จี้ทูตพาณิชย์เร่งหาแหล่งนำเข้าปุ๋ยทดแทน-หาตลาดส่งออกใหม่ "พาณิชย์" ตรวจความพร้อม 4 ห้างโมเดิร์นเทรด ร่วมโครงการ "ไทยช่วยไทย" ก่อนคิกออฟทั่วประเทศ 1 เม.ย. ขณะที่ ส.อ.ท.ชี้ต้นทุนพลังงาน วัตถุดิบ ค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้น ดันราคาสินค้าจ่อพุ่งอีก 8-10% ขณะที่เหล็กทุกชนิดเตรียมขึ้นราคาอีก 2 รอบ
เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2569 ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) แถลงสถานการณ์ประจำวัน โดยนายประคัลร์ กอดำรงค์ อัครราชทูต (ฝ่ายการพาณิชย์) คณะผู้แทนถาวรไทยประจำองค์การการค้าโลกและองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (ประจำส่วนกลาง) แถลงว่า กระทรวงพาณิชย์ (พณ.) มุ่งเน้นบริหารจัดการแก้ไขปัญหาเพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพประชาชนผ่านมาตรการต่างๆ ได้แก่ การกำกับดูแลราคาสินค้าและป้องกันการฉวยโอกาส
จากการลงพื้นที่ตรวจสอบสถานที่จำหน่ายสินค้าทั้งสิ้น 3,477 แห่งทั่วประเทศ ในช่วงวันที่ 5-27 มีนาคมที่ผ่านมา พบผู้กระทำผิดแล้วรวม 25 ราย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกรณีไม่ติดป้ายแสดงราคาตามมาตรา 28 แห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ส่วนการติดตามเรื่องร้องเรียนผ่านสายด่วน 1569 อย่างต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 1-27 มีนาคม มีเรื่องร้องเรียนสะสมรวม 429 คำร้อง ตรวจสอบแล้ว 213 คำร้อง มีการลงโทษผู้กระทำผิดไปแล้ว 29 ราย และอยู่ระหว่างการเรียกตรวจสอบเอกสารต้นทุนในกรณีจำหน่ายราคาเกินสมควรอีก 51 คำร้อง นอกจากนี้กระทรวงพาณิชย์กำลังหารือกับผู้ประกอบการและผู้ผลิต ในการเดินหน้าโครงการไทยช่วยไทยนำสินค้ากว่า 1,000 รายการมาลดราคาสูงสุดถึง 50% โดยจะเริ่มพร้อมกันทั่วประเทศในวันที่ 1 เมษายนนี้
นายประคัลร์กล่าวว่า วันนี้กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ได้ลงพื้นที่ตรวจติดตามความพร้อมร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทย เช่น ที่แม็คโคร สาขานครอินทร์, ที่โลตัส สาขานครอินทร์, ที่ท็อป ซูเปอร์มาร์เก็ต สาขาเซ็นทรัลเวสต์เกต และโก โฮลเซล สาขารังสิต ควบคู่ไปกับโครงการธงฟ้าราคาประหยัด ที่จะขยายจุดสินค้าธงฟ้ามากกว่า 500 จุด และรถโมบายเคลื่อนที่ที่จะเริ่มออกบริการในพื้นที่ห่างไกล โดยเดือนเมษายนนี้จะเริ่มที่จังหวัดปราจีนบุรี และจัดต่อเนื่องที่จังหวัดตราดหลังเทศกาลสงกรานต์ นอกจากนี้ยังมีมาตรการสนับสนุนวัตถุดิบราคาพิเศษให้ร้านข้าวแกง เพื่อชะลอการปรับขึ้นราคาอาหารปรุงสำเร็จรูป
เขากล่าวว่า ในส่วนการช่วยเหลือเกษตรกร กระทรวงได้ยกระดับการช่วยเหลือผ่าน "มาตรการปุ๋ยธงเขียว" ซึ่งเป็นการต่อยอดจากโครงการเดิม ที่ได้รับส่วนลดจากปุ๋ยเคมี กระสอบละ 200 บาท จำนวน 5 กระสอบ รวม 1,000 บาท โดยจะเพิ่มสิทธิประโยชน์ให้เกษตรกรที่มีบัตรดินดี ของกรมพัฒนาที่ดิน หรือผ่านมาตรฐานการผลิตทางเกษตรที่ดี หรือจีเอพี ของกรมวิชาการเกษตร หรือเป็นสมาชิกศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน ของกรมส่งเสริมการเกษตร ที่จะได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมอีก 200 บาท รวมถึงคูปองอีก 200 บาท สำหรับซื้อปุ๋ยอินทรีย์ ทำให้เกษตรกรได้รับการช่วยเหลือรวมสูงสุด 1,400 บาทต่อราย ซึ่งจะเริ่มดำเนินการสัปดาห์สุดท้ายของเดือนเมษายนนี้ที่ จ.กำแพงเพชรเป็นจังหวัดแรก ก่อนที่จะขยายไปยังพื้นที่เพาะปลูกอื่นๆ ทั่วประเทศ โดยตั้งเป้าหมายรวมทั้งสิ้น 1 ล้านกระสอบ และมีแผนการดำเนินให้ครอบคลุมถึง 50 จังหวัด
