
สหรัฐเคาะภาษีไทยเหลือ 19% “พิชัย” ระบุ เริ่มเก็บทางการ 7 ส.ค. ครอบคลุมสินค้าหลายประเภท ส่วนภาษีมะกันส่งมาไทยเหลือ 0% เพียบ ด้าน “ครม.” ไฟเขียวร่างถ้อยแถลงเตรียมส่งสภา “ศิริกัญญา” จี้เปิดรายละเอียดสินค้า
เมื่อวันที่ 1 ส.ค. ทำเนียบขาวของสหรัฐอเมริกาได้ออกแถลงการณ์ ระบุว่า สหรัฐจะเรียกเก็บภาษีนำเข้าจากสินค้าส่งออกจากประเทศไทยในอัตราร้อยละ 19 จากเดิมขู่จะเก็บภาษีสินค้าไทยสูงถึงร้อยละ 36 โดยทำเนียบขาวประกาศเรื่องนี้ในเอกสารข้อมูล ก่อนหน้ากำหนดเส้นตายข้อตกลงทางการค้าในวันศุกร์ 1 ส.ค. ซึ่งระบุว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ลงนามในคำสั่งพิเศษเมื่อวันพฤหัสบดี สำหรับอัตราร้อยละ 19 ซึ่งเป็นอัตราที่ใกล้เคียงกับประเทศคู่ค้าอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น อินโดนีเซียร้อยละ 19 ฟิลิปปินส์ร้อยละ 19 และกัมพูชาร้อยละ 19 ในขณะที่เวียดนามถูกเรียกเก็บในอัตราร้อยละ 20 สปป.ลาวร้อยละ 40 และเมียนมาร้อยละ 40 โดยอัตราภาษีนี้จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 7 ส.ค.นี้เป็นต้นไป
คำสั่งพิเศษของนายทรัมป์ระบุอัตราภาษีนำเข้าที่เพิ่มขึ้นสำหรับประเทศต่างๆ โดยจะอยู่ในช่วงร้อยละ 10-41 สำหรับ 69 ประเทศคู่ค้า บางประเทศสามารถบรรลุข้อตกลงที่ช่วยลดภาษีได้ ในขณะที่บางประเทศไม่มีโอกาสเจรจากับรัฐบาลของเขาเลย คำสั่งดังกล่าวระบุว่าสินค้าจากประเทศอื่นๆ ทั้งหมดที่ไม่ได้อยู่ในรายชื่อภาคผนวกจะต้องเสียภาษีนำเข้าในอัตราร้อยละ 10
นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า การปิดดีลครั้งนี้ของรัฐบาลไทยในระดับภาษีนำเข้าไว้ที่ 19% ถือเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จสำคัญของทีมไทยแลนด์ ในแนวทาง win-win เพื่อรักษาฐานการส่งออกและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว
วันเดียวกัน เวลา 13.00 น. นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯ และ รมว.มหาดไทย รักษาราชการนายกฯ ได้เรียกประชุม ครม.นัดพิเศษ เฉพาะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องเพื่อหารือเรื่องดังกล่าว
ภายหลังการประชุม นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การคลัง แถลงว่า ที่ประชุมเห็นชอบร่างถ้อยแถลงร่วมไทย-สหรัฐ เพื่อใช้ดำเนินการเกี่ยวกับข้อตกลงภาษีทางการค้ากับรัฐบาลสหรัฐ หลังจากทางประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ประกาศอัตราภาษีศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) สินค้าของไทยในอัตรา 19% สำหรับขั้นตอนต่อจากนี้ รัฐบาลจะเร่งลงรายละเอียดรายสินค้า โดยเฉพาะรายการสินค้าที่ไทยจะเรียกเก็บภาษีกับสหรัฐในอัตรา 0% ซึ่งมีอยู่หลายรายการ ซึ่งบางรายการจะได้รับภาษี 0% ทันที แต่บางรายการจะขอเวลาในการปรับตัวให้มีความพร้อมก่อน รวมทั้งบางรายการที่จำเป็นต้องกำหนดโควตา คาดว่ารายละเอียดทั้งหมดนี้จะใช้เวลานานกว่า 1 เดือน จึงจะได้ข้อสรุป และมีผลบังคับใช้ โดยรายละเอียดทั้งหมดจะเสนอเข้าสู่ขั้นตอนการพิจารณาของรัฐสภาด้วย
