
ประจานโลก เขมรละเมิดข้อตกลงหยุดยิง หลังปล่อยกระสุนปืน ค.ว่อนข้ามฝั่ง ขีดเส้นต้องมี “คำชี้แจง-ขอโทษ” ขึงพืดเล่ห์เขมรสายตาชาวโลก ลุยทำสมุดปกขาวเผยแพร่ข้อเท็จจริง ขณะที่ ผอ.ศูนย์แถลงข่าวฯ อัดจุดชนวนหวังสร้างดรามาทางการเมืองภายในประเทศ “แม่ทัพภาค 2” ค้างคืนเคียงข้างลูกน้องแนวหน้าพื้นที่แนวตามาเรีย-สัตตะโสม ด้าน "ฮุน เซน” ดิ้นพล่าน ร่อนสารโกหกหน้าตาย ฟ้องไทยเปิดฉากสงคราม ใช้อาวุธสมัยใหม่ถล่ม
เมื่อวันพุธ พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก (เสธ.ทบ.) ในฐานะเสนาธิการศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก (เสธ.ศปก.ทบ.) เข้าเยี่ยมให้กำลังใจกำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บจากสถานการณ์สู้รบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา จำนวน 4 นาย ซึ่งอยู่ระหว่างการลำเลียงด้วยอากาศยานของกองทัพบก เพื่อเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า
เสธ.ทบ.ได้กล่าวขอบคุณครอบครัวของกำลังพลทุกนายที่เสียสละและให้การสนับสนุน พร้อมยืนยันว่า กองทัพบกจะดูแลการรักษาพยาบาลกำลังพลที่ได้รับบาดเจ็บอย่างดีที่สุด โดยมีโอกาสพูดคุยกับกำลังพลและครอบครัวอย่างใกล้ชิด
ตอนหนึ่ง เสธ.ทบ.กล่าวกับกำลังพลและครอบครัวว่า “ใจพวกเอ็งนี่มันสุดจริงๆ แทนที่ เสธ.ทบ.จะมาให้กำลังใจ กลับเป็นฝ่ายได้รับพลังจากพวกเอ็ง ที่บอกว่ายังพร้อมจะกลับไปสู้ หากประเทศชาติต้องการ นี่แหละหัวใจนักรบ”
จากนั้น เสธ.ทบ.ได้เดินทางไปตรวจพื้นที่บริเวณปราสาทตาเมือนธม เพื่อประเมินสถานการณ์และเตรียมความพร้อมด้านยุทธการในการควบคุมพื้นที่ พร้อมร่วมพิจารณากำหนดแนวทางการสถาปนาความมั่นคงตามแนวชายแดนในระยะยาว
ขณะที่ พล.ท.วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 ลงพื้นที่แนวตามาเรีย-สัตตะโสม ตรวจเยี่ยมกำลังพล ติดตามสถานการณ์จริง จากประสบการณ์ตรงในพื้นที่ที่เคยปฏิบัติภารกิจมา ก่อนพักค้างคืนและใช้ชีวิตร่วมกับกำลังพลแนวหน้า กำชับการปฏิบัติงานอย่างรอบคอบ ยึดความปลอดภัยสูงสุด เพื่อภารกิจ และเพื่อชีวิตกำลังพลทุกนาย
ทางด้าน พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์แถลงข่าวสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา กล่าวถึงเหตุการณ์กระสุนปืน ค.เข้ามาตกในพื้นที่ช่องบก จังหวัดอุบลราชธานี ว่า จากคำแถลงการณ์ร่วม เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2568 ระบุว่าจะต้องไม่ทำการยั่วยุ หรือไม่ใช้อาวุธ ซึ่งอยู่ในหมวดมาตรการลดความตึงเครียด แต่จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น กัมพูชาเป็นฝ่ายผิดเต็มๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่เรายอมรับไม่ได้ และหน่วยในพื้นที่ก็มีมาตรการเตรียมการป้องกันอยู่แล้ว เพราะเราได้ควบคุมพื้นที่ที่เป็นยุทธศาสตร์สำคัญ ไม่เหมือนการปะทะในรอบแรก ซึ่งตอนนั้นอยู่ในพื้นที่ที่ยังเสียเปรียบมากๆ
“เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นถามว่าผิดไหม ก็ต้องตอบว่าผิดแน่ๆ เพราะเป็นการกระทำที่ข้ามแดนมา โดยฝ่ายเขาไม่สามารถควบคุมกำกับดูแลหน่วยทหารของเขา จนทำให้เกิดข้อผิดพลาดขึ้นมา ซึ่งเรื่องนี้กองทัพบกได้มีการออกแถลงการณ์ไปแล้ว โดยเน้นย้ำว่า เมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้นแล้วฝ่ายเราอดทนอดกลั้นขั้นสูงสุด เพราะเมื่อมีอาวุธมาลงแล้วฝ่ายเราบาดเจ็บ ถ้าฝ่ายเราตอบโต้ตามสัดส่วนประเมินว่าก็จะสามารถทำได้เลย แต่มันอาจจะขยายการปะทะออกไป” พล.อ.อ.ประภาสระบุ
พล.อ.อ.ประภาสกล่าวว่า ในขณะเดียวเราเลือกใช้กลไกที่กำหนดเอาไว้ในถ้อยแถลง โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมได้มีการพูดคุยตรวจสอบข้อมูล มีการส่งหนังสือประท้วงจากกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงกลาโหม กองทัพบก โดยหน่วยในพื้นที่ไปยังกัมพูชา ประณามว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่เหมาะสม และมีอันตราย ชี้ให้เห็นว่ากัมพูชาผิดถ้อยแถลง เขาจึงต้องสอบสวนและขอโทษกลับมา
“และแม้เราจะมีมาตรการปกป้องตัวเอง แต่ก็ต้องระมัดระวังว่าจะเป็นจุดที่เป็นเครื่องมืออะไร หรือไม่ก็ต้องคิดหลายแบบ เพราะการตอบโต้ด้วยกำลังทหารไม่ใช่เรื่องยาก พร้อมปฏิบัติ แต่ขณะเดียวกันเราก็สามารถนำข้อผิดพลาดเหล่านี้เอาไปบอกกับนานาชาติได้ว่าเขาไม่ทำตามถ้อยแถลง” พล.อ.อ.ประภาสระบุ
พล.อ.อ.ประภาสกล่าวว่า กองทัพภาคที่ 2 กำลังรอคำตอบจากฝ่ายกัมพูชาว่าผลการสอบสวนเป็นอย่างไร โดยมี AOT รับทราบข้อมูลการสอบสวนดังกล่าวด้วยส่วนการแสดงความเสียใจหรือขอโทษนั้น หน่วยระดับพื้นที่ได้มีหนังสือแจ้งมาแล้ว อย่างไรก็ตามเขาจะต้องมีหนังสือตอบกลับในระดับของกระทรวงกลาโหมและกระทรวงการต่างประเทศกลับมาด้วย แต่ผลการตรวจสอบที่ออกมาจะต้องมีความโปร่งใสชัดเจนว่าเป็นอาวุธอะไร ตั้งยิงตรงไหน แล้วข้ามเข้ามาได้อย่างไร
ผู้สื่อข่าวถามว่า ทางศูนย์ประสานงานได้มีการคุยกับมาลี โซเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชาหรือไม่ พล.อ.อ.ประภาสกล่าวว่า ตามข้อ 16 ของแถลงการณ์ร่วมมีกลไกดังกล่าวอยู่ โดยใช้ผู้ช่วยทูตทหารที่อยู่ในกรุงพนมเปญพยายามที่จะติดต่อ ซึ่งทางฝ่ายไทยพร้อมแล้ว ขณะนี้รอฝ่ายกัมพูชาอยู่ ซึ่งในฝ่ายกัมพูชามีการบริหารงานโดยผู้นำคนเดียว เมื่อสั่งการอะไรมาก็ต้องทำตามนั้น
