"เพื่อไทย" จะทำให้คนไทยเป็นเศรษฐีบุญหล่นทับให้ได้ "จุลพันธ์’" ไปไกลอ้างนโยบายเศรษฐีเงินล้าน เป็นจิกซอว์สุดท้ายเปลี่ยนประเทศ ดึงเงินเข้ารัฐ 2 แสนล้าน "เชน" เพ้อหนัก ไทยจะเป็นประเทศที่มีรายได้สูง แต่นักวิชาการถล่มเละ นโยบายนี้เป็นเพียงการเล่นการพนันหยาบๆ มีช่องโหว่ร้ายแรงที่ไม่สมเหตุสมผล อันอาจส่งผลกระทบต่อรากฐานของประเทศในระยะยาว "ศรีสุวรรณ" ร้อง กกต.หา พท.สัญญาว่าจะให้
เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2569 ที่พรรคเพื่อไทย (พท.) นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย พร้อมด้วย นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช แกนนำพรรค แถลงชี้แจงนโยบายสร้างเศรษฐีเงินล้าน วันละ 9 คน คนละ 1 ล้านบาท โดยนายจุลพันธ์กล่าวว่า นโยบายนี้เป็นเป็นจิกซอว์ชิ้นสุดท้ายสำหรับการทำให้วิสัยทัศน์เปลี่ยนประเทศไทยเป็นประเทศที่มีรายได้สูง ผ่านนวัตกรรมเทคโนโลยีเป็นไปได้จริง โดยจูงใจให้คนเข้าระบบสร้างฐานข้อมูลเพื่อสร้างเศรษฐกิจมูลค่าสูง และจัดการเรื่องสวัสดิการให้แม่นยำ นโยบายนี้จึงไม่ใช่การแจกเงินแบบให้เปล่า แต่ใช้ความหวังเป็นแรงจูงใจให้ประชาชนเข้าสู่ฐานระบบข้อมูลรัฐ
นายจุลพันธ์กล่าวอีกว่า จุดประสงค์หลักของนโยบาย คือ จูงใจให้คนเข้าระบบภาษี เนื่องจากเศรษฐกิจนอกระบบของประเทศไทยมีมูลค่ามากกว่า 9 ล้านล้านบาท การที่รัฐไม่สามารถเก็บภาษีในส่วนนี้ได้ ทำให้เสียโอกาสในการพัฒนาประเทศ ซึ่งนโยบายนี้มีโมเดลความสำเร็จในต่างประเทศมาแล้วทั้งบราซิลและไต้หวัน ที่สามารถเพิ่มรายได้จากภาษีถึง 20% รัฐจะมีรายได้จัดเก็บในส่วนของภาษีมูลค่าเพิ่มไม่ต่ำกว่า 2 แสนล้านบาท ขณะที่ต้นทุนของนโยบายรวมแล้วอยู่ที่ 3 พันกว่าล้านบาทเท่านั้น มองว่า เป็นการลงทุนที่คุ้มค่า
“นโยบายนี้ไม่ใช่การแจกเงิน แต่เป็นการหาเงินให้กับรัฐด้วยซ้ำ เป็นการดึงเศรษฐกิจนอกระบบกลับมาเพื่อสร้างรายได้ สวัสดิการที่ยั่งยืนให้ประเทศ และเป็นจิกซอว์ตัวสุดท้ายที่จะทำให้การเปลี่ยนแปลงประเทศไทยเป็นประเทศรายได้สูงผ่านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นไปได้จริง” นายจุลพันธ์กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า นโยบายแจกเงินล้านนี้อาจคล้ายคลึงกับนโยบายหวยใบเสร็จของพรรคประชาชน หลายคนมองว่าเป็นการลอกนโยบาย นพ.พรหมินทร์กล่าวว่า ถ้าเปรียบเทียบกันดีๆ คนละเรื่องกัน เพราะเรากำลังลงทุนที่จะสร้างระบบข้อมูลที่ดีที่สุดที่เชื่อมโยงกัน ทุกพรรคมองแต่เรื่องการใช้เงิน แต่พรรคเราพูดแต่วิธีการหาเงิน เป็นวิทยาศาสตร์ชัดเจน
เมื่อถามว่า ทำไมต้องจ่ายแยกเฉพาะกลุ่ม ทำไมไม่เป็นระบบถ้วนหน้า และยังเป็นการสุ่มเอา นพ.พรหมินทร์ กล่าวว่า ระบบถ้วนหน้าคือคนที่มีสิทธิ์ซื้อของระบบถ้วนหน้าทุกคนวันละ 5 สิทธิ์ หากใส่ใบเสร็จหนึ่งใบก็มีโอกาสถูกจับได้ถึง 5 ครั้ง ซึ่งส่วนนี้เป็นส่วนสำคัญที่จะจูงใจให้คนเข้าระบบ และแก้ปัญหาเงินที่ไม่อยู่ในระบบภาษี ในปัจจุบันจีดีพีที่บันทึกไว้ประมาณ 18-19 ล้านล้านบาท มองว่า 9 ล้านล้านคือครึ่งหนึ่ง หากเอาครึ่งหนึ่งขึ้นมาบนโต๊ะ และอยู่ในระบบได้ก็จะเป็นประโยชน์มหาศาล ซึ่งเราใช้วิธีคิดที่ใช้วัฒนธรรมของคนไทยที่รู้สึกอยากมีความหวังมาใช้ประกอบกัน
