ดำเนินคดีกันไป... ผู้ที่ถูกดำเนินคดีมีหน้าที่นำพยานหลักฐานมาหักล้าง ก็พิสูจน์กันไปตามบทบาทอำนาจหน้าที่ก็เท่านั้น สำคัญที่สุดขอจงได้ อย่าให้ร้ายอย่าทำลายองค์กรตำรวจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้วยน้ำมือของพวกเรากันเอง" พล.ต.ท.อำนวยกล่าว.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ถึงคิว 'พปชร.' เป็นเจ้าภาพนัดกินข้าวพรรคร่วมฯ 'เศรษฐา' ขออย่าโยงปรับ ครม.

'เศรษฐา' บอก ถึงคิว พปชร. เป็นเจ้าภาพนัดกินข้าวพรรคร่วมรัฐบาล แต่ยังไม่ได้นัดมา ขออย่าโยงเอี่ยวปมปรับ ครม. ยันไม่มีปัญหาพรรคร่วมฯ พูดคุยกันดี เมินแรงกระเพื่อม ย้ำยึดผลงาน