ส่วนกรณีที่นางมาลีอ้างว่าเป็นการเผาขยะแล้วเศษกระสุนกระเด็นมานั้น ผู้อำนวยการศูนย์แถลงข่าวกล่าวว่า โดยวิญญูชน ถ้าเป็นไฟเผาแล้วกระเด็นมาขนาดนี้ เป็นไปได้หรือไม่ ซึ่งจริงหรือไม่เราไม่รู้ แต่ที่ผ่านมาการแถลงหรือตอบของฝ่ายนั้นค่อนข้างจะเชื่อถือไม่ได้
พล.อ.อ.ประภาสระบุว่า ในวันศุกร์นี้ศูนย์แถลงข่าวจะมีการชี้แจงผู้ช่วยทูตที่กองทัพอากาศ โดยจะทำเป็น fact sheet เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจนถึงเหตุการณ์ระเบิดที่เกิดขึ้นตรงช่องบก รวมทั้งหมด 13 ข้อ รวมถึงเฟกนิวส์ทั้งหมด โดยเน้นย้ำเรื่องหลักการของการปฏิบัติการทางอากาศต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นไปตามหลักกฎหมายสากล และทางศูนย์แถลงข่าวจะมีการทำ สมุดปกขาว สรุปเหตุการณ์ทั้งหมด 300-400 หน้า รวมถึงแนวทางที่เราจะดำเนินการต่อไปในอนาคตเพื่อชี้แจงนานาชาติต่อไป
ส่วนที่มีการวิเคราะห์ว่าการยิงปืนเข้ามาฝั่งเราเพื่อสร้างสถานการณ์ให้นำไปสู่การเปิดเวทีเจบีซี ผู้อำนวยการศูนย์แถลงข่าวกล่าวว่า ไม่มีทาง เพราะรัฐบาลรักษาการไม่สามารถที่จะทำข้อตกลงอะไรได้ แต่กรณีที่จะพูดคุยกันปกติไม่มีข้อตกลงใดๆ ทางกระทรวงต่างประเทศก็บอกว่าพร้อมคุย
อย่างไรก็ตาม จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นฝ่ายเรามีข่าวกรองที่รับทราบว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดจากอะไร มีเหตุการณ์อลหม่านอย่างไร มีการตำหนิติเตียนกันอะไรต่างๆ ว่าทำอย่างนั้นได้อย่างไร ทำให้เห็นว่าเขาดำเนินการไม่เรียบร้อย ส่วนประสงค์ที่จะเปิดศึกรอบ 3 นั้น ตนเองมองว่ายังไม่มีเหตุผลอะไร เพราะขณะนี้กัมพูชาได้รับผลกระทบต่อด้านเศรษฐกิจ และนานาชาติกำลังจับตามอง เจตนาจริงๆ น่าจะเป็นเรื่องของการสร้างสภาพแวดล้อมให้อินฟลูเอนเซอร์ดรามาว่าเกิดอะไรตรงนั้นตรงนี้ เป็นลักษณะของการโฆษณาชวนเชื่อให้กับคนในชาติ แต่ดรามาตรงนั้นยืนยันว่าไม่มีผลอะไรต่อกติกาของนานาชาติ
วันเดียวกัน สมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ได้ส่งสารถึงชาวกัมพูชา เนื่องในวันแห่งชัยชนะว่า วันที่ 7 มกราคม ปี 2522 ถือเป็นวันแห่งการกอบกู้ชาติ เป็นวันที่นำพาเอกราช ประชาธิปไตย และความก้าวหน้าทางสังคมกลับคืนมา ในวันครบรอบ 47 ปีวันนี้ พวกเราขอแสดงความรำลึกถึงผู้เสียชีวิตหลายล้านคน ภายใต้ระบบพล พต ที่กระทำต่อประชาชนของเราอย่างโหดเหี้ยมในช่วง 3 ปี 8 เดือน 20 วัน