ตั้งเป้าที่จะมีรายได้สูง
ที่ จ.บุรีรัมย์ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรค พท. ให้สัมภาษณ์ว่า เราต้องเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทั้งระบบ เราพูดถึงหลายนโยบายของเรา แต่ที่มาที่ไปในสิ่งที่จะทำได้หลักๆ ก็คือเรื่องงบประมาณ ตรงนี้เป็นส่วนหนึ่งที่จะนำเศรษฐกิจนอกระบบเข้าสู่ระบบ และอย่างที่สองเรื่องทุจริตคอร์รัปชันต่างๆ เรานำเสนอชัดเจนกับรัฐบาลดิจิทัล จำเป็นต้องใช้ข้อมูล ซึ่งจะต้องให้ข้อมูลอย่างเต็มใจ ตรงนี้ทำให้เรามีแนวทางผลักดันนโยบายต่างๆ ซึ่งเชื่อมโยงกัน
"อยากให้สื่อสารในเชิงที่ว่าเราตั้งเป้าที่จะมีรายได้สูง ซึ่งการเป็นประเทศที่มีรายได้สูงต้องใช้งบประมาณในการทำ เรื่องของโครงสร้างพื้นฐาน มีที่มาของงบประมาณที่ชัดเจน และที่มาของข้อมูลใส่ในรัฐบาลดิจิทัล จึงทำในรูปแบบครบวงจร"
ซักว่า ขณะนี้มีนักร้อง (เรียน) ไปยื่นเรื่องเอาผิดนโยบายดังกล่าวแล้ว นายยศชนันกล่าวว่า เป็นสิทธิ์ของทุกคนอยู่แล้ว ซึ่งหากมีการยื่นร้องก็ต้องดูของทุกพรรค เรื่องนี้เน้นย้ำว่าเราก็มีแนวทางของเราชัดเจน ก็อยากจะขอความเป็นธรรมกับพี่น้องว่า หากเรื่องนี้เราคิดอย่างรอบคอบ ซึ่งพี่น้องอาจจะมองว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับที่เราพยายามผลักดันทั้งระบบ พยายามเรื่องรัฐบาลดิจิทัลให้สำเร็จ นี่คือหนึ่งในกลไกให้ทุกคนเข้าสู่ระบบอย่างเต็มใจ
เมื่อถามว่า โครงสร้างเศรษฐกิจของบราซิลและไต้หวันแตกต่างกับไทยแน่นอน ตรงนี้เตรียมแผนกรณีที่พลาดเป้าหรือไม่ประสบความสำเร็จไว้บ้างหรือไม่ แคนดิเดตนายกฯ ผู้นี้ตอบว่า ตรงนั้นเป็นแนวทางที่เราเห็น ซึ่งแต่ละประเทศแน่นอนว่าไม่เหมือนกัน ก็มีการทำวิจัยภายใน สิ่งนี้เองจะทำให้มีเศรษฐกิจนอกระบบเข้ามา ซึ่งเราตั้งเป้าไว้ประมาณ 10% แต่หากเยอะกว่าก็จะมีรายได้เพิ่มเติมเข้ามา ขณะเดียวกันพี่น้องประชาชนก็จะแบ่งเป็นกลุ่มต่างๆ ซึ่งเป็นกลุ่มที่เรามีความจำเป็นที่จะต้องดูแล อย่างกลุ่มเกษตรกรที่เป็นแกนหลักของประเทศมาอย่างยาวนาน สร้างรายได้หลักให้ประเทศ เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ตรงนี้ก็มีความจำเป็นที่จะต้องปรับโครงสร้างต่างๆ ฐานข้อมูลผู้สูงอายุ เพื่อให้เข้ามาสอดคล้องกับผู้ติดเตียงต่างๆ เป็นการรวมข้อมูลทั้งหมดเข้าสู่ส่วนกลาง
ถามว่า มั่นใจหรือไม่ว่านโยบายเศรษฐกิจวันละ 9 ล้าน จะไม่ถูกล้มเหมือนนโยบายเงินหมื่นดิจิทัลวอลเล็ต นายยศชนันกล่าวว่า เราได้ศึกษามาอย่างดี มีความมั่นใจว่าสามารถสื่อสารเรื่องนี้และฝ่าฟันไปได้
เสี่ยงถึงขั้นถูกชัตดาวน์