นายพิชัยกล่าวว่า ข้อเสนอของไทยที่ได้ยื่นไปยังสหรัฐ ก่อนที่จะมีการประกาศอัตราภาษีนำเข้าที่ 19% เป็นข้อตกลงที่ยังไม่มีข้อผูกพันตามกฎหมาย เป็นเพียงหลักการใหญ่ที่ได้ตกลงกันไว้เบื้องต้นในชั้นการเจรจา ซึ่งจะต้องมีการลงรายละเอียดออกมาเป็นรายสัญญาทุกๆ เรื่อง โดยหลังจาก ครม.เห็นชอบร่างถ้อยแถลงร่วมไทย-สหรัฐแล้ว สิ่งที่เป็นข้อตกลงเบื้องต้นคงมีการเผยแพร่จากทางสหรัฐ โดยจะนำข้อตกลงทั้งหมดมาเจรจา เพื่อนำไปสู่การทำเป็นสัญญาในระยะต่อไป เพราะตอนนี้ถือเป็นขั้นตอนครั้งที่ 1 ที่จะต้องลงรายละเอียดในเร็ววัน เพราะสหรัฐได้แจ้งมาว่าทันทีที่เสร็จเรื่องนี้ก็อยากหารือต่อทันที
ส่วนแนวทางการช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากภาษีสหรัฐนั้น นายพิชัยกล่าวว่า รัฐบาลได้จัดเตรียมมาตรการรองรับแล้วตามความเป็นจริงที่เกิดขึ้นของลักษณะธุรกิจ ส่วนแหล่งเงินที่จะนำมาใช้ช่วยเหลือหลักๆ ทั้งการจัดหาสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft loan) เพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนชั่วคราวสำหรับการส่งออก อีกส่วนคือผ่านกองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เพื่อแก้ไขปัญหาระยะยาว ล่าสุดรัฐบาลอยู่ระหว่างการหารือกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และหอการค้าไทย เพื่อพิจารณาแนวทางช่วยเหลือเป็นรายกลุ่ม หรือเป็นประเภทธุรกิจด้วย
นายพิชัยกล่าวด้วยว่า การเจรจาภาษีนำเข้ากับสหรัฐนั้นไม่ได้มีการยื่นข้อเสนอเกี่ยวกับเรื่องความมั่นคง หรือเรื่องสัมปทานแหล่งก๊าซแต่อย่างใด
เขาเชื่อว่าอัตราภาษีนำเข้าสหรัฐที่ 19% นั้น จะอยู่ในระดับที่ช่วยให้ประเทศไทยสามารถแข่งขันได้ แต่โจทย์สำคัญของประเทศไทยหลังจากนี้ที่จะต้องเร่งดำเนินการคือ การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เพื่อทำให้ต้นทุนการผลิตของไทยถูกลง
“ถามว่าเมื่อเราได้ภาษี 19% แล้วจะช่วยทำให้ตัวเลขจีดีพีปี 68 มีโอกาสขยายตัวได้เกินเป้าหมายที่ 2.2% หรือไม่นั้น มองว่าเรื่องนี้ขึ้นอยู่กับการทำงานและสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปด้วย เพราะโลกวันนี้เปลี่ยนทุกวัน ผลต่อจีดีพีก็ไม่ใช่เฉพาะผลจากในประเทศเท่านั้น แต่ยังมีผลจากนอกประเทศด้วย วันนี้มักจะมีเรื่องอะไรแปลกๆ ใหม่ๆ เข้ามาทุกวัน ก็ต้องดูว่าจะเป็นอย่างไร แต่คิดว่าตัวที่จะเพิ่มขึ้นได้อย่างถาวรจริงๆ คือการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน” นายพิชัยระบุ
ส่วนสินค้าสวมสิทธิ์ผ่านทาง (transshipment) นั้น นายพิชัยระบุว่า จะถูกเก็บภาษีนำเข้าในอัตรา 40% ซึ่งประเทศไทยจะเสียเปรียบตรงส่วนนี้ ดังนั้นจะต้องเร่งดำเนินการแก้ไข เพราะสหรัฐไม่ต้องการเห็นสถานการณ์ในลักษณะนี้ โดยอาจจะต้องมีการกำหนดสัดส่วนสินค้าที่ผลิตในไทยให้ชัดเจน เพื่อเป็นการแก้ปัญหานี้อย่างจริงจัง โดยกรมศุลกากรไทยและสหรัฐจะร่วมกันตรวจสอบแหล่งกำเนิดสินค้าอย่างเข้มงวด และให้กระทรวงพาณิชย์เป็นหน่วยงานในการออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดเพียงหน่วยงานเดียว เพื่อแก้ปัญหาสินค้าสวมสิทธิ์ให้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยหลังจากผ่านไป 1 ปี มาดูกันอีกทีว่ายอดสินค้าสวมสิทธิ์จะลดลงเหลือเท่าไหร่
