สั่งจัดหาแรงงานไปซาอุ ยัน‘บิ๊กตู่’ลุยฟื้นสัมพันธ์

โฆษกรัฐบาลเผย นายกฯ  เร่งผลักดันความร่วมมือด้านแรงงานไทย-ซาอุฯ สั่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการทันที ย้ำต้องเห็นผลเป็นรูปธรรมภายใน 2 เดือน ยันเป็นประวัติศาสตร์ผลจากความพยายามของรัฐบาลไทยตลอด 6 ปีที่ผ่านมา "ทิพานัน" เปิดไทม์ไลน์ "บิ๊กตู่" ลุยเองฟื้นสัมพันธ์ "ไทย-ซาอุฯ" วอนฝ่ายการเมืองอย่าปิดแผ่นฟ้าด้วยฝ่ามือ เห็นแก่ประโยชน์ชาติและประชาชน เปิดประตูโอกาสลงทุนในซาอุฯ

เมื่อวันที่ 27 มกราคม นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม สั่งการให้กระทรวงแรงงานเร่งดำเนินการจัดหาแรงงานไทยที่มีศักยภาพเข้าร่วมทำงานในซาอุดีอาระเบีย ภายหลังการเดินทางเยือนซาอุดีอาระเบียอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 25-26 มกราคม 2565 ซึ่งนอกจากนายกรัฐมนตรีได้เข้าเฝ้าฯ เจ้าชายมุฮัมมัด บิน ซัลมาน บิน อับดุลอะซีซ อัลซะอูด มกุฎราชกุมาร รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหมแห่งซาอุดีอาระเบีย ซึ่งทั้งสองฝ่ายได้เห็นพ้องกับขั้นตอนดำเนินการเพื่อฟื้นฟูความสัมพันธ์ทวิภาคี และการจัดตั้งกลไกการปรึกษาหารือเพื่อส่งเสริมความร่วมมือทวิภาคี เพื่อหารือความร่วมมือทวิภาคีในสาขายุทธศาสตร์ที่สำคัญนั้น

นายธนกรกล่าวว่า ในการเดินทางครั้งนี้ นายสุชาติ ชมกลิ่น รมว.แรงงานของไทย ได้หารือทวิภาคีร่วมกับนายอะห์หมัด บิน สุไลมาน อัลรอยิฮี (Ahmad Sulaiman ALRajhi) รมว.ทรัพยากรมนุษย์และการพัฒนาทางสังคม ซาอุดีอาระเบีย โดยทั้งสองฝ่ายยินดีที่จะผลักดันความร่วมมือด้านแรงงาน โดยเฉพาะในภาคบริการต่างๆ ทั้งธุรกิจโรงแรม สุขภาพ ตลอดจนอุตสาหกรรมก่อสร้างในโครงการขนาดใหญ่

"ซึ่งผลจากการหารือทวิภาคีดังกล่าว  ทางกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงาน และสำนักงานแรงงานในกรุงริยาด จะเป็นผู้ประสานงานหลักร่วมกับฝ่ายซาอุดีอาระเบีย โดยจะดำเนินการตามข้อหารือต่อไปเพื่อพิจารณาแรงงานไทยเข้าทำงานตามความประสงค์ของซาอุฯ ทั้งนี้ ในปัจจุบันมีแรงงานไทยเข้าทำงานอยู่ในซาอุฯ จำนวน 1,345 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการแจ้งการเดินทางด้วยตนเอง นายจ้างพาไปทำงาน และระบบ Re-entry โดยมีตำแหน่งที่เข้าทำงานในหลายประเภท เช่น ช่างเชื่อม ช่างเทคนิค ช่างเครื่องยนต์ ผู้ปฏิบัติงานในโรงงาน ผู้ควบคุมเครื่องจักร คนงานผลิตผลิตภัณฑ์ทั่วไป คนงานควบคุมเครื่องจักร ผู้ช่วยกุ๊ก แม่บ้าน เป็นต้น"

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี  กล่าวอีกว่า ในเรื่องความร่วมมือด้านแรงงานกับซาอุฯ เป็นความท้าทายที่สำเร็จจากความพยายามของรัฐบาลในการปรับความสัมพันธ์ทวิภาคีไทย-ซาอุฯ เชื่อมั่นว่าจะก่อให้เกิดผลประโยชน์ในด้านการยกระดับการพัฒนาฝีมือแรงงานไทย กระตุ้นให้บริษัทจัดหาแรงงานที่อยู่ภายใต้กระทรวงแรงงานปรับปรุงการจัดหาแรงงานที่เป็นธรรม ไม่โก่งราคา คุ้มครองสิทธิแรงงานและสวัสดิการให้สอดคล้องกับที่ฝ่ายซาอุดีอาระเบียต้องการ ซึ่งในอนาคตคาดว่าจะมีการเดินทางแลกเปลี่ยนการเยือนระดับรัฐมนตรี บริษัทจัดหาแรงงาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทางด้านแรงงานระหว่างไทยและซาอุฯ มากขึ้น เพื่อเร่งรัดการดำเนินการจนเกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมโดยเร็ว