ด้านนายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ชี้แจงกรณี “เช็คช่วยชาติ” ของ ปชป. หลังมีข้อสงสัยและการตั้งคำถามว่า เหตุใดนโยบายเช็คช่วยชาติของ ปชป.จึงสามารถดำเนินการได้ ขณะที่ ปชป.กลับออกมาวิพากษ์วิจารณ์นโยบายของ พท.ว่า นโยบายเช็คช่วยชาติของ ปชป. เป็นเรื่องที่มีข้อสรุปชัดเจนมานานแล้วในเชิงผลลัพธ์เชิงบวกต่อการแก้ไขวิกฤตเศรษฐกิจปี 2552 และเป็นมาตรการที่ได้ผลอย่างเป็นรูปธรรม โดยเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ตนได้รับรางวัล Global Finance Minister of the Year พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า การนำเช็คช่วยชาติมาเปรียบเทียบกับนโยบายสุ่มแจกเงินล้านของ พท. เป็นการโต้กลับที่ไม่ได้ทำการบ้าน
นายกรณ์กล่าวย้อนถึงสถานการณ์ในช่วงที่ ปชป.ตั้งรัฐบาลว่า ขณะนั้นประเทศไทยกำลังเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจที่ลุกลามมาจากสหรัฐอเมริกา หรือที่เรียกว่า “วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์” โดยรัฐบาล ปชป.เข้ามารับช่วงต่อจากรัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ท่ามกลางสภาวะเงินคงคลังติดลบ หน่วยงานราชการรายงานว่า ประเทศไทยมีความเสี่ยงถึงขั้นถูก Shutdown เนื่องจากไม่สามารถหาเงินมาปิดหีบเงินคงคลังได้เพียงพอ รัฐบาลในขณะนั้นจึงออกหลายมาตรการเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ รวมถึงโครงการเช็คช่วยชาติ มูลค่า 2,000 บาท ให้แก่ผู้มีรายได้ต่ำกว่า 15,000 บาทต่อเดือน ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในระบบประกันสังคม มีผู้ได้รับสิทธิ์มากกว่า 10 ล้านคน แตกต่างจากนโยบายสุ่มแจกเงินของ พท. ซึ่งผู้ที่จะได้รับเงินล้านต้องอาศัยการสุ่มหรือ “ดวง” โดยมีคนไทยเพียง 3,285 คน หรือคิดเป็น 0.005% ของประชากรที่จะได้รับเงินดังกล่าว
นายกรณ์ตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า นโยบายดังกล่าวของ พท.ไม่ได้มีการแยกแยะระหว่างคนรวยหรือคนจน ไม่ได้พิจารณาว่าใครกำลังเดือดร้อน และยังมีคำถามเรื่องความโปร่งใสของกระบวนการสุ่ม
รศ. ดร.บุญส่ง ชเลธร สถาบันรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต เผยแพร่บทความเรื่อง แจกเงินล้าน: นโยบายหรือการพนันทางการคลัง มีเนื้อหาระบุว่า "พท.ถนัดมากในการเสนอนโยบาย 'แจกเงิน' ในรูปแบบต่างๆ นโยบาย 'สุ่มแจกเงินวันละ 9 ล้าน' แก่ประชาชน 5 กลุ่มนี้ก็เช่นกัน ยิ่งการอ้างเป้าหมายว่าเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้าง Big Data เพื่อขับเคลื่อนประเทศด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และ AI ถือเป็นนโยบายที่เต็มไปด้วยความโอ่อ่าเชิง 'วาทกรรม' แต่เมื่อนำมาพิจารณาในกรอบเศรษฐศาสตร์ นโยบายสาธารณะ และธรรมาภิบาลข้อมูล จะพบว่านโยบายนี้มี 'ช่องโหว่' ร้ายแรงที่ไม่สมเหตุสมผล อันอาจส่งผลกระทบต่อรากฐานของประเทศในระยะยาว
ในทางปฏิบัติ รัฐไม่จำเป็นต้องใช้เงินสุ่มแจกเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลประชาชน ฐานข้อมูลของรัฐสามารถพัฒนาได้ผ่าน 'ระบบภาษี' 'ประกันสังคม' 'ทะเบียนราษฎร' และ 'ธุรกรรมดิจิทัล' ที่มีอยู่แล้ว"
'การพนัน' หยาบๆ
"ในมิติของความเท่าเทียม นโยบายนี้สอบตกในด้าน 'หลักการความเสมอภาค' (Principle of Equity) นโยบายสาธารณะที่ดีต้องจัดสรรทรัพยากรตามความจำเป็น (Need-based) แต่การใช้ระบบ 'สุ่ม' หรือการเล่น หวย' ทำให้คนรวยมีสิทธิ์ได้เงินล้าน 'เท่ากับ' คนจน การเปลี่ยนรัฐจากผู้ดูแลสวัสดิการให้กลายเป็น 'เจ้ามือ' รับแทงหวย คือการบิดเบือนบทบาทหน้าที่ของรัฐในการลดความเหลื่อมล้ำอย่างร้ายแรง
นโยบายสาธารณะที่ดีไม่จำเป็นต้อง 'หวือหวา' แต่ต้องอธิบายได้ ตรวจสอบได้ ยืนอยู่บนหลักการของเหตุผล และมีจริยธรรมรองรับ นโยบายสุ่มแจกเงินล้านนี้ จึงเป็นเพียงการเล่น 'การพนัน' หยาบๆ ทางการคลังที่ใช้เงินของประชาชนมาเดิมพันกับความนิยมทางการเมือง โดยไม่สามารถตอบโจทย์ความยั่งยืน หรือคุณภาพชีวิตของคนไทยในระยะยาวได้เลย"
ด้าน รศ. ดร.ชิดตะวัน ชนะกุล อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการคลัง ให้ความเห็นว่า ประเด็นที่เพื่อไทยอ้างว่าโครงการสร้างเศรษฐีเงินล้านวันละ 9 คน เป็นการยกเครื่องทั้งระบบ ดึงเศรษฐกิจใต้ดินเข้าระบบ สร้างรัฐบาลดิจิทัลนั้น มีความเป็นไปได้ต่ำ เนื่องจากหลายนโยบายของ พท.ในรัฐบาลก่อนหน้าก็ไม่ได้ผลเป็นไปตามคำกล่าวอ้าง มิหนำซ้ำยังก่อให้เกิดความเสียหายต่อประเทศ ตลอดจนทำให้เกิดการขาดดุลงบประมาณ หมายถึงภาครัฐมีการใช้จ่ายเกินตัว จนประเทศเกิดความอ่อนแอทางการคลัง
“นโยบายสร้างเศรษฐีเงินล้านวันละ 9 คน อาจขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 เนื่องจากพรรคเพื่อไทยไม่ได้รายงานนโยบายนี้ต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งตามที่กฎหมายกำหนด” รศ. ดร.ชิดตะวันระบุ.
ที่สำนักงาน กกต. นายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน ได้เดินทางมายื่นคำร้องต่อ กกต.เพื่อขอให้สอบสวนและไต่สวนพรรคเพื่อไทย กรณีการหาเสียงโดยนำนโยบายแจกเงินสร้างเศรษฐีเงินล้านวันละ 9 คน เข้าข่ายเป็นการหาเสียง “สัญญาว่าจะให้” และหรือเป็นการจูงใจให้เข้าใจผิดในคะแนนนิยมของผู้สมัครหรือพรรคการเมือง อันเข้าข่ายข้อห้ามตามมาตรา 73 (1) และหรือ (5) แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2561 ประกอบ พ.ร.บ.การพนัน พ.ศ. 2478 หรือไม่.
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
‘สุภัทร’โดนเตะตัดขา ‘รมต.ภท.’ลงมติชี้ขาด4:3ปลดออก/สธ.ยันทำตามขั้นตอน
นายกฯ ยันปมปลด “หมอสุภัทร” ไม่มีกลั่นแกล้ง โยนเป็นเรื่องภายใน สธ.
ออกหมายจับ2สจ. นักการเมืองสีเทา หลบหนีนอกปท.
พิลึก! "รมว.ยุติธรรม” เผยคดีนักการเมืองพันสแกมเมอร์-เว็บพนัน ออกหมายจับแล้ว 2 ราย
‘เชน’ฟุ้งยึด16เก้าอี้โคราช ‘เท้ง’ปลุกปลดแอกนายหัว
“อนุทิน” เมินวิจารณ์ ปชน.หาเสียงด้อยค่าทหาร เชื่อประชาชนตัดสินได้ ดีเดย์ 30 ม.ค.
นายกฯปลอบขวัญคนชายแดน
นายกฯ บินชายแดนสระแก้ว ขอโทษทำไม่ถูกใจ-เสียความรู้สึก
อนุทินยืนยัน ไทยไร้นิปาห์ สนามบินเข้ม
นายกฯ ยันไทยยังไม่พบผู้ติดเชื้อนิปาห์ ขอให้ยึดโมเดลเฝ้าระวังโควิด