พร้อมเปิดนำเข้าหมู-เครื่องบิน
รองนายกฯ และ รมว.การคลังกล่าวว่า ส่วนเรื่องพลังงาน ที่ผ่านมาไทยมีการนำเข้าโดยวิธีการซื้อจากทั่วโลกเพียงอย่างเดียวกว่า 90% หลังจากนี้ก็อาจจะเปลี่ยนเป็นการซื้อจากสหรัฐ 10% หรือ 1.2 แสนบาร์เรลต่อวัน จากปัจจุบันที่ไทยใช้น้ำมันดิบ 1.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน เช่นเดียวกับเรื่องก๊าซธรรมชาติ ที่ไทยนำเข้าจากตะวันออกกลางกว่า 50% ตรงนี้สัญญาระยะยาวจะทยอยหมดอายุ ก็อาจจะมาพิจารณาซื้อจากแหล่งที่ต้นทุนถูกกว่า ซึ่งล่าสุดไทยได้ลงนามในสัญญาซื้อก๊าซธรรมชาติจากสหรัฐ 1 ล้านตัน จาก 15 ล้านตันที่จะนำเข้า โดยสัญญาในส่วนนี้จะเริ่มมีผลในปี 69
“รวมถึงอาจจะมีการพิจารณาลงทุนด้านพลังงานในสหรัฐด้วย เช่นเดียวกับแผนเรื่องการซื้อเครื่องบิน ซึ่งจากเดิมบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI มีแผนจัดซื้อฝูงบินประมาณ 100 ลำ และที่ผ่านมาได้มีการทยอยซื้อต่อเนื่อง ซึ่งเหลือที่จะต้องมีการซื้ออีก 80-90 ลำ โดยจะเป็นการทยอยดำเนินการตามแผนที่ได้แจ้งสหรัฐ” นายพิชัยกล่าว
นายพิชัยยังปฏิเสธว่า ประเด็นเรื่องการเปิดให้มีการนำเข้าหมูจากสหรัฐนั้น ยืนยันว่าไม่ได้ยื่นข้อเสนอให้เปิดทั้งหมด แต่จะเป็นการทดลองตลาดเล็กน้อยเท่านั้น เช่น มีการบริโภคเนื้อหมูในประเทศ 100% ก็อาจจะเปิดให้มีการนำเข้าจากสหรัฐในอัตราไม่ถึง 1% เท่านั้น
เขากล่าวด้วยว่า ถ้าดูจากตัวเลขมูลค่าการนำเข้าที่ไทยเคยนำเข้าจากสหรัฐ จะอยู่ที่ประมาณ 2 หมื่นกว่าล้านดอลลาร์ แต่ส่งออกไป 5 หมื่นกว่าล้านดอลลาร์ หลังจากนี้มูลค่าการนำเข้าก็อาจจะปรับเพิ่มขึ้นนิดหน่อย แต่เราหวังว่าสิ่งที่นำเข้ามาก็จะการแปรรูปเพื่อส่งออกต่อไปด้วย ซึ่งส่งออกไปก็ต้องได้ราคาแพงกว่า ดังนั้นแม้จะคิดว่าเรามีการนำเข้าเยอะขึ้น แต่เราก็ต้องทำให้มีการส่งออกเยอะตามไปด้วย เพื่อจะช่วยเศรษฐกิจไทยใหญ่ขึ้นด้วย
นายจตุพร บุรุษพัฒน์ รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ได้เตรียมจัดตั้งศูนย์ให้คำปรึกษาแบบ One Stop Service ที่ศูนย์บริการส่งออกแบบเบ็ดเสร็จ ถ.รัชดาภิเษก โดยบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ธนาคารและหน่วยงานสนับสนุนต่างๆ เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถเข้ารับคำแนะนำ ปรึกษา และหาทางออกได้ในที่เดียว เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว
นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.อุตสาหกรรม กล่าวว่า เรตดังกล่าวสำหรับประเทศกลุ่มอาเซียนถือเป็นเรตที่ดี และเมื่อเปรียบเทียบขีดความสามารถในการแข่งขัน สหรัฐซึ่งถือเป็นตลาดใหญ่ คิดว่าเป็นข่าวที่ทำให้ภาคอุตสาหกรรมมีความมั่นใจมากขึ้น รวมถึงการย้ายฐานการผลิต โดยเฉพาะนักลงทุนในวันนี้ที่สนใจชะลอการลงทุนมาสักพัก ขณะนี้ก็ตัดสินใจมาลงทุนในประเทศไทย
น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน แสดงความเห็นต่อเรื่องดังกล่าวว่า คงต้องรอฟังเงื่อนไขทั้งหมดว่า มีการนำอะไรไปเจรจาบ้าง รวมถึงเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องกับการค้าด้วย ซึ่งเราต้องให้ทางรัฐบาลเร่งรัดเปิดเผยโดยเร็ว เพราะเงื่อนไขต่างๆ เหล่านี้ต้องรับฟังความคิดเห็นจากผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสีย ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกร หรือผู้ประกอบการอื่นๆ อย่างไรก็ตาม ต้องทำให้เป็นไปตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญ การตกลงกันเรื่องการลงทุน การค้าต่างๆ ที่อาจเกิดผลกระทบอย่างมหาศาลในระบบเศรษฐกิจ จำเป็นต้องมีการรับฟังความคิดเห็น ในที่สุดต้องผ่านรัฐสภาให้ความเห็นชอบ
เมื่อถามว่า กังวลหรือไม่ว่าหลังจากนี้จะมีการเปลี่ยนแปลงอัตราภาษีอีก น.ส.ศิริกัญญากล่าวว่า เรื่องนี้เป็นความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นได้ในอนาคต เพราะหลังจากที่มีการประกาศอัตราภาษีในหลายประเทศทั่วโลกออกมา ไม่ทันขาดคำทรัมป์ก็ขึ้นภาษีแคนาดา จาก 25% เป็น 35% เนื่องจากการไปสนับสนุนปาเลสไตน์ จึงเป็นความไม่แน่นอน ที่เราจำเป็นต้องอยู่กับมัน ภายใต้ประธานาธิบดีที่ชื่อโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ต้องเตรียมพร้อมหลายเรื่องในอนาคต
ด้าน นายภัชริ นิจสิริภัช เหรัญญิกพรรคไทยสร้างไทย แสดงความกังวลต่อมาตรการภาษีใหม่ของสหรัฐว่า การเปลี่ยนแปลงนี้จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในหลายภาคส่วน เนื่องจากสหรัฐเป็นคู่ค้าอันดับ 1 และเป็นตลาดส่งออกที่ใหญ่ที่สุดของไทยเสี่ยงสูญรายได้หลายแสนล้าน ภาคอิเล็กทรอนิกส์-เกษตรเจ็บหนัก.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
‘กสทช.’เน่าสนิท ประชุมล่มรอบ3 กดดัน‘สรณ’ถอย
เน่าสนิท! ประชุม "บอร์ด กสทช." ล่มอีกเป็นครั้งที่ 3 เพราะองค์ประชุมไม่ครบ
ข้อมูลรั่วทั้ง19กระทรวง หวั่นขายให้‘สแกมเมอร์’
นายกฯ สั่งทุกหน่วยงานตรวจสอบข้อเท็จจริงข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหล
ไทยหนุนเมียนมา กลับสู่‘อาเซียน’ ตั้งกก.แก้มลพิษ
"อนุทิน” เปิดทำเนียบฯ ต้อนรับ “มิน อ่อง หล่าย” อบอุ่น หารือเต็มคณะชื่นมื่น
ดึงเงินกู้พลังงานใช้ไทยเที่ยวไทย
"ศุภจี” ยังไม่ชง “ไทยเที่ยวไทยพลัส” เข้า ครม.เดือน ส.ค.นี้
ล้างคนโกงจบ31สค. มท.พร้อมรับมือหากถูกฟ้อง ‘โรม’คาใจตัดตอนการเมือง
"ก.กลาง" ยึดตามมติ "กสถ." ฟันโกงสอบท้องถิ่น 5,925 ราย ส่วน 97 รายรอ ป.ป.ช.
ไทย-เมียนมาออกแถลงการณ์ร่วม ยกระดับความร่วมมือทุกมิติ
นายกรัฐมนตรีไทยและประธานาธิบดีเมียนมาออกแถลงการณ์ร่วมภายหลังการหารือทวิภาคี ยืนยันเดินหน้าขยายความร่วมมือด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ การค้าชายแดน การปราบปรามอาชญากรรมข้ามชา