 “นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า การจัดหาแรงงานไทยนั้นต้องทำทันที และต้องเห็นผลเป็นรูปธรรมอย่างชัดเจนภายใน 2 เดือน เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนที่เป็นแรงงานที่มีศักยภาพ มีความพร้อมของไทย ซึ่งความสำเร็จจากการหารือร่วมกับซาอุฯ ในครั้งนี้ ถือเป็นครั้งประวัติศาสตร์ที่ไม่ได้มาเพราะโชคช่วย แต่เป็นผลจากความตั้งใจและความพยายามในการดำเนินการของรัฐบาลไทยตลอดระยะเวลา 6 ปีที่ผ่านมา รวมทั้งเชื่อมั่นว่าหลังจากนี้ไปจะเกิดความร่วมมือในมิติอื่นๆ  อย่างต่อเนื่อง เป็นผลประโยชน์ร่วมกันเพื่อประเทศและประชาชน” นายธนกรกล่าว

น.ส.ทิพานัน ศิริชนะ ประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า มีหลักฐานในเชิงประจักษ์ที่น่าภาคภูมิใจถึงเสียงชื่นชมผลงานการเยือนประเทศซาอุดีอาระเบียอย่างเป็นทางการของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในวันนี้ เพราะมีเบื้องหลังที่เกิดมาจากความพยายามของ พล.อ.ประยุทธ์อย่างแท้จริง โดยมีจุดเริ่มต้นฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับซาอุฯ อย่างเป็นรูปธรรมภายหลังการหารือ 3 ฝ่าย ระหว่าง พล.อ.ประยุทธ์ เจ้าชายเคาะลีฟะฮ์ บิน ซัลมาน อัลเคาะลีฟะฮ์ นายกรัฐมนตรีราชอาณาจักรบาห์เรนในขณะนั้น และนายอาดิล บิน อะหมัด อัลณูบีร รมว.การต่างประเทศราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย ในขณะนั้น ในช่วงการประชุมสุดยอดกรอบความร่วมมือเอเชีย (Asia Cooperation Dialogue: ACD) ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 9-10 ตุลาคม 2559 ที่กรุงเทพฯ

จากนั้น นายกฯ ได้เข้าเฝ้าฯ เจ้าชายมุฮัมมัด บิน ซัลมาน บิน อับดุลอะซีซ อัลซะอูด มกุฎราชกุมาร รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหมแห่งราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย ในช่วงการประชุมผู้นำ G20 ที่นครโอซากา ประเทศญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2562 นอกจากนี้ รมว.การต่างประเทศของทั้งสองฝ่ายยังมีการพบหารือกันเป็นระยะๆ เพื่อหารือรายละเอียดต่าง ๆ เกี่ยวกับการฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกัน โดยมีการเยือนที่สำคัญ คือ การเดินทางเยือนซาอุดีอาระเบียอย่างเป็นทางการของนายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.การต่างประเทศ (ตำแหน่งในขณะนั้น) ตามคำเชิญของเจ้าชายฟัยศ็อล บิน ฟัรฮาน อัลซะอูด รมว.การต่างประเทศราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย เมื่อเดือนมกราคม 2563

กระทั่งล่าสุด นายกรัฐมนตรีได้เดินทางเยือนซาอุดีอาระเบียตามคำเชิญของเจ้าชายมุฮัมมัด บิน ซัลมาน บิน อับดุลอะซีซ อัลซะอูด ระหว่างวันที่ 25-26 มกราคม 2565 จนมีผลการเยือนที่สำคัญคือ การประกาศการปรับความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยกับซาอุดีอาระเบียให้เป็นปกติ และพัฒนาความสัมพันธ์ด้านต่างๆ ทั้งเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และแรงงาน

 “การปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจของซาอุดีอาระเบีย (Saudi Vision 2030) ถือเป็นโอกาสดีของนักลงทุนไทย รวมถึงแรงงานไทยด้วย แต่ก่อนที่จะเข้าไปมีโอกาสได้ ก็ต้องมีรากฐานความสัมพันธ์ที่ต้องประสานร่วมมือกันอย่างต่อเนื่อง เพื่อฟื้นความสัมพันธ์อันดีต่อกันก่อน ไม่ใช่ปุบปับทำได้เลย เบื้องหลังความสำเร็จในวันนี้ จึงมี พล.อ.ประยุทธ์เป็นคีย์แมนสำคัญ มาโดยตลอด และต้องละเอียดรอบคอบ เอาใจใส่ ติดตามทุกมิติทางการทูต ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องที่จะมาด้อยค่าหรือพยายามบิดเบือนกันได้ เพียงเพื่อหวังผลในทางการเมืองเท่านั้น"

น.ส.ทิพานันกล่าวด้วยว่า บางพรรคการเมืองอาจหวั่นไหวเป็นพิเศษ แต่วันนี้นายกรัฐมนตรีมองข้ามเรื่องการเมือง แต่เร่งแก้ไขปัญหาของประเทศ แก้ไขปัญหาเศรษกิจ เพื่อประโยชน์ของพี่น้องประชาชน เปิดประตูโอกาสให้กับผู้ประกอบการธุรกิจ นักลงทุนและแรงงานไทย ฝ่ายการเมืองจึงไม่ควรปิดแผ่นฟ้าด้วยฝ่ามือ เพราะพยายามปิดอย่างไรก็ปิดไม่มิด.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดัชนีทุจริตร่วง รั้ง116ของโลก ตํ่าสุดรอบ19ปี

ดัชนีคอร์รัปชันปี 68 ไทยร่วงเหลือ 33 คะแนน รั้งอันอับ 116 ของโลก จาก 182 ประเทศ "ประธานต้านโกง" ชี้ CPI ปีนี้เลวร้ายมาก ต่ำสุดในรอบ 19 ปี "ป.ป.ช." เปิดบัญชีทรัพย์สิน "สีหศักดิ์" รวย 14.5 ล้าน ไม่มีหนี้สิน