ด้านนายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้ลงพื้นที่ตรวจความพร้อม 4 ห้างโมเดิร์นเทรดที่เข้าร่วมโครงการ "ไทยช่วยไทย ลดภาระ ลดค่าครองชีพ" ซึ่งเป็นการบรรเทาผลกระทบจากราคาพลังงาน ภาวะเศรษฐกิจ และช่วยลดภาระค่าครองชีพให้ประชาชน ตามข้อสั่งการของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ โดยพบว่าทั้ง 4 ห้างโมเดิร์นเทรดมีความพร้อมเต็มร้อย และเตรียมสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นเข้าร่วมโครงการ ทั้งสินค้ากลุ่ม House Brand และกลุ่มแบรนด์ (Second-tier Brand) มาจำหน่ายในราคาลดพิเศษ 25-58% รวมกว่า 1,000 รายการ เช่น สินค้าอุปโภค : สบู่ แชมพู ผงซักฟอก ยาสีฟัน และสินค้าบริโภค : ข้าวสาร น้ำตาล น้ำปลา น้ำมันพืช ซอสปรุงรส บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาหารกระป๋อง โดยโครงการนี้จะเริ่มเปิดจำหน่ายพร้อมกันทั่วประเทศตั้งแต่ 1 เมษายน 2569 เป็นต้นไป
โดยวันนี้ได้ลงพื้นที่ 4 ห้างโมเดิร์นเทรด ได้แก่ 1.ห้างแม็คโคร สาขานครอินทร์ 2.ห้างโลตัส สาขานครอินทร์ 3.ท็อป ซูเปอร์มาร์เก็ต สาขาเซ็นทรัล เวสต์เกต และ 4.GO Wholesale สาขารังสิต เพื่อตรวจความพร้อมของร้านค้า ก่อนเริ่มโครงการ ซึ่งทั้ง 4 ห้างมีประชาชนเข้ามาจับจ่ายใช้สอยซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคจำนวนมาก มีการจัดโปรโมชันสินค้าราคาพิเศษมาอย่างต่อเนื่อง และมีสินค้า House Brand เป็นของตัวเอง เมื่อเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทยฯ กับกระทรวงพาณิชย์ จึงสามารถลดราคาสินค้าได้ในราคาที่พิเศษมากยิ่งขึ้น ซึ่งช่วยลดภาระค่าครองชีพแก่ประชาชนได้เพิ่มมากขึ้นด้วยเช่นกัน
นายพูนพงษ์กล่าวว่า จากการพูดคุยกับผู้บริหารของทั้ง 4 ห้าง ได้แจ้งว่าห้างมีความพร้อม 100% ในการเข้าร่วมโครงการ โดยได้เตรียมสินค้าอุปโภบริโภคที่จำเป็นในชีวิตประจำวันไม่น้อยกว่า 1,000 รายการเข้าร่วมโครงการ ซึ่งมีทั้งสินค้ากลุ่ม House Brand และกลุ่มแบรนด์ทางเลือก (Second-tier Brand) มาจำหน่ายในราคาพิเศษ และจะมีการเติมสินค้าตลอดไม่ให้ขาด จึงคาดว่าจะสามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างเต็มที่
ขณะที่นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธาน ส.อ.ท. กล่าวถึงวิกฤตค่าครองชีพและต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นในประเทศไทย จากสงครามในพื้นที่ตะวันออกกลางว่า ปัจจุบันพลังงานมีราคาสูงและขาดแคลน รวมถึงวัตถุดิบต่างๆ ส่วนค่าขนส่งอาจเพิ่มขึ้น 20-25% และราคาสินค้ามีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น 8-10% แน่นอนว่าส่งผลให้ค่าครองชีพพุ่งสูงขึ้น แต่รายได้ของประชาชนยังคงเท่าเดิม ส่วนค่าไฟฟ้าคาดการณ์ว่าค่าไฟรอบถัดไปมีโอกาสขยับสูงขึ้นตามราคาน้ำมันดีเซลที่ปัจจุบันปล่อยลอยตัวแล้ว เมื่อทุกอย่างราคาแพงขึ้น ผลกระทบอย่างหนักจะตกไปอยู่ที่ประชาชน จึงเสนอภาครัฐออกมาตรการที่ออกแบบมาอย่างดี ตรงจุด และเน้นช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางเป็นอันดับแรก โดยต้องเร่งดำเนินการเนื่องจากความไม่แน่นอนของสถานการณ์สงครามที่อาจยืดเยื้อ พร้อมขอให้ช่วยเหลือ SMEs ทั้งการเพิ่มรายได้และสภาพคล่องให้ธุรกิจเดินต่อได้ ไม่เกิดการเลิกจ้าง
