มะกันเทพันล.จบศึกเขมร

หูผึ่ง! สหรัฐจ่อมอบเงิน 1.4 พันล้านบาทฟื้นฟูชายแดนไทยเขมร-กู้ทุ่นระเบิด-ปราบสแกมเมอร์ ระดับผู้ช่วย รมต.ยันยังคบไทยเหมือนเดิม ขณะที่กองทัพและกระทรวงต่างประเทศประสานเสียงยังไม่พึงพอใจต่อการแสดงความจริงใจในการหยุดยิงของเขมร

เมื่อวันที่ 9 มกราคม 2569 นายไมเคิล จอร์จ ดีซอมบรี ผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐอเมริกาในกิจการเอเชียตะวันออก-แปซิฟิก อดีตเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย กล่าวแถลงข่าวโดยให้ข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างไทยและกัมพูชา

นายดีซอมบรีกล่าวว่า สหรัฐอเมริกาจะสนับสนุนรัฐบาลไทยและกัมพูชาต่อไปในการปฏิบัติตามปฏิญญากัวลาลัมเปอร์ เพื่อเปิดทางไปสู่สันติภาพ ความเจริญรุ่งเรือง และเสถียรภาพที่มั่นคงอีกครั้งเพื่อประชาชนและภูมิภาคแห่งนี้ เพื่อช่วยเหลือให้ความมุ่งมั่นนี้เกิดขึ้น ตนจึงมีความยินดีที่จะประกาศว่า สหรัฐอเมริกาจะมอบเงินช่วยเหลือจำนวน 15 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 471 ล้านบาท เพื่อช่วยสร้างเสถียรภาพตามพื้นที่ชายแดน ซึ่งจะเป็นการช่วยให้ชุมชนตามพื้นที่ชายแดนฟื้นฟูความเสียหาย และช่วยเหลือประชาชนที่ต้องพลัดถิ่นจากที่อยู่อาศัยของตัวเอง

ยิ่งไปกว่านั้น สหรัฐอเมริกาจะมอบเงินช่วยเหลือ 10 ล้านดอลลาร์ หรือ 314 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนปฏิบัติการเก็บกู้ทุ่นระเบิด และอีก 20 ล้านดอลลาร์ หรือ 628 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือโครงการริเริ่มที่จะช่วยให้ทั้งไทยและกัมพูชาปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์และปัญหาค้ายาเสพติด โดยเงินทั้ง 3 ก้อนนี้มีจำนวนรวมกันทั้งสิ้น 45 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นเงินไทย 1,414 ล้านบาท ดีซอมบรีบอกว่าปัญหาสแกมเมอร์เป็นปัญหาต่อทั้งภูมิภาคนี้และสหรัฐอเมริกา

อย่างไรก็ตาม สหรัฐอเมริกากำลังอยู่ระหว่างหารือเกี่ยวกับกรอบเวลาที่จะมอบเงินช่วยเหลือนี้ และยังอยู่ระหว่างพิจารณาว่าแต่ละประเทศจะได้เงินช่วยเหลือเท่าใด ดีซอมบรีบอกว่าประเด็นเรื่องเงินช่วยเหลือดังกล่าวเพิ่งได้รับการหยิบยกมาพูดคุยกับไทยในวันนี้ และจะพูดคุยกับกัมพูชาในวันพรุ่งนี้

เกี่ยวกับเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างไทยและสหรัฐ ดีซอมบรียืนยันว่า สหรัฐยังไม่เปลี่ยนแปลงนโยบายเกี่ยวกับประเทศไทย และไทยยังคงเป็นพันธมิตรด้านยุทธศาสตร์ของสหรัฐต่อไปเช่นเดิม สหรัฐยังคาดหวังว่าการกลับมาปฏิบัติตามปฏิญญากัวลาลัมเปอร์จะทำให้สหรัฐกลับมาดำเนินความสัมพันธ์ในระดับที่เหมาะสมระหว่างไทยและกัมพูชาได้ตามเดิม

ด้านนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาว่า ได้รับรายงานว่าทุกอย่างเรียบร้อยดี อยู่ภายใต้การควบคุมที่ดี แต่เราไม่ได้ประมาท การดูแลพื้นที่ชายแดนมีความพร้อม ส่วนก่อนหน้านี้กองทัพกัมพูชาก็ได้ส่งหนังสือชี้แจงมาแล้ว โดยระบุว่าไม่ได้เป็นการตั้งใจ