ฮุน เซน ยังระบุด้วยว่า ในปี 2568 ที่เพิ่งผ่านพ้นมา กัมพูชาได้ประสบความสำเร็จมากมายในทุกภาคส่วน แต่แม้ว่าเราจะประสบความสำเร็จ เราก็ยังคงเผชิญกับสถานการณ์ระหว่างประเทศที่ซับซ้อน ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีประเทศไทยได้เริ่มสงครามรุกรานอย่างโหดร้ายต่อบูรณภาพดินแดนของกัมพูชาตามแนวชายแดน
“ภายใต้ข้ออ้างในการปกป้องความมั่นคงและอธิปไตยของไทย ในการกระทำที่ก้าวร้าวเหล่านี้ กองทัพไทยได้เปิดฉากยิงและโจมตีอย่างไม่หยุดยั้งต่อกองกำลังกัมพูชาที่ประจำการอยู่ในดินแดนอธิปไตยของกัมพูชา และต่อเป้าหมายพลเรือนอย่างไม่เลือกปฏิบัติ โดยใช้อาวุธสมัยใหม่ทุกขนาดและทุกชนิด ทั้งทางบก ทางทะเล และทางอากาศ ก่อให้เกิดภัยพิบัติร้ายแรงต่อประชาชนของเราที่อาศัยอยู่อย่างสงบสุขในพื้นที่เหล่านั้น” ฮุน เซน ระบุ
ฮุน เซน ระบุด้วยว่า ในการตอบโต้การรุกรานนี้ กองทัพกัมพูชาได้ใช้สิทธิ์ในการป้องกันตนเองอย่างเด็ดขาด อย่างไรก็ตาม รัฐบาลกัมพูชาได้ใช้ความอดทนอดกลั้นและพยายามแก้ไขปัญหาชายแดนกับประเทศไทยอย่างสันติผ่านกลไกสากล โดยเฉพาะการปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิง เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ.2568 และปฏิญญาร่วมกัวลาลัมเปอร์ เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม พ.ศ.2568 ทว่าฝ่ายไทยกลับขยายการโจมตีและไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงดังกล่าว.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
คลังปรับจีดีพีใหม่ ดันไทยเป็นกลาง หาช่องดึงลงทุน
"คลัง" จับตาปมขัดแย้งสหรัฐ-เวเนซุเอลา หวั่นกระทบราคาน้ำมัน-บรรยากาศการค้าโลก
กกต.จี้ส่งนโยบายใช้เงิน พท.คึกปราศรัยใหญ่กทม.
"กกต." จับสลากลำดับพรรคการเมืองนำเสนอนโยบาย ขีดเส้นส่งแผนหาเสียงใช้เงินไม่เกิน 19 ม.ค.
จ่อรวบ10นักการเมืองสีเทา
เตรียมรวบ 10 ผู้สมัคร สส.-สส. พันเว็บพนัน-สแกมเมอร์ สกัดเงินสีเทาแทรกการเลือกตั้ง
‘ทรัมป์’ประหารUN ประกาศถอนตัวจาก66องค์กรอ้างขัดต่อผลประโยชน์สหรัฐ
"ทรัมป์" เขย่าโลกอีกครั้ง ประกาศนำสหรัฐถอนตัวจาก 66 องค์กรระหว่างประเทศ
เปิดคลิปมัดโจ๊ก เผยพยานเด็ด! จ่ายส่วยป.ป.ช.
"พล.ต.ท.ไตรรงค์" นำทีมเปิดคลิปโต้ รปภ.ส่วนตัวกรรมการ ป.ป.ช.
‘น้ำเงิน’เช็กบิล‘ส้ม’ ปั่นเฟกนิวส์ผิดกม.เลือกตั้ง ‘ชวน’ปลุกคนใต้สั่งสอนภท.
“กกต.” ประกาศรายชื่อพรรคการเมืองสมัคร สส.บัญชีรายชื่อและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีแล้ว พร้อมเซ็นตั้ง 21 ขุนพล ตรวจสอบนโยบายหาเสียง มอบ "แสวง" เป็นประธาน “นายกฯ หนู”