ด้านนายนาวา จันทนสุรคน รองประธาน ส.อ.ท. กล่าวว่า จากต้นทุนราคาพลังงานซึ่งเหล็กใช้น้ำมันเตาเป็นหลัก ปัจจุบันน้ำมันเตาขึ้นราคา 63% วัถุดิบเศษเหล็กนำเข้าก็ขึ้นราคา รวมถึงค่าขนส่ง ทำให้ผู้ประกอบการเหล็กแบกรับต้นทุนไม่ไหว เตรียมขึ้นราคาในเดือนเมษายนที่จะถึงนี้ 1 รอบ ตามต้นทุนรอบการผลิตเดือนเมษายน และหากราคาน้ำมันเตาและวัตถุดิบยังปรับตัวสูงขึ้น ในเดือนพฤษภาคมก็จะต้องปรับขึ้นราคาอีกครั้ง
ส่วนการเลือกตั้งประธาน ส.อ.ท.คนใหม่ นายเกรียงไกร มองว่า ส.อ.ท.เป็นองค์กรที่มีเกียรติและเป็นที่ยอมรับ 1 ใน 3 องค์กรภาคเอกชนหลัก จึงต้องการให้การได้มาซึ่งคณะกรรมการเป็นไปอย่างถูกต้องตามครรลอง เลือกคนเก่งที่มีแนวคิดก้าวหน้าและเหมาะกับงาน ไม่อยากให้ใช้ระบบโควตาเหมือนการเมือง แต่อยากให้เน้นที่ความสามารถและความโปร่งใส เพื่อไม่ให้เป็นที่ครหาและเพื่อให้ทุกฝ่ายสบายใจ
ในวันเดียวกันนี้ การเลือกตั้งคณะกรรมการซึ่งเมื่อรวมกับคณะกรรมการที่มาจากการแต่งตั้ง จะได้กรรมการชุดใหม่ จำนวน 372 คน โดยทั้งหมดจะทำหน้าที่ลงมติเลือกประธานคนใหม่ช่วงเดือนเมษายน หลังนายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธาน ส.อ.ท.คนที่ 16 หมดวาระ ซึ่งการชิงตำแหน่ง ประธาน ส.อ.ท.คนที่ 17 ถูกจับตาอย่างเข้มงวด จากเดิมที่มีผู้ลงสมัครชิงตำแหน่ง 2 คน คือ นายอภิชิต ประสพรัตน์ รองประธาน ส.อ.ท. ประธานสถาบันวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม อุตสาหกรรมการผลิต และกรรมการผู้จัดการ บริษัท BIS PIPE FITTING INDUSTRY CO.LTD กับนายชนะ ภูมี รองประธาน ส.อ.ท. ประธานสถาบันน้ำและสิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืน และที่ปรึกษากรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน).
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
หนูจี้เคลียร์สินบน ลั่นล้าง‘ตราบาป’
ผลสำรวจ กกร. 10 หน่วยงานรัฐมีมูลค่าสินบนสูง ทำหลายองค์กรเต้นแจง “อนุทิน” ลั่นต้องล้างตราบาป “พิพัฒน์” สั่งปลัดคมนาคมสอบข้อเท็จจริง
จับมือรวยไม่ไหวแล้ว อนุทินชี้‘รัฐ-เอกชน’ต้องไปด้วยกัน/จ่อเชิญภาคการเงิน!
“รัฐบาล” เปิดทำเนียบฯ คุย 35 เจ้าสัว “เอกนิติ” บอกหวังเอกชนเป็นหัวหอกพลิกโฉมเศรษฐกิจระยะยาว
ถกกก.แลนด์บริดจ์นัดแรก ผุดอนุฯ3คณะ/กสม.หนุน
คกก.ศึกษาแลนด์บริดจ์นัดแรก ผุดอนุฯ ศึกษา 3 ชุด ดูความเป็นไปได้ของโครงการ-สิ่งแวดล้อม
ลุงโยชน์กลับถิ่น ‘กลาโหม’รีบปัด ขอแลกเปิดด่าน
"ลุงโยชน์" ได้รับการปล่อยตัวแล้ว ผ่านกลไกคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาคไทย-กัมพูชา
มติ611ลุยร่างกม.34ฉบับค้างท่อ
มติรัฐสภาเอกฉันท์ 611 ต่อ 3 เสียง เดินหน้าร่าง กม. 34 ฉบับค้างท่อต่อในสภา
หึ่ง!ชัชชาติไขก๊อกชิงสมัย2
“แสวง” ตั้งเป้าเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.-นายกพัทยา จะไม่ให้เกิดความผิดพลาด