เมื่อถามว่า กัมพูชามีการส่งสัญญาณหรือแสดงความรับผิดชอบต่อฝ่ายไทย ต่อกรณีที่ทหารได้รับบาดเจ็บอย่างไรบ้าง นายกฯ ย้ำว่า มีการขอโทษซึ่งกันและกัน ระหว่างแม่ทัพที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ก็จบในระดับนั้น ซึ่งถือว่าเป็นไปตามข้อตกลงใน joint statement

พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ประสานข้อมูลข่าวสารร่วมไทย-กัมพูชา กล่าวถึงการที่ยังต้องติดตามความจริงใจของกัมพูชา โดยเฉพาะภายหลังที่ฝ่ายกัมพูชาได้มีหนังสือชี้แจงถึงเหตุการณ์ที่ยิงอาวุธเข้ามาในพื้นที่ช่องบก จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อวันที่ 6 มกราคมที่ผ่านมา เพื่อนำไปสู่ความร่วมมือระหว่างกันต่อไปในอนาคต เช่น การปักปันพื้นที่เขตแดน ผ่านการประชุม JBC ไทย-กัมพูชา ว่าเข้าใจถึงความรู้สึกของประชาชนไทยในขณะนี้ ที่ยังคงไม่พอใจต่อท่าทีของกัมพูชา  แต่ในฐานะที่เป็นหน่วยงานระดับประเทศ และจำเป็นต้องปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศ จึงต้องพิจารณาตามข้อมูลหลักฐาน ข้อเท็จจริง และเจตนารมณ์ของฝ่ายกัมพูชา ซึ่งในขณะนี้การดำรงการสื่อสารระหว่างกันตามแถลงการณ์ร่วมในข้อที่  16 ก็ยังไม่ราบรื่นเท่าที่ควร ทำให้แม้ฝ่ายไทยจะพยายามสื่อสารโดยยึดมั่นในข้อเท็จจริง แต่ฝ่ายกัมพูชาจะมีการนำเสนอข้อมูลต่างๆ มาด้วย จึงสรุปว่าแม้ขณะนี้จะมีแถลงการณ์ของฝ่ายกัมพูชา  แต่โดยส่วนตัวก็ยังไม่รู้สึกพอใจเท่าที่ควร

ด้านนางมาระตี นะลิตา อันดาโม รองอธิบดีกรมสารนิเทศและรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวเสริมว่า กระทรวงการต่างประเทศก็ยังไม่พึงพอใจกับการแสดงความจริงใจของฝ่ายกัมพูชาในขณะนี้เช่นกัน ยืนยันว่ากระทรวงการต่างประเทศยังคงเดินหน้าติดตามในเรื่องทุ่นระเบิดสังหารบุคคลตามกรอบอนุสัญญาออตตาวาต่อไป ในฐานะรัฐภาคีที่มีความรับผิดชอบต่ออนุสัญญาฯ  เพื่อไม่ให้เกิดการละเมิดขึ้นอีก ซึ่งเรื่องนี้มีส่วนเกี่ยวข้องต่อความร่วมมือในกรอบต่างๆ เช่น JBC ต่อไป

พล.อ.ท.จักรกฤษณ์ ธรรมวิชัย โฆษกกองทัพอากาศ กล่าวว่า ทอ.ได้มีภาพกัมพูชามีเอกสารสอนวางทุ่นระเบิด ใช้พื้นที่วัฒนธรรมวางกำลังทหาร และไทยปฏิบัติการทางทหารกับเป้าหมายทางทหาร ปฏิบัติตามกฎบัตรสหประชาชาติมาตรา 51 สิทธิป้องกันตัวเองเมื่อถูกโจมตี และทำด้วยความจำเป็น และมีการแยกแยะเป้าหมายการทหารและพลเรือนอย่างชัดเจน ที่เราโจมตีเป้าหมายทางทหารเท่านั้น หลีกเลี่ยงโจมตีที่ส่งผลกระทบพลเรือน และมั่นใจว่าผลสัมฤทธิ์ทางทหาร ต้องไม่มีผลกระทบชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน.

เพิ่มเพื่อน